ตอนที่ 10 — รอยร้าวลึกกลางใจพยัคฆ์
พิรุณนั่งลงตรงข้ามพยัคฆ์ จานอาหารที่เชฟจัดเตรียมไว้อย่างดีวางอยู่ตรงหน้า แต่รสชาติที่เคยคุ้นกลับจืดชืดในปาก เธอสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ตาของพยัคฆ์ได้อย่างชัดเจน คงเป็นเพราะเขาเป็นห่วงเธอมากจนแทบไม่ได้พักผ่อน “เมื่อคืนคุณไม่ได้นอนเลยหรือคะ” เธอถามเสียงแผ่วเบา
พยัคฆ์สบตาเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงมองจานอาหารของตัวเอง “ก็เล็กน้อย” เขาตอบสั้นๆ “มีเรื่องให้คิดเยอะ”
“เรื่องอะไรคะ” พิรุณเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ เธอรู้สึกผิดที่ทำให้เขาต้องกังวลมากขนาดนี้ “ฉันสบายดีแล้วนะคะ ไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว”
“ฉันรู้” พยัคฆ์เงยหน้าขึ้นมามองเธออีกครั้ง ดวงตาคมกริบของเขามีแววอ่อนโยนแฝงอยู่ “แต่เรื่องที่ต้องคิดมันไม่ใช่แค่เรื่องอาการป่วยของเธอหรอกพิรุณ”
บรรยากาศในห้องอาหารกลับมาหนักอึ้งอีกครั้ง พิรุณวางส้อมลง เธอรู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดถึงคืออะไร “เกี่ยวกับคุณอัคคีใช่ไหมคะ”
พยัคฆ์ถอนหายใจยาว “เธอก็รู้สินะ”
“ก็ไม่เชิงว่ารู้ค่ะ แต่พอจะเดาได้” พิรุณพยายามใช้คำพูดที่นุ่มนวลที่สุด “เขามาที่นี่เมื่อวานนี้”
“เขาต้องการอะไร” เสียงของพยัคฆ์แข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย เขากำหมัดแน่นอยู่ใต้โต๊ะ
“เขาบอกว่าอยากมาขอโทษค่ะ” พิรุณเอ่ยพลางก้มหน้ามองมือตัวเอง “แล้วก็... อยากจะขอให้เรายกเลิกข้อตกลงที่เคยมีไว้”
“ยกเลิกข้อตกลง” พยัคฆ์ทวนคำอย่างเย้ยหยัน “เขาคิดว่ามันง่ายขนาดนั้นเลยหรือไง”
“เขาบอกว่า... เขาเข้าใจแล้วค่ะ ว่าการกระทำของเขาที่ผ่านมามันทำให้เราเดือดร้อนมากแค่ไหน” พิรุณเล่าต่อ “เขาบอกว่า เขาอยากจะแก้ไขทุกอย่าง”
“แก้ไข” พยัคฆ์หัวเราะในลำคอ “คนอย่างอัคคีไม่เคยรู้จักคำว่าแก้ไขพิรุณ เขาเอาแต่ทำลาย”
“แต่เขาดูเสียใจจริงๆ นะคะ” พิรุณเผลอพูดออกไป “เขาดูเหนื่อย เขาดู... ไม่เหมือนเดิม”
คำพูดของพิรุณเหมือนมีคมมีดกรีดลงกลางใจพยัคฆ์ เขาเงียบไปชั่วครู่ แววตาแข็งกระด้างขึ้นมาอีกครั้ง “เธอสงสารเขาใช่ไหม”
“เปล่าค่ะ” พิรุณรีบปฏิเสธ “ฉันแค่... ไม่อยากให้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีกแล้ว”
“มันมีแน่พิรุณ” พยัคฆ์พูดเสียงเย็น “ตราบใดที่อัคคียังมีชีวิตอยู่ มันก็จะไม่มีวันสงบสุข”
“คุณพยัคฆ์คะ” พิรุณเอื้อมมือไปวางบนหลังมือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะ “ฉันไม่อยากเห็นคุณต้องมาแบกรับเรื่องพวกนี้คนเดียวอีกแล้ว”
พยัคฆ์มองมือที่วางทาบทับอยู่บนหลังมือของเขา ใบหน้าของเขายังคงเคร่งขรึม แต่สายตาที่มองมาที่เธออ่อนลงเล็กน้อย “ฉันไม่ได้แบกรับคนเดียว” เขาพูด “เธออยู่ตรงนี้กับฉัน”
“แต่ฉัน... ฉันไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง” พิรุณรู้สึกไร้ค่า “ฉันมันก็แค่ผู้หญิงธรรมดา”
“เธอไม่ธรรมดาพิรุณ” พยัคฆ์บีบมือเธอเบาๆ “การที่เธออยู่ตรงนี้ การที่เธอเข้าใจฉัน มันก็คือสิ่งที่มีค่าที่สุดแล้ว”
“แล้วเรื่องของคุณอัคคีล่ะคะ” พิรุณยังคงกังวล “คุณจะทำอย่างไรต่อไป”
“ก็อย่างที่เขาขอ” พยัคฆ์ตอบ “ฉันจะยกเลิกข้อตกลง”
พิรุณตาโต “จริงหรือคะ”
“แต่ไม่ใช่แบบที่เขาคิด” พยัคฆ์ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูอันตราย “เขาอยากจะแก้ไขใช่ไหม ฉันจะให้โอกาสเขาได้แก้ไขจริงๆ”
“หมายความว่ายังไงคะ”
“หมายความว่า ฉันจะให้โอกาสเขา... กลับไปสู่ที่ที่เขาจากมา” พยัคฆ์พูดเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
พิรุณมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ “คุณจะ... ทำอะไรกับเขา”
“ไม่ต้องห่วง” พยัคฆ์บีบมือเธออีกครั้ง “ฉันจะจัดการทุกอย่างเอง”
“แต่ถ้าคุณอัคคีไม่ยอมล่ะคะ”
“เขาต้องยอม” พยัคฆ์ยืนยัน “เพราะสิ่งที่ฉันจะยื่นข้อเสนอให้ มันคือสิ่งที่เขาปฏิเสธไม่ได้”
พิรุณมองเข้าไปในดวงตาของพยัคฆ์ เธอสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นและความเด็ดขาดที่ฉายชัดออกมา เธอรู้ว่าเขาจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายเธอได้อีก และเธอก็รู้ว่าเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เรื่องร้ายๆ นี้จบลง
“ฉันเชื่อใจคุณค่ะ” พิรุณกล่าวอย่างหนักแน่น
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพยัคฆ์ “ขอบใจนะพิรุณ” เขาพูด “ไปกันเถอะ ฉันมีธุระต้องไปจัดการ”
“ไปไหนคะ”
“ไปคุยกับอัคคี” พยัคฆ์ตอบ “ไปปิดฉากเรื่องนี้ให้มันจบๆ ไปเสียที”
พิรุณมองตามหลังพยัคฆ์ที่เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ความกังวลยังคงเกาะกุมหัวใจของเธอ เธอไม่รู้ว่าการตัดสินใจของพยัคฆ์ในครั้งนี้จะนำพาไปสู่สิ่งใด แต่เธอก็หวังว่านี่จะเป็นจุดจบของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานเสียที
หลังจากนั้น พยัคฆ์ก็หายตัวไปจากคฤหาสน์ตลอดทั้งวัน ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปที่ไหน หรือกำลังทำอะไรอยู่ พิรุณพยายามติดต่อไปหาเขาหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ ราวกับว่าเขาได้หายไปจากโลกใบนี้จริงๆ
ตกเย็นวันนั้นเอง ท่ามกลางความเงียบสงัดของคฤหาสน์ ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น พิรุณรีบกดรับสายทันที
“พยัคฆ์” เธอเอ่ยเสียงร้อนรน
“พิรุณ” เป็นเสียงของพยัคฆ์จริงๆ “ฉันกลับไปแล้ว”
“คุณไปไหนมาทั้งวันคะ” พิรุณถามด้วยความโล่งใจ “ฉันเป็นห่วงคุณมาก”
“มีธุระนิดหน่อย” พยัคฆ์ตอบเสียงเรียบ “แล้วก็... เรื่องของอัคคี จบแล้ว”
“จบแล้ว?” พิรุณถามอย่างไม่แน่ใจ “หมายความว่ายังไงคะ”
“หมายความว่า... เขาจะไม่มายุ่งกับเราอีกแล้ว” พยัคฆ์พูด “เขาจะไม่มายุ่งกับแก๊งของเราอีกแล้ว”
“เขาไปแล้วหรือคะ”
“ใช่ เขาไปแล้ว” พยัคฆ์เว้นจังหวะ “และเขาจะไม่มีวันกลับมาอีก”
พิรุณสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของพยัคฆ์ มันมีความหนักแน่น และเย็นชามากขึ้น “คุณทำอะไรกับเขาคะ”
“ฉันทำในสิ่งที่ควรจะทำ” พยัคฆ์ตอบ “เพื่อให้เราได้อยู่กันอย่างสงบสุข”
พิรุณไม่กล้าถามอะไรอีก เธอรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ง่ายอย่างที่พยัคฆ์บอก และอาจจะมีอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูดเรียบๆ นั้น
“คุณจะกลับมาเมื่อไหร่คะ” เธอถาม
“เดี๋ยวฉันจะไปหา” พยัคฆ์ตอบ “เตรียมตัวไว้”
พิรุณวางสายโทรศัพท์ลง เธอเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังท้องฟ้าที่เริ่มมืดมิด ดวงดาวเริ่มปรากฏขึ้นทีละดวง เธอหวังเพียงสิ่งเดียวในตอนนี้ คือขอให้ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดี และขอให้ความสงบสุขที่เธอปรารถนากลับคืนมาเสียที
4,572 ตัวอักษร