ตอนที่ 4 — ปะทะสายตาในงานเลี้ยงหรู
เมลิสายิ้มรับคำชมของคุณหญิงรัตนาอย่างนอบน้อม พยายามเก็บอาการประหม่าที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ “คุณหญิงชมเกินไปแล้วค่ะ” เธอตอบกลับ พลางเหลือบมองธนินท์เป็นเชิงขอความช่วยเหลือ เขาเพียงยิ้มบางๆ ส่งมาให้ ราวกับจะบอกว่าทุกอย่างยังอยู่ในความควบคุม
“ไม่เลยค่ะ คุณเมลิสา” คุณหญิงรัตนาหัวเราะเบาๆ “สายตาคุณธนินท์ไม่เคยพลาดสิ่งดีๆ” เธอกวาดตามองไปทั่วใบหน้าของเมลิสาอีกครั้ง “ว่าแต่... คุณเมลิสามาจากครอบครัวไหนคะ พอจะเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม”
คำถามนี้เป็นสิ่งที่เมลิสาและธนินท์ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้า ธนินท์เป็นคนสร้างเรื่องราวของเธอขึ้นมา เขาบอกว่าเธอเป็นลูกสาวของนักธุรกิจอัญมณีที่ประสบความสำเร็จ แต่เสียชีวิตไปแล้ว ทำให้เธอต้องเข้ามาดูแลธุรกิจต่อ และด้วยความที่เธอเป็นคนเก็บตัว ชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย จึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงสังคมเท่าไรนัก
“ฉัน... เป็นลูกสาวของคุณธีรพล วัฒนากุลค่ะ” เมลิสาเอ่ยชื่อที่ธนินท์มอบให้ “คุณพ่อของฉันเสียไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน ตอนนี้ฉันดูแลธุรกิจจิวเวลรี่ของครอบครัวอยู่ค่ะ” เธอพยายามใช้เสียงให้มั่นคงที่สุด “ส่วนตัวฉันเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเท่าไรค่ะ”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” คุณหญิงรัตนารับรู้ “ไม่แปลกใจเลยที่คุณธนินท์จะหลงรักจนอยากจะแต่งงานด้วยขนาดนี้” เธอกลอกตาอย่างขบขัน “แต่การเข้ามาอยู่ในวงสังคมแบบนี้บ่อยๆ ก็เป็นเรื่องที่ดีนะคะ จะได้เปิดหูเปิดตาบ้าง”
“ค่ะคุณหญิง” เมลิสาพยักหน้า
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง “ธนินท์! ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
เมลิสากลั้นหายใจ เมื่อเธอรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องมาที่เธออย่างไม่วางตา เธอค่อยๆ หันไปตามเสียงเรียก และพบกับชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าคมคาย ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ และรอยยิ้มที่ทำให้เมลิสาสัมผัสได้ถึงอันตราย ชายคนนั้นคือ ภวินท์ ธนินท์สืบสกุล ลูกพี่ลูกน้องของธนินท์ที่เธอเคยเห็นรูปผ่านๆ มาบ้าง
“ภวินท์” ธนินท์เอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นลงเล็กน้อย “ไม่ได้เจอกันนาน สบายดีนะ”
“สบายดีเสมอแหละ” ภวินท์ตอบ ก่อนที่สายตาของเขาจะเลื่อนมาหยุดที่เมลิสา “แล้วนี่... ว่าที่เจ้าสาวของแกเองเหรอ” เขาเอ่ยพลางกวาดตามองเมลิสาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่ปิดบัง “ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย สวยมากทีเดียว”
เมลิสารู้สึกประหม่าภายใต้สายตาที่ประเมินของภวินท์ เธอพยายามยิ้มบางๆ “สวัสดีค่ะ ฉันเมลิสาค่ะ”
ภวินท์ยื่นมือออกมา “ภวินท์ ธนินท์สืบสกุล ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณเมลิสา” น้ำเสียงของเขาฟังดูเป็นมิตร แต่แววตาที่มองเมลิสานั้นกลับมีความหมายอื่นซ่อนอยู่
เมลิสาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปจับมือเขา “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณภวินท์”
“อย่ามากเกินไปนะ ภวินท์” ธนินท์แทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยความไม่พอใจ “เมลิสาเป็นว่าที่คู่หมั้นของฉัน”
ภวินท์หัวเราะเบาๆ “รู้แล้วน่า” เขากล่าว “แต่ก็อดชื่นชมไม่ได้นี่นา” เขาหันกลับมามองเมลิสาอีกครั้ง “ว่าแต่... คุณเมลิสามาที่นี่กับคุณธนินท์ได้อย่างไรครับ พอจะเล่าให้ฟังได้ไหม”
นี่คืออีกหนึ่งคำถามที่อาจจะทำให้แผนการของพวกเขาสั่นคลอน เมลิสากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เธอเหลือบมองธนินท์อย่างขอความช่วยเหลือ ธนินท์ก้าวเข้ามาบังร่างของเธอเล็กน้อย “เมลิสามากับฉันไง ภวินท์” เขาตอบ “เราเพิ่งจะหมั้นกันหมาดๆ และนี่เป็นงานสังคมครั้งแรกที่เรามาด้วยกัน”
“อ๋อ หมั้นกันหมาดๆ” ภวินท์ทวนคำ “แต่ดูเหมือนคุณเมลิสาจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับงานแบบนี้นะ” เขาหันมาพูดกับเมลิสา “ไม่ต้องเกร็งนะครับ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ ถามผมได้เสมอ”
“ขอบคุณค่ะ” เมลิสาตอบเสียงแผ่ว
“พอเถอะ ภวินท์” ธนินท์เอ่ยตัดบท “ไปหาคนอื่นคุยกันดีกว่า” เขาหันไปทางคุณหญิงรัตนา “คุณหญิงครับ ผมขอตัวพาว่าที่คู่หมั้นไปทำความรู้จักกับแขกท่านอื่นก่อนนะครับ”
“ไปเถอะจ้ะ” คุณหญิงรัตนาพยักหน้า “แต่ถ้ามีเวลาก็แวะมาทักทายกันอีกนะ”
ธนินท์พยักหน้ารับ ก่อนจะจูงมือเมลิสาเดินออกจากบริเวณนั้นไปทันที เมื่อเดินมาถึงมุมหนึ่งของห้องที่ค่อนข้างสงบ ธนินท์จึงปล่อยมือเมลิสา
“เกือบไปแล้วนะ” ธนินท์กล่าวเสียงเข้ม “ภวินท์น่ะ ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่นเสมอ”
“ฉันพยายามแล้วค่ะ” เมลิสาตอบ รู้สึกเหนื่อยอ่อน “แต่เขาจ้องมองฉันเหมือนจะจับผิด”
“เขากำลังสงสัย” ธนินท์ถอนหายใจ “เขาไม่เคยเห็นเธอมาก่อน และท่าทางของเธอมันก็บ่งบอกว่าเธอยังไม่คุ้นเคยกับที่นี่”
“แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปคะ” เมลิสาถาม ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวล
“เราต้องแสดงให้เขาเห็นว่าเรามีความสุข” ธนินท์ตอบ “ยิ่งเราแสดงออกว่ารักกันมากเท่าไร เขาก็จะยิ่งสงสัยน้อยลงเท่านั้น” เขาจับมือเมลิสาไว้ “ต่อไปนี้ ทุกครั้งที่เราอยู่ต่อหน้าคนอื่น เธอต้องเป็นผู้หญิงที่รักแฟนหนุ่มของเธอมากที่สุดในโลก เข้าใจไหม”
เมลิสากลืนน้ำลาย “ค่ะ”
“แล้วก็” ธนินท์พูดต่อ “อย่าให้ใครเข้ามาใกล้เธอมากเกินไป โดยเฉพาะภวินท์”
“หมายความว่าไงคะ”
“ก็หมายความว่า ถ้ามีใครพยายามจะเข้ามาสนิทสนมกับเธอเกินควร หรือพยายามจะถามเรื่องส่วนตัวของเธอมากๆ เธอต้องรีบมาบอกฉันทันที” ธนินท์จ้องตาเธอ “และที่สำคัญ อย่าตกหลุมรักฉัน เมลิสา”
คำพูดเดิมดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ฟังดูจริงจังกว่าเดิม เมลิสาหลบสายตาเขา “ฉันจะไม่ทำอย่างนั้นค่ะ” เธอตอบเสียงแผ่ว
“ดี” ธนินท์พยักหน้า “ไปกันเถอะ ยังมีคนอีกมากที่ต้องเจอ”
พวกเขากลับเข้าไปในกลุ่มผู้คนอีกครั้ง ธนินท์ทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดี พาเมลิสาไปแนะนำให้รู้จักกับแขกคนอื่นๆ ทีละคน แต่ละคนต่างก็ชื่นชมความสวยของเมลิสา และอวยพรให้ทั้งคู่มีความสุข แต่ในขณะเดียวกัน สายตาของบางคนก็จับจ้องมาที่เมลิสาอย่างพิจารณา ราวกับกำลังพยายามค้นหาบางสิ่งบางอย่าง
มีผู้หญิงคนหนึ่ง เดินเข้ามาหาเมลิสาด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร เธอคือคุณนลินี ภรรยาของนักธุรกิจที่นั่งอยู่ใกล้ๆ โต๊ะของคุณหญิงรัตนา
“สวัสดีค่ะ คุณเมลิสา” เธอเอ่ยทักทาย “ฉันนลินีค่ะ ดีใจที่ได้รู้จักว่าที่เจ้าสาวของคุณธนินท์นะคะ”
“สวัสดีค่ะ คุณนลินี” เมลิสาตอบอย่างสุภาพ “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
“คุณธนินท์โชคดีมากเลยนะคะ ที่เจอผู้หญิงที่ทั้งสวยและดูอ่อนหวานแบบนี้” คุณนลินีกล่าวชม “ไม่ทราบว่าคุณเมลิสาเรียนจบมาจากที่ไหนคะ”
นี่คืออีกหนึ่งคำถามที่ต้องตอบอย่างระมัดระวัง เมลิสากลืนน้ำลาย “ฉันเรียนจบจากมหาวิทยาลัย... ที่ต่างจังหวัดค่ะ” เธอตอบอ้อมแอ้ม
“อ๋อ ต่างจังหวัด” คุณนลินีพยักหน้า “ไม่ทราบว่าจังหวัดอะไรคะ พอดีฉันมีเพื่อนสนิทอยู่ที่... ”
“เมลิสา” เสียงของธนินท์ดังขึ้น เขาเดินเข้ามาแทรกระหว่างเมลิสาและคุณนลินี “จำได้ไหมว่าเราจะไปดูการแสดงดนตรีสดที่ฉันบอกไว้”
เมลิสาสบตาธนินท์ รู้สึกขอบคุณเขาที่เข้ามาช่วย “อ้อ ใช่ค่ะ ฉันเกือบลืมไปเลย” เธอหันไปทางคุณนลินี “ขอโทษด้วยนะคะคุณนลินี ฉันต้องขอตัวก่อนค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” คุณนลินีตอบ “ไว้คุยกันใหม่นะคะ”
ธนินท์จูงมือเมลิสาเดินออกไปทันที เมื่อพ้นจากสายตาของคนอื่นแล้ว เมลิสาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก “คุณช่วยฉันไว้ได้ทันเวลาจริงๆ ค่ะ”
“ก็บอกแล้วไง ว่าเธอต้องระวังตัว” ธนินท์กล่าว “การแสดงที่สมจริงมันรวมถึงการตอบคำถามให้เนียนด้วย”
“ฉันพยายามแล้วค่ะ แต่คำถามมันเหมือนจะเจาะลึกเข้ามาเรื่อยๆ” เมลิสารู้สึกเครียด “ฉันกลัวว่าจะหลุด”
“เธอจะไม่หลุด” ธนินท์ยืนยัน “เพราะเธอมีฉันอยู่ตรงนี้ไง” เขาหยุดเดิน และหันมาเผชิญหน้ากับเธอ “จำไว้นะเมลิสา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นคืนนี้ คือการแสดงของเราสองคน”
5,810 ตัวอักษร