ตอนที่ 16 — ความจริงที่ซ่อนเร้นในเงา
แทนไทมองเข้าไปในดวงตาของสไปรท์ ความเชื่อมั่นในแววตาของเขาส่งผ่านความรู้สึกที่ลึกซึ้งมาถึงเธอ “เพราะฉันเห็นว่าเธอเปลี่ยนไปแล้ว” แทนไทกล่าวต่อ “เธอไม่ใช่สไปรท์คนเดิมที่ฉันเคยเห็นในตอนแรกอีกต่อไป เธอดูมีความสุขมากขึ้น กล้าแสดงออกในสิ่งที่เธอรัก และที่สำคัญที่สุด เธอเปิดใจยอมรับในตัวตนของฉัน”
คำพูดของแทนไททำให้สไปรท์รู้สึกเหมือนมีบางอย่างในใจของเธอถูกปลดล็อกออกไป เธอเคยคิดว่าการเปลี่ยนแปลงของเธอเป็นเพียงเปลือกนอกที่สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง หรือเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง แต่เมื่อแทนไทมองเห็นและรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงภายในตัวเธอ มันทำให้เธอรู้สึกมีคุณค่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ฉัน… ฉันก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะคะ” สไปรท์ตอบเสียงแผ่ว พลางก้มหน้ามองพื้นหญ้าสีเข้มที่ถูกแต่งแต้มด้วยแสงดาวระยิบระยับ “บางที… การได้รู้จักกับเธอ อาจจะทำให้ฉันได้รู้จักตัวเองในอีกมุมหนึ่งก็เป็นได้”
“ฉันดีใจนะที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการค้นพบตัวเองของเธอ” แทนไทพูดพลางค่อยๆ บีบมือเธอเบาๆ “และฉันก็ดีใจที่ได้เห็นเธอเติบโตขึ้น”
ทั้งสองนั่งเงียบๆ ไปสักพัก มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรขับขานเป็นเพื่อน สไปรท์ใช้เวลานี้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของแทนไทเช่นกัน เธอเห็นรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายกว่าเดิม ดวงตาที่เคยซ่อนความกังวล ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยประกายแห่งความสุขและความมั่นคง
“แทนไท” สไปรท์เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เรื่องพี่น้ำผึ้ง… เธอคิดว่าพี่เขาเป็นห่วงเราจริงๆ ใช่ไหม”
“ฉันคิดว่าใช่นะ” แทนไทตอบ “พี่น้ำผึ้งเป็นคนดี เธออาจจะแค่เป็นห่วงว่าเธอจะเสียใจในภายหลัง หรืออาจจะอยากให้เธอรู้ว่าการคบหากับคนที่มีภูมิหลังต่างกันมากๆ อาจจะมีอุปสรรคอะไรบ้าง”
“แต่เธอคิดว่าเราจะรับมือกับมันได้จริงๆ เหรอ” สไปรท์ถาม น้ำเสียงยังคงมีความกังวลเจืออยู่ “ฉันกลัวว่า… ถ้าเรื่องของเรามันดังออกไปมากกว่านี้ คนอื่นจะต่อต้าน หรือจะมองว่าเราไม่เหมาะสมกัน”
“เราจะทำมันให้ได้” แทนไทยืนยัน “ถ้าเรารู้สึกดีต่อกันจริงๆ และเรามีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ สายตาของคนอื่นก็ไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก”
“แต่บางครั้ง… สายตาของคนอื่นมันก็มีผลกระทบนะ” สไปรท์ถอนหายใจ “โดยเฉพาะกับฉัน ฉันอยู่ในวงการที่ทุกคนจับจ้องอยู่ตลอดเวลา”
“นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเธอถึงต้องแข็งแกร่งกว่าเดิม” แทนไทหันมาสบตาเธออย่างจริงจัง “เธอมีสิ่งที่เธอรัก มีสิ่งที่เธอเชื่อ และมีฉันอยู่ข้างๆ เราจะผ่านมันไปด้วยกัน”
ขณะที่สไปรท์กำลังจะตอบ เธอก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างผิดปกติที่ขอบฟ้าด้านหนึ่ง เป็นแสงไฟสีส้มสลัวๆ คล้ายกับไฟฉายที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่
“นั่นอะไรน่ะ” สไปรท์ชี้ไปทางนั้น
แทนไทเงยหน้าขึ้นมองตาม “อืม… ดูเหมือนจะมีคนกำลังเดินขึ้นมา”
ความรู้สึกไม่สบายใจเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของสไปรท์ “ใครกันนะ มาตอนนี้”
“ไม่แน่ใจเหมือนกัน” แทนไทตอบ “แต่เราลองไปดูกันไหม”
ทั้งสองคนลุกขึ้นยืน เตรียมตัวที่จะเดินไปดูว่าใครคือคนที่กำลังขึ้นมาบนเนินเขาแห่งนี้ ในขณะที่พวกเขาเดินลงจากจุดที่ตั้งกล้องดูดาวไปไม่ไกลนัก พวกเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“ใครน่ะ” เสียงห้าวๆ ดังขึ้นมาจากในความมืด
แทนไทชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตะโกนตอบกลับไป “ผมแทนไทครับ แล้วคุณล่ะครับ”
แสงไฟสาดเข้ามาใกล้ขึ้น เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มคนหนึ่ง สไปรท์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นใบหน้าคุ้นเคยที่อยู่ภายใต้แสงไฟนั้น
“แทนไท… สไปรท์… มาทำอะไรกันตรงนี้” เสียงนั้นถามต่อ เป็นเสียงของนนท์ เพื่อนสนิทของแทนไท ที่ไม่เคยเห็นหน้าเห็นตาหรือมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับสไปรท์มาก่อน
สไปรท์มองไปทางแทนไทอย่างไม่เข้าใจ “นนท์… มาได้ยังไง”
แทนไทดูอึ้งไม่แพ้กัน “ฉัน… ฉันก็กำลังจะไปดูดาวกับสไปรท์น่ะสิ แล้วนายมาทำอะไรที่นี่”
นนท์ยิ้มบางๆ แต่รอยยิ้มนั้นดูไม่เป็นมิตรเท่าที่ควร “ฉันก็แค่อยากจะมาเดินเล่นแถวนี้หน่อย เห็นว่ามันเงียบดี”
สไปรท์รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล เธอหันไปมองแทนไทอีกครั้ง ซึ่งแทนไทเองก็ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์อยู่เช่นกัน
“เดินเล่นแถวนี้ตอนดึกๆ แบบนี้เหรอ” แทนไทถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มระแวง “แล้วทำไมต้องมาตรงนี้ด้วย”
“ก็บอกแล้วไงว่าอยากมาเดินเล่น” นนท์ตอบเลี่ยงๆ “แล้วพวกนายล่ะ ไม่ใช่ว่ากำลังจะมีเดทสุดโรแมนติกกันอยู่เหรอ”
คำพูดของนนท์ทำให้สไปรท์รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าเขาเข้ามาเพื่อขัดจังหวะ หรือเพื่อจับผิดอะไรบางอย่าง
“เราก็แค่มาดูดาวกันเฉยๆ” สไปรท์ตอบ พยายามทำเสียงให้เป็นปกติที่สุด “ไม่ได้มีอะไรพิเศษ”
“จริงเหรอ” นนท์หัวเราะเบาๆ “แต่เมื่อกี้ฟังดูเหมือนกำลังพูดเรื่องความรู้สึกกันอยู่เลยนะ”
แทนไทก้าวมายืนข้างสไปรท์ “เราคุยกันเรื่องทั่วไปครับ คุณนนท์ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เราขอตัวก่อนนะครับ”
“ใจร้อนจังเลยนะ” นนท์พูดพลางเดินเข้ามาใกล้ขึ้น “ฉันแค่อยากจะบอกอะไรพวกนายหน่อย”
“บอกอะไร” แทนไทถาม
“ก็… ความสัมพันธ์ของพวกนายมันไม่ยั่งยืนหรอก” นนท์พูดตรงๆ “คนอย่างสไปรท์น่ะ เหมาะสมกับคนที่อยู่ในระดับเดียวกับเธอมากกว่า ส่วนคนอย่างนาย… ก็เหมาะกับคนที่เข้าใจอะไรแบบเดียวกัน”
คำพูดของนนท์เหมือนมีดที่กรีดเข้ามากลางใจของสไปรท์ เธอหันไปมองแทนไทด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งตกใจ โกรธ และเสียใจ
“นี่คุณกำลังพูดเรื่องอะไร” สไปรท์ถามเสียงสั่น “คุณรู้จักฉันดีแค่ไหนถึงได้มาตัดสินแบบนี้”
“ฉันรู้จักเธอดีพอที่จะรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเธอ” นนท์ตอบ “และฉันก็รู้จักแทนไทดีพอที่จะรู้ว่าเขาไม่ได้คู่ควรกับคนที่สมบูรณ์แบบอย่างเธอ”
“คุณไม่มีสิทธิ์มาพูดแบบนี้!” สไปรท์ตะคอกกลับ ความอดทนของเธอขาดผึง
แทนไทรีบดึงแขนสไปรท์ไว้ “สไปรท์ ใจเย็นๆ” เขาหันไปทางนนท์ “คุณนนท์ ผมไม่รู้ว่าคุณมีปัญหาอะไรกับผมหรือสไปรท์ แต่ผมขอให้คุณหยุดพูดในสิ่งที่คุณไม่รู้”
“ฉันรู้ดีกว่าที่นายคิดนะ แทนไท” นนท์ยิ้มเยาะ “บางที… นายอาจจะต้องทบทวนตัวเองหน่อย ว่าที่ผ่านมาน่ะ มันเป็นเพราะความบังเอิญ หรือเป็นเพราะมีใครบางคนพยายามผลักดันนายอยู่”
ประโยคนั้นทำให้แทนไทและสไปรท์มองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจ “ผลักดัน?” สไปรท์ถาม “หมายความว่ายังไง”
ก่อนที่นนท์จะได้ตอบอะไร เขาก็เหลือบไปเห็นแสงไฟอีกดวงหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ขึ้นมาบนเนินเขาเช่นกัน “ดูเหมือนจะมีคนอื่นมาอีกแล้ว” เขาพูดพลางหันหลังกลับ “เอาเป็นว่า… คิดทบทวนในสิ่งที่ฉันพูดแล้วกันนะ” ว่าแล้วนนท์ก็รีบเดินหายไปในความมืด ทิ้งให้สไปรท์และแทนไทยืนงงอยู่กับคำพูดสุดท้ายที่เหมือนจะมีความหมายแอบแฝง
5,083 ตัวอักษร