ตอนที่ 8 — คำพยากรณ์ในวงกต
หลังจากการเผชิญหน้าอันน่าสะพรึงกลัวกับเงาแห่งความทรงจำที่ถูกลบ สมาชิกทั้งสี่คนยืนมองแท่นหินกลางห้องโถงด้วยความสงสัย เหรียญสีเงินบนแท่นส่องประกายเรืองรองเล็กน้อย ราวกับจะเชื้อเชิญให้พวกเขาสัมผัสมัน
“นี่คือสิ่งที่มันทิ้งไว้ให้เราจริงๆ เหรอ?” มีนัทถาม พลางมองซ้ายมองขวา “ดูเหมือนจะไม่มีอะไรอันตรายแล้วนะ”
“แต่เราก็ไม่ควรประมาท” ปันปันเตือน “ใครจะรู้ว่าหลังจากนี้จะมีอะไรโผล่ออกมาอีก”
คินเดินเข้าไปใกล้แท่นหินมากขึ้น เขาเอื้อมมือออกไปสัมผัสเหรียญนั้นทันทีที่ปลายนิ้วแตะลงบนผิวโลหะเย็นๆ ความรู้สึกประหลาดก็แล่นผ่านร่างกายของเขา คล้ายกับกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่ไหลเวียนไปทั่วร่าง
“ว้าว…” คินอุทาน “ฉันรู้สึกเหมือน… เหมือนมีความทรงจำบางอย่างกำลังจะผุดขึ้นมา”
“จริงเหรอ?” มีนารีบเข้ามาดู “ฉันลองดูบ้างนะ”
เมื่อมีนากับมีนัทและปันปันสัมผัสเหรียญนั้น พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน แต่ละคนมีสีหน้าแตกต่างกันไป มีนารู้สึกถึงภาพเหตุการณ์ในวัยเด็กที่เธอเคยหลงลืมไป ปันปันเห็นภาพเพื่อนสนิทที่เธอเคยทะเลาะกันอย่างรุนแรง ส่วนมีนัทกลับรู้สึกถึงแรงกระตุ้นบางอย่างที่อยากจะออกไปวิ่งให้เร็วที่สุด
“ฉันรู้สึกถึง… ความต้องการที่จะวิ่ง” มีนัทกล่าว “เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังไล่ตามฉันอยู่ตลอดเวลา”
“ฉันเห็นภาพตัวเองตอนเด็กๆ… กำลังซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง” มีนากล่าว “ฉันไม่แน่ใจว่าฉันกำลังหนีอะไรอยู่”
“ส่วนฉัน… ฉันเห็นภาพใบหน้าของเพื่อนที่ฉันไม่เคยอยากจะเจออีกเลย” ปันปันพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
คินมองเหรียญในมือ เขาพบว่าสัญลักษณ์ที่อยู่บนเหรียญนั้นดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ดูนี่สิ” เขาชี้ให้เพื่อนดู “สัญลักษณ์มัน… ไม่เหมือนเดิมแล้ว”
เมื่อมองใกล้ๆ พวกเขาก็พบว่าสัญลักษณ์ต่างๆ บนเหรียญนั้นเรียงตัวกันใหม่ ก่อตัวเป็นรูปร่างคล้ายกับแผนที่โบราณ “นี่มัน… เหมือนกับแผนที่เลย” มีนากล่าว
“แผนที่ไปไหน?” มีนัทถาม
“ฉันไม่แน่ใจ” คินตอบ “แต่ดูเหมือนว่า… มันจะนำเราไปยังสถานที่บางแห่งภายใน ‘หอคอยแห่งกาลเวลา’ แห่งนี้”
ทันใดนั้นเอง ผนังด้านหนึ่งของห้องโถงก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นทางเดินที่มืดมิดกว่าเดิม “ดูนั่นสิ!” ปันปันชี้ “มันเหมือนกับ… ว่าทางเดินนั้นจะนำไปสู่ที่ที่สัญลักษณ์บนเหรียญมันชี้ไป!”
“นี่อาจจะเป็นทางออกที่เรากำลังหาอยู่” คินกล่าว “หรืออาจจะเป็นกับดักอีกชั้นหนึ่ง”
“เราจะเข้าไปไหม?” มีนาถาม มองหน้าเพื่อนๆ “เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่นา”
“แน่นอน” คินตอบ “เรามาถึงขนาดนี้แล้ว เราจะถอยไม่ได้”
ทั้งสี่คนเดินเข้าไปในทางเดินใหม่ พวกเขาพบว่าทางเดินนี้ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับทางเดินก่อนหน้า แต่กลับเต็มไปด้วยภาพวาดบนผนังที่ดูสงบและเป็นระเบียบมากขึ้น ภาพวาดเหล่านั้นเล่าเรื่องราวของการสร้างหอคอยแห่งกาลเวลา และบทบาทของผู้พิทักษ์ความทรงจำ
“ดูเหมือนว่า… ผู้พิทักษ์คนก่อนจะบันทึกเรื่องราวไว้ที่นี่” คินกล่าว พลางอ่านคำอธิบายใต้ภาพวาด “เขาบอกว่า… หอคอยแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาความทรงจำที่สำคัญของมนุษยชาติ… แต่ก็มีบางความทรงจำที่อันตรายเกินไป… จึงต้องถูกผนึกไว้”
“แล้ว ‘ผู้พิทักษ์ความทรงจำ’ คนปัจจุบัน… เขาทำอะไรอยู่?” มีนาร้องถาม “เขาเป็นคนลบความทรงจำของเราจริงๆ เหรอ?”
“จากภาพวาดพวกนี้… ดูเหมือนว่าผู้พิทักษ์จะมีหน้าที่ในการตัดสินใจว่าความทรงจำใดควรถูกเก็บรักษา… และความทรงจำใดควรถูกลบออกไป… เพื่อปกป้องสมดุลของโลก” คินอธิบาย “บางที… การลบความทรงจำของเรา… อาจจะเป็นการตัดสินใจที่จำเป็น… เพื่อป้องกันอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่า”
“แต่… ถ้าเราสูญเสียความทรงจำไป… เราก็จะไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงอีกต่อไป!” ปันปันแย้ง “เราจะใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไง?”
“นั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด” คินพยักหน้า “การที่เราไม่รู้ว่าความทรงจำที่หายไปนั้น… มีความสำคัญกับเรามากแค่ไหน”
ขณะที่พวกเขากำลังเดินไปตามทางเดิน ภาพวาดบนผนังก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป มันแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่น่าสะพรึงกลัว โลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความวุ่นวาย “นี่มัน… คำพยากรณ์เหรอ?” มีนัทถามด้วยสีหน้าซีดเผือด
“ดูเหมือนว่า… ความทรงจำที่ถูกลบไปจากเรา… จะเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ในคำพยากรณ์นี้เกิดขึ้น” คินอ่านคำอธิบายใต้ภาพ “ดูเหมือนว่า… ความทรงจำที่หายไปของเรา… จะเชื่อมโยงกับพลังงานบางอย่าง… ที่สามารถรักษาสมดุลของโลกได้”
“หมายความว่า… ถ้าเราเอาความทรงจำของเรากลับคืนมา… โลกอาจจะตกอยู่ในอันตราย?” มีนาถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
“ใช่” คินตอบ “นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ผู้พิทักษ์ความทรงจำ… พยายามเก็บมันไว้”
“แต่… พวกเราก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกเหมือนกันนะ!” ปันปันพูดเสียงดัง “การสูญเสียความทรงจำ… มันทำลายพวกเราเหมือนกัน!”
“ฉันเข้าใจ” คินกล่าว “แต่เราต้องหาทาง… ที่จะรักษาสมดุลระหว่างการได้ความทรงจำกลับคืนมา… และการปกป้องโลก”
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในทางเดินเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงห้องโถงขนาดใหญ่อีกห้องหนึ่ง กลางห้องมีแท่นหินอีกอันตั้งอยู่ แต่คราวนี้บนแท่นนั้นมีหนังสือเล่มใหญ่สีทองอร่ามวางอยู่ หนังสือเล่มนั้นดูเก่าแก่และเต็มไปด้วยพลังงานบางอย่าง
“นี่มัน… ‘คัมภีร์แห่งความทรงจำ’ ” คินอ่านจากป้ายที่เขียนด้วยลายมือโบราณ “มันคือหนังสือที่บันทึกทุกสิ่งทุกอย่าง… เกี่ยวกับความทรงจำของมนุษย์”
“เราเข้าไปเปิดอ่านได้ไหม?” มีนัทถามอย่างตื่นเต้น
“ไม่แน่ใจ” คินกล่าว “ดูเหมือนว่า… การจะเข้าถึงเนื้อหาในเล่มนี้ได้… เราต้องผ่านการทดสอบบางอย่างก่อน”
ทันใดนั้นเอง เสียงของ ‘ผู้พิทักษ์ความทรงจำ’ ก็ดังขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่งในห้องโถง “พวกเจ้า… มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?”
“เราผ่าน ‘เงาแห่งความทรงจำที่ถูกลบ’ มาได้” คินตอบ “เราอยากรู้ว่าทำไมความทรงจำของเราถึงถูกลบไป”
“ความทรงจำที่พวกเจ้าครอบครอง… เป็นกุญแจสำคัญ… ในการไขว่คว้าอำนาจที่ยิ่งใหญ่… อำนาจที่จะทำลายล้างโลก” เสียงของ ‘ผู้พิทักษ์’ ดังขึ้น “ข้าจึงต้องป้องกัน… ไม่ให้มันตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่สมควร”
“แต่… พวกเราก็เป็นเจ้าของความทรงจำนั้น!” ปันปันตะโกน “พวกเรามีสิทธิ์ที่จะได้มันคืนมา!”
“สิทธิ์… อาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด” ‘ผู้พิทักษ์’ กล่าว “บางครั้ง… การเสียสละ… คือสิ่งที่จำเป็นที่สุด”
“การเสียสละอะไร?” มีนาถาม
“การเสียสละ… การรับรู้… เพื่อความสงบสุขของส่วนรวม” ‘ผู้พิทักษ์’ ตอบ “หากพวกเจ้าต้องการความทรงจำของพวกเจ้ากลับคืนมา… พวกเจ้าต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็น… ว่าพวกเจ้าคู่ควร”
“แล้วเราจะพิสูจน์ตัวเองได้อย่างไร?” คินถาม
“พวกเจ้าต้องเข้าไปใน ‘สวนแห่งความจริง’ … และค้นหา ‘ผลึกแห่งความทรงจำ’ ที่แท้จริง… ท่ามกลางผลึกแห่งความหลอกลวง” ‘ผู้พิทักษ์’ กล่าว “หากพวกเจ้าสามารถแยกแยะได้… ข้าจะยอมมอบความทรงจำของพวกเจ้าคืนให้”
“สวนแห่งความจริง?” มีนัททวนคำ “มันอยู่ที่ไหน?”
“มันคือมิติที่ซ่อนอยู่… ภายใน ‘คัมภีร์แห่งความทรงจำ’ เล่มนี้” ‘ผู้พิทักษ์’ อธิบาย “พวกเจ้าต้องตัดสินใจ… ว่าความทรงจำใดคือของพวกเจ้า… และความทรงจำใด… คือสิ่งที่โลกต้องสูญเสียไป…”
5,503 ตัวอักษร