เงาเลือดกลางมหานคร

ตอนที่ 13 / 42

ตอนที่ 13 — เส้นทางอันตรายสู่ความจริง

ประตูหลังร้านกาแฟ ‘The Daily Grind’ ปิดดังปังตามหลังพัชราภา หมวดหน่อย และมาร์โค ทันทีที่พวกเขาก้าวออกมาสู่ตรอกแคบๆ ที่มีกลิ่นอับชื้นและขยะกองสุมกันอยู่ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมาไม่ถึงพื้น ทำให้บรรยากาศยิ่งดูมืดมนและน่าอึดอัด เสียงฝีเท้าของพวกที่ไล่ตามมาดังใกล้เข้ามาทุกขณะ ราวกับเงาที่คืบคลานเข้ามาไม่ลดละ “ไปทางนี้!” มาร์โคชี้ไปยังปลายตรอกที่ดูเหมือนจะนำไปสู่ถนนใหญ่ พัชราภาเห็นแววตาของเขา เธอเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของชายหนุ่มชาวอิตาเลียนผู้นี้ แม้ว่าสถานการณ์จะบีบคั้นและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนก็ตาม หมวดหน่อยวิ่งนำหน้าไปเล็กน้อย ดวงตาของเขาคอยสอดส่องไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง มือข้างหนึ่งกำด้ามปืนที่ซ่อนไว้ใต้อาภรณ์แน่น “พวกมันมีกี่คน?” พัชราภาถามเสียงหอบขณะวิ่งตามมาร์โคไป “ดูจากจำนวนที่โผล่มาในร้าน น่าจะมีอีกอย่างน้อยห้าถึงหกคน” มาร์โคตอบ สายตาจับจ้องไปข้างหน้า “ถ้าเราไปไม่ทันถึงถนนใหญ่ พวกเราอาจจะตกอยู่ในวงล้อม” “แล้วลอเรนโซล่ะ? เขาไปทางไหน?” หมวดหน่อยหันมาถาม “เขาไปทางอีกด้านหนึ่ง ผมพยายามจะถ่วงเวลาพวกมันเอาไว้แล้ว แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะหนีรอดไปได้นานแค่ไหน” มาร์โคตอบ เสียงของเขากังวลเล็กน้อย “แต่เป้าหมายของเราคือต้องไปถึงที่ปลอดภัยก่อน” เมื่อถึงปากตรอก พวกเขาเห็นรถยนต์สีดำสนิทจอดรออยู่ มาร์โคชี้ไปที่รถคันนั้น “นั่นไง! เลียม รอเราอยู่” เลียม ชายหนุ่มร่างสูงผมสีน้ำตาลเข้ม ที่พัชราภาเคยพบเจอมาก่อน เป็นคนของมาร์โค เขาเปิดประตูรถรอด้วยท่าทีรีบร้อน เมื่อเห็นพัชราภาและพวก เลียมก็ผงกหัวขึ้นเล็กน้อย “ขึ้นมาเร็ว! พวกมันตามมาติดๆ!” ทั้งสามคนกระโดดขึ้นรถอย่างรวดเร็ว ประตูรถปิดลงทันทีที่คนสุดท้ายก้าวเข้าไป เลียมออกรถทันที เสียงยางบดถนนดังเอี๊ยดอ๊าดขณะที่รถพุ่งทะยานออกไป ทิ้งให้กลุ่มคนที่ไล่ตามมาอ้าปากค้างอยู่ริมปากตรอก “ไปทางไหนดี?” เลียมถาม พลางเหลือบมองกระจกหลัง “ไปที่โกดังร้างแถวท่าเรือคลองเตย” มาร์โคสั่ง “เราต้องแน่ใจว่าปลอดภัยจริงๆ ก่อนจะพูดคุยเรื่องอื่น” พัชราภาพยักหน้า เธอเข้าใจดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การแสดงออกถึงความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญ “แล้วเราแน่ใจได้อย่างไรว่าที่นั่นปลอดภัย?” “ที่นั่นเป็นที่ของผม เป็นที่ที่พวก ‘ลา คซ่า’ ไม่กล้ายุ่ง” มาร์โคตอบอย่างมั่นใจ “ผมปรับปรุงมันไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินแบบนี้” “แล้วเรื่องของชายคนนั้นล่ะ? ชายที่มาร์โคบอกว่าเขามีข้อมูลเกี่ยวกับ ‘ลา คซ่า’ เขาเป็นใคร? อยู่ที่ไหน?” หมวดหน่อยถามขึ้น เขาต้องการทราบข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มาร์โคถอนหายใจ “เขาชื่ออันโตนิโอ เป็นอดีตคนของ ‘ลา คซ่า’ เอง เขาอยากจะหนีออกจากองค์กร แต่พวกมันตามล่าเขาอยู่ ผมพยายามจะช่วยเขา แต่เราก็เสียการติดต่อไปหลังจากที่ร้านกาแฟถูกโจมตีเมื่อคืน” “คุณแน่ใจนะครับว่าเขาจะให้ความร่วมมือ?” พัชราภาถามด้วยความสงสัย “อันโตนิโอไม่เหมือนพวกมาเฟียทั่วไป เขามีเหตุผลส่วนตัวที่อยากจะล้ม ‘ลา คซ่า’ เขาเคยถูกทรยศ เขาเสียครอบครัวไปเพราะเรื่องนี้” มาร์โคเล่า ดวงตาฉายแววความเห็นใจ “ผมเชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่ และถ้าเราหาเขาเจอ เขาจะให้ข้อมูลที่เราต้องการทั้งหมด” “แล้วทำไมเขาถึงไปปรากฏตัวที่ร้านกาแฟนั่น?” หมวดหน่อยซักต่อ “ผมส่งคนไปนัดพบเขาที่นั่น หวังว่าจะเป็นที่ที่ปลอดภัย แต่ดูเหมือนว่าการสื่อสารของเราจะผิดพลาด หรือไม่ก็มีคนปล่อยข่าว” มาร์โคพูดอย่างหงุดหงิด “พวกมันดักรอเราอยู่” รถเลี้ยวเข้าสู่ถนนที่มีการจราจรหนาแน่นขึ้น เลียมพยายามขับรถหลบหลีกอย่างคล่องแคล่ว พัชราภาหันไปมองนอกกระจก เธอเห็นรถยนต์สีดำคันหนึ่งพยายามจะขับตามพวกเขามาติดๆ “พวกมันตามมาอีกแล้ว!” เลียมตะโกน “เร็วขึ้นอีก! เลียม!” มาร์โคเร่ง เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์สีดำดังกระหึ่มขึ้นตามมาติดๆ ทั้งสองคันเริ่มเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง รถของพัชราภาและพวกต้องหักหลบรถคันอื่นอย่างฉิวเฉียด พัชราภากำมือแน่น รู้สึกถึงแรง G ที่กดร่างของเธอลงกับเบาะ “เราจะทำยังไง?” หมวดหน่อยถาม “เราต้องพามันไปที่อื่น ไม่ใช่ที่โกดัง” มาร์โคพูดอย่างรวดเร็ว “ถ้าพวกมันตามเราไปถึงที่นั่น แผนการทั้งหมดก็จะล้มเหลว” “เลียม! เลี้ยวซ้ายตรงสามแยกข้างหน้า! ไปทางย่านเมืองเก่า!” มาร์โคสั่ง เลียมตอบรับทันที เขาหักพวงมาลัยอย่างแรง รถเสียหลักเล็กน้อย แต่ก็สามารถเข้าสู่ถนนสายเล็กๆ ที่คดเคี้ยวในย่านเมืองเก่าได้สำเร็จ รถยนต์สีดำคันที่ไล่ตามมาเสียจังหวะไปเล็กน้อย แต่ก็ยังคงตามมาอยู่ห่างๆ “ถนนแถวนี้แคบมาก พวกมันขับตามมาลำบากขึ้นแล้ว” เลียมพูด “แต่เราก็หลบหนีได้ยากเหมือนกัน” “เราต้องหาที่ซ่อน” พัชราภาเสนอ “ที่ไหนก็ได้ที่ทำให้เราแยกตัวออกจากพวกมันได้ชั่วคราว” มาร์โคครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “มีวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากนี้ มีกำแพงสูงและบริเวณค่อนข้างกว้าง เราอาจจะใช้เป็นที่หลบภัยชั่วคราวได้” “วัด?” หมวดหน่อยเลิกคิ้ว “นี่เรากำลังจะเข้าไปในวัดเพื่อหลบหนีการไล่ล่าของมาเฟียจริงๆ หรือ?” “บางครั้งก็ต้องใช้สถานที่ที่ไม่น่าเป็นไปได้ที่สุดนั่นแหละ” มาร์โคตอบ เลียมขับรถเข้าไปในซอยแคบๆ ที่นำไปสู่วัดเก่าแห่งนั้น เมื่อรถจอดสนิท ทั้งสามคนก็รีบลงจากรถอย่างรวดเร็ว พัชราภาหันกลับไปมองทางที่เพิ่งผ่านมา เห็นรถยนต์สีดำคันนั้นชะลอความเร็วลงที่ปากซอย มันลังเลที่จะขับเข้ามา “ดี! พวกมันไม่กล้าเข้ามา” เลียมพูดอย่างโล่งอก “เราต้องหาทางออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุด” “เราจะไปรอพวกมันที่นี่ แล้วค่อยหาโอกาส” มาร์โคตัดสินใจ “เราต้องรู้ว่าใครส่งพวกมันมา” “แต่ถ้าพวกมันรออยู่ด้านนอกล่ะ?” พัชราภาถาม “เรามีปืน” หมวดหน่อยตบที่เสื้อคลุม “และผมเชื่อว่ามาร์โคก็มีคนของเขาคอยสนับสนุนอยู่” “ใช่” มาร์โคพยักหน้า “ผมจะติดต่อทีมของผมให้มาคอยสังเกตการณ์ที่นี่ เราจะต้องหาตัวอันโตนิโอให้เจอให้ได้” บรรยากาศภายในวัดสงบเงียบ ผิดกับความวุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ เสียงระฆังโบราณดังแว่วมาตามลม ยิ่งทำให้รู้สึกถึงความขัดแย้งระหว่างความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่กับอันตรายที่คุกคามอยู่รอบตัว พัชราภาหมุนตัวมองไปรอบๆ เธอรู้สึกถึงสายตาของใครบางคนที่กำลังจับจ้องเธออยู่ เธอไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความหวาดระแวง หรือเป็นเพราะอันตรายที่เธอสัมผัสได้จริงๆ “เราควรจะหาที่กำบัง” หมวดหน่อยกระซิบ “ไปที่กุฏิหลังนั้นกัน” มาร์โคผายมือไปยังกุฏิที่ดูเก่าแก่และตั้งอยู่ห่างจากตัวอุโบสถพอสมควร ทั้งสามคนเดินลัดเลาะไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินเก่าแก่ แสงแดดที่ส่องผ่านต้นไม้ใหญ่ทำให้เกิดเงาที่เคลื่อนไหวไหวไปมา พัชราภารู้สึกว่าทุกย่างก้าวของเธอถูกจับตามอง เธอเหลือบมองมาร์โค เขาดูสงบนิ่งราวกับว่าสถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องปกติสำหรับเขา เมื่อเข้าไปในกุฏิ พัชราภาก็เห็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำสองคนยืนรออยู่ พวกเขาเป็นทีมของมาร์โคที่ถูกส่งมาคอยสนับสนุน “พวกนายรออยู่ที่นี่แล้ว?” มาร์โคถาม “ครับนาย” ชายคนหนึ่งตอบ “เราสังเกตการณ์รถยนต์คันนั้นอยู่ มันจอดรออยู่ที่ปากซอย” “ดี พวกนายคอยจับตาดูให้แน่ใจว่าพวกมันไม่เข้ามา” มาร์โคสั่ง “ถ้ามีอะไรผิดปกติ ให้รีบแจ้ง” “แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปครับ?” พัชราภาถาม “ผมจะลองติดต่ออันโตนิโออีกครั้ง” มาร์โคตอบ “ถ้าเขาตอบรับ เราก็จะได้รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน” มาร์โคหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เขาพิมพ์ข้อความอย่างรวดเร็ว พัชราภามองการกระทำของเขาอย่างตั้งใจ เธอหวังว่าครั้งนี้ทุกอย่างจะเป็นไปตามแผน “ผมส่งข้อความไปแล้ว” มาร์โคพูด “หวังว่าเขาจะปลอดภัย” “คุณคิดว่าเขาจะติดต่อกลับมาเมื่อไหร่?” หมวดหน่อยถาม “ไม่นานเกินไป” มาร์โคตอบ “ถ้าเขาอยากจะให้เราช่วยจริงๆ” เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่ละนาทีที่ผ่านไปเหมือนยาวนาน พัชราภารู้สึกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เธอรู้สึกว่าอันตรายยังคงอยู่ใกล้แค่เอื้อม “ถ้าอันโตนิโอไม่ติดต่อกลับมาล่ะ?” พัชราภาถาม “เราก็ต้องหาทางอื่น” มาร์โคตอบ “ผมมีแผนสำรองเสมอ” “แผนสำรองของคุณคืออะไร?” หมวดหน่อยถาม “เราจะเริ่มค้นหาจากแหล่งข่าวที่เรามี” มาร์โคพูด “แม้ว่ามันจะเสี่ยงก็ตาม” ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของมาร์โคก็ดังขึ้น มาร์โครีบรับสาย สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นทันที “ว่าไง?” มาร์โคถาม “…” “อยู่ที่ไหน?” “…” “ปลอดภัยดีนะ?” “…” “โอเค เดี๋ยวฉันจะส่งคนไปหา” มาร์โควางสาย เขาหันมามองพัชราภาและหมวดหน่อย “อันโตนิโอติดต่อมา” “อยู่ที่ไหน?” พัชราภาถามอย่างกระตือรือร้น “เขาอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในย่านพระราม 3” มาร์โคตอบ “ดูเหมือนเขาจะได้รับบาดเจ็บ” “เขาบอกไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?” หมวดหน่อยถาม “เขาบอกแค่ว่าถูกโจมตี เขาต้องการความช่วยเหลือ” มาร์โคตอบ “ผมจะส่งคนของผมไปรับเขา” “ไม่!” พัชราภาพูดขึ้น “ฉันจะไปกับคุณมาร์โค” “พัชราภา…” หมวดหน่อยคัดค้าน “หมวดคะ เราต้องไปตอนนี้ ถ้าเราช้ากว่านี้ อันโตนิโออาจจะตกอยู่ในอันตราย หรือไม่ก็อาจจะถูกพวกมันจับตัวไป” พัชราภาพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้ข้อมูลสำคัญ” มาร์โคพยักหน้าเห็นด้วย “ผมเห็นด้วยกับพัชราภา เราต้องไปเดี๋ยวนี้” “แต่…” หมวดหน่อยยังคงกังวล “ฉันจะระวังตัวให้มากที่สุด” พัชราภาพูด “และคุณก็คอยระวังหลังให้พวกเราด้วย” มาร์โคหันไปหาทีมของเขา “พวกนายคอยสังเกตการณ์ที่นี่ต่อไป ถ้ามีอะไรผิดปกติ ให้รีบไปแจ้งตำรวจ” “รับทราบครับนาย” ทีมของมาร์โคตอบรับ “เราไปกันเถอะ” มาร์โคพูดกับพัชราภา ทั้งสองคนรีบเดินออกจากกุฏิ มุ่งหน้าไปยังรถของเลียม พัชราภาหันไปมองหมวดหน่อย เธอเห็นแววตาแห่งความกังวล แต่ก็เข้าใจในการตัดสินใจของเธอ “ขับรถไปโรงพยาบาลพระราม 3” มาร์โคสั่งเลียม “และต้องขับให้เร็วที่สุด” เลียมสตาร์ทเครื่องยนต์ รถค่อยๆ เคลื่อนออกจากบริเวณวัดอย่างเงียบเชียบ พัชราภามองย้อนกลับไป เธอเห็นรถยนต์สีดำคันเดิมยังคงจอดอยู่ที่ปากซอย ราวกับเงาที่คอยจับตามอง การเดินทางครั้งใหม่ที่เต็มไปด้วยอันตรายกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

7,684 ตัวอักษร