ตอนที่ 24 — การเผชิญหน้าครั้งสำคัญที่ศาล
วันตัดสินคดีมาถึง พิมพ์ดาว สวมชุดสูทสีเข้ม เดินเข้าสู่ห้องพิจารณาคดีด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เธอจับมือพัฒน์แน่นเพื่อเรียกกำลังใจ
“พร้อมนะ” พัฒน์กระซิบถาม
พิมพ์ดาวยิ้มให้เขา “พร้อมค่ะ”
บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความตึงเครียด ผู้คนมากมายจับจ้องมาที่พิมพ์ดาว เอกภพ นั่งอยู่ในฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่แววตาฉายแววแห่งความมุ่งมั่น
ทนายความของฝ่ายโจทก์เริ่มต้นการไต่สวน โดยกล่าวหากล่าวหาว่าเงินที่พิมพ์ดาวได้รับมานั้น เป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบ และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการทุจริตที่สมชายเคยทำไว้
“คุณพิมพ์ดาวครับ” ทนายฝ่ายโจทก์เริ่มถาม “คุณแน่ใจได้อย่างไรว่าเงินที่คุณได้รับมานั้นเป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย”
“ฉันแน่ใจค่ะ” พิมพ์ดาวตอบเสียงหนักแน่น “เพราะเงินก้อนนั้น เป็นเงินที่สมชายนำมาชำระหนี้ที่เขากู้ยืมไป”
“แล้วคุณมีหลักฐานอะไรที่จะยืนยันคำกล่าวอ้างของคุณได้บ้างครับ”
พิมพ์ดาวยื่นเอกสารสัญญาเงินกู้ฉบับที่ได้รับมาจากคุณวินัย ให้กับเจ้าหน้าที่
“นี่คือสำเนาสัญญาเงินกู้ระหว่างนายสมชายและนายวิรัตน์” พิมพ์ดาวกล่าว “ซึ่งระบุถึงจำนวนเงินที่นายสมชายต้องชำระคืน และระบุถึงแหล่งที่มาของเงินบางส่วน”
ทนายฝ่ายโจทก์รับเอกสารไปตรวจสอบอย่างละเอียด สีหน้าของเขาแสดงความประหลาดใจเล็กน้อย
“เอกสารฉบับนี้…เป็นของคุณวินัยใช่หรือไม่ครับ” ทนายฝ่ายโจทก์ถาม
“ใช่ค่ะ” พิมพ์ดาวตอบ “คุณวินัยเป็นผู้มอบเอกสารนี้ให้ดิฉัน”
“คุณวินัยครับ” ทนายฝ่ายโจทก์หันไปทางคุณวินัยที่นั่งอยู่ด้านหลัง “ท่านยืนยันได้หรือไม่ว่าเอกสารฉบับนี้เป็นของท่านจริง”
คุณวินัยลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง “ผมยืนยันครับ เอกสารฉบับนี้เป็นของผมจริง ผมเจอโดยบังเอิญขณะที่กำลังจัดระเบียบเอกสารเก่าๆ ที่บ้าน”
“และท่านยืนยันได้หรือไม่ว่า ลายเซ็นบนเอกสารเป็นของนายสมชายและนายวิรัตน์จริง”
“ผมไม่สามารถยืนยันเรื่องลายเซ็นได้แน่ชัดนัก เพราะมันผ่านมานานแล้ว” คุณวินัยตอบ “แต่ผมจำได้ว่านายสมชายเคยปรึกษาผมเรื่องการกู้ยืมเงินกับนายวิรัตน์ในลักษณะนี้”
“แล้วท่านทราบหรือไม่ว่า แหล่งที่มาของเงินตามที่ระบุในเอกสารนั้น เป็นแหล่งที่มาที่ถูกต้องตามกฎหมาย”
“ผมไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมดครับ” คุณวินัยกล่าว “แต่ผมทราบว่า นายสมชายพยายามจะล้างมือจากธุรกิจบางอย่าง และกำลังพยายามจัดการเรื่องหนี้สินต่างๆ”
ทนายฝ่ายโจทก์หันกลับมาที่พิมพ์ดาว “ถึงแม้จะมีเอกสารฉบับนี้ ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินที่คุณได้รับมานั้น ไม่ใช่เงินที่ได้มาจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย”
“แล้วท่านจะอธิบายอย่างไรกับสมุดบัญชีเล่มเล็กที่ดิฉันมีอยู่” พิมพ์ดาวถาม พลางหยิบสมุดบัญชีเล่มเล็กขึ้นมา “ในสมุดเล่มนี้ มีการบันทึกรายรับรายจ่ายทั้งหมดของดิฉัน ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่า การรับเงินก้อนนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการชำระหนี้ที่นายสมชายมีต่อดิฉัน”
“สมุดบัญชีเล่มนี้…อาจจะถูกจัดทำขึ้นมาภายหลังก็ได้” ทนายฝ่ายโจทก์กล่าวอย่างไม่ไว้ใจ
“ถ้าอย่างนั้น…ผมขออนุญาตนำพยานปากสำคัญเข้าสู่การพิจารณาครับ” พัฒน์กล่าวขึ้น
ทุกคนในห้องหันไปมองที่พัฒน์
“พยานปากสำคัญ?” ทนายฝ่ายโจทก์เลิกคิ้ว
“ใช่ครับ” พัฒน์ตอบ “ผมจะขอเชิญคุณชาญ อดีตหุ้นส่วนของนายสมชาย เข้าสู่การพิจารณา”
เสียงฮือฮาดังขึ้นในห้องพิจารณาคดี คุณชาญเดินเข้ามาพร้อมกับสีหน้าเคร่งเครียด
“คุณชาญครับ” ทนายฝ่ายโจทก์เริ่มถาม “คุณทราบหรือไม่ว่า นายสมชายได้ทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ กับนายวิรัตน์บ้าง”
“ทราบครับ” ชาญตอบ “นายสมชายและนายวิรัตน์เคยร่วมธุรกิจกัน และมีปัญหาเรื่องการเงินพอสมควร”
“แล้วคุณทราบหรือไม่ว่า การชำระเงินระหว่างนายสมชายกับนายวิรัตน์นั้น เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่”
ชาญเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “ตอนแรก…ธุรกิจของพวกเขาก็ไปได้ด้วยดีครับ แต่ต่อมา…มีปัญหาเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ และผมได้ยินมาว่า…นายวิรัตน์พยายามจะใช้เงินบางส่วนที่ได้มาโดยมิชอบในการลงทุน”
“เงินที่ได้มาโดยมิชอบ…หมายถึงอะไรครับ”
“อาจจะเป็นเงินจากการค้าของหนีภาษี หรือการฟอกเงินครับ” ชาญกล่าว “ผมไม่แน่ใจรายละเอียด แต่นายสมชายพยายามจะหาเงินก้อนใหญ่มาคืนนายวิรัตน์ เพื่อตัดปัญหา”
“แล้วคุณทราบหรือไม่ว่า เงินที่คุณพิมพ์ดาวได้รับมานั้น มาจากแหล่งใด”
“ผมไม่ทราบแน่ชัดครับ” ชาญตอบ “แต่ผมเชื่อว่า…เงินก้อนนั้นน่าจะเป็นเงินที่นายสมชายพยายามจะใช้คืนนายวิรัตน์”
“แล้วถ้าเอกภพกล่าวหาว่า เงินก้อนนี้เป็นเงินที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย ท่านจะว่าอย่างไร”
ชาญหันไปมองเอกภพด้วยสายตาตัดพ้อ “ผมไม่ทราบว่าคุณเอกภพมีข้อมูลอะไร แต่นายสมชาย…เป็นเพื่อนของผม ผมเชื่อว่าเขาพยายามจะทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว เท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์ตอนนั้น”
ทนายฝ่ายโจทก์เงียบไป เขาดูเหมือนจะจนมุมกับคำให้การของคุณชาญ
“ถึงตอนนี้ ข้าพเจ้าขอสรุปว่า” ทนายฝ่ายจำเลยเริ่มกล่าว “หลักฐานที่ปรากฏทั้งหมด ทั้งสมุดบัญชีของคุณพิมพ์ดาว เอกสารสัญญาเงินกู้จากคุณวินัย และคำให้การของคุณชาญ ล้วนยืนยันได้ว่า เงินที่คุณพิมพ์ดาวได้รับมานั้น เป็นการชำระหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ใช่เงินที่ได้มาโดยมิชอบ”
“การที่เอกภพกล่าวหาว่าคุณพิมพ์ดาวกระทำความผิดโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน เป็นการใส่ร้ายป้ายสี” ทนายฝ่ายจำเลยกล่าวต่อ “ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขอให้ศาลยกฟ้องคุณพิมพ์ดาว และตัดสินให้เอกภพชดใช้ค่าเสียหายจากการใส่ร้าย”
เสียงปรบมือดังขึ้นในห้องพิจารณาคดี พิมพ์ดาวน้ำตาคลอ เธอหันไปมองพัฒน์ด้วยความรู้สึกขอบคุณ
ผู้พิพากษาขอกลับไปพิจารณาคำให้การและหลักฐานทั้งหมดก่อน โดยจะตัดสินในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า
หลังจากออกจากห้องพิจารณาคดี พิมพ์ดาวโผเข้ากอดพัฒน์
“ขอบคุณนะคะคุณพัฒน์” เธอพูดเสียงสั่นเครือ “ถ้าไม่มีคุณ ฉันคงผ่านมันไปไม่ได้แน่ๆ”
“เราผ่านมันมาด้วยกันนะครับ” พัฒน์กอดเธอแน่น “ผมเชื่อมั่นในตัวคุณเสมอ”
“แต่…ฉันยังกังวลเรื่องคำตัดสินของศาลอยู่ดีค่ะ” พิมพ์ดาวกล่าว
“เราได้ทำทุกอย่างเต็มที่แล้วครับ” พัฒน์ปลอบ “เราได้นำเสนอหลักฐานทั้งหมดที่มี และเราก็ได้ต่อสู้เพื่อความถูกต้องแล้ว”
“ฉันหวังว่า…สิ่งที่เราทำจะเพียงพอ” พิมพ์ดาวกล่าว
“ผมก็หวังเช่นนั้นครับ” พัฒน์ยิ้ม “และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมก็จะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ”
พิมพ์ดาวยิ้มให้เขา เธอรู้สึกอบอุ่นหัวใจ การเดินทางอันยาวนานและยากลำบากนี้ใกล้จะถึงบทสรุปแล้ว และไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เธอก็รู้ว่าเธอไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป
5,042 ตัวอักษร