ตอนที่ 17 — การเปิดเผยความจริงที่ถูกซ่อน
หลังจากการพูดคุยอย่างจริงจังในวันนั้น วาริสาและชาญวิทย์ได้ตกลงกันว่าจะไม่รีบร้อนตัดสินใจเรื่องของวิศรุต พวกเขาตัดสินใจที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทวิศรุตก่อน และพยายามติดต่อทนายความที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจเพื่อขอคำปรึกษา
“ฉันว่าเราลองติดต่อคุณธีระศักดิ์ดูไหมคะ” วาริสาแนะนำ “เขาเป็นทนายที่เก่งเรื่องนี้ และก็เป็นเพื่อนของคุณพ่อด้วย”
ชาญวิทย์พยักหน้าเห็นด้วย “ดีเลย เดี๋ยวฉันจะลองโทรไปนัดหมายดู”
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา วาริสาและชาญวิทย์พยายามสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทของวิศรุตอย่างเงียบๆ ชาญวิทย์ใช้เส้นสายที่เขามีในการเข้าถึงข้อมูลทางการเงินบางส่วน และวาริสาก็พยายามสอบถามข้อมูลจากคนรู้จักที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ
“ข้อมูลที่ได้มาไม่ค่อยดีเลยค่ะ” วาริสาบอกชาญวิทย์ในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังนั่งทานอาหารเย็นด้วยกัน “บริษัทของเขามีหนี้สินจำนวนมากจริงๆ และก็ดูเหมือนว่า เขาจะเคยมีประวัติการกู้ยืมเงินจากแหล่งที่ไม่น่าไว้วางใจมาก่อน”
ชาญวิทย์สีหน้าเคร่งเครียด “ผมก็ได้รับข้อมูลคล้ายๆ กัน เขาเหมือนกำลังจนตรอกจริงๆ”
“แล้วเราจะทำยังไงต่อไปคะ?” วาริสาถาม
“เราต้องคุยกับคุณธีระศักดิ์ก่อน” ชาญวิทย์ตอบ “เขาจะให้คำแนะนำเราได้ดีที่สุด”
วันนัดพบกับคุณธีระศักดิ์มาถึง ทนายความรุ่นใหญ่ผู้มีประสบการณ์ ได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดจากวาริสาและชาญวิทย์อย่างตั้งใจ เขาพิจารณาเอกสารและข้อมูลที่ทั้งสองนำมาให้
“จากข้อมูลที่ผมได้รับมา” คุณธีระศักดิ์กล่าว “สถานการณ์ของคุณวิศรุตค่อนข้างจะวิกฤตจริงๆ ครับ การเข้าไปค้ำประกันเงินกู้ให้เขาในตอนนี้ มีความเสี่ยงสูงมาก”
“ความเสี่ยงในระดับไหนครับ?” ชาญวิทย์ถาม
“ถ้าบริษัทของเขาล้มเหลวจริงๆ” คุณธีระศักดิ์อธิบาย “คุณอาจจะต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมดแทนเขา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทรัพย์สินของคุณ และรวมถึงคุณวาริสาด้วย”
วาริสากลืนน้ำลายฝืดๆ เธอไม่เคยคิดว่าเรื่องจะร้ายแรงถึงขนาดนี้
“แล้วมีทางออกอื่นอีกไหมครับ?” ชาญวิทย์ถาม
“การให้ความช่วยเหลือทางการเงินโดยตรงอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด” คุณธีระศักดิ์ให้คำแนะนำ “บางทีอาจจะต้องเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้ หรืออาจจะต้องหาวิธีอื่นในการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเขา โดยที่ไม่มีการค้ำประกัน”
“แต่คุณวิศรุตดูเหมือนจะต้องการเงินก้อนใหญ่เพื่อไปปิดหนี้เก่าทั้งหมดนะครับ” วาริสาเสริม
“นั่นคือประเด็นที่น่ากังวล” คุณธีระศักดิ์กล่าว “การเอาเงินก้อนใหม่ไปปิดหนี้เก่า โดยที่โครงสร้างธุรกิจยังไม่ดีขึ้น อาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืน”
หลังจากได้ฟังคำแนะนำจากทนายความ วาริสาและชาญวิทย์ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยพวกเขาก็ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจ
“ขอบคุณมากครับคุณธีระศักดิ์” ชาญวิทย์กล่าว “คำแนะนำของคุณมีค่ามาก”
“ยินดีเสมอครับ” คุณธีระศักดิ์ยิ้ม “ถ้ามีอะไรเพิ่มเติม แจ้งผมได้เสมอ”
ขณะที่พวกเขากำลังจะออกจากห้องทำงานของคุณธีระศักดิ์ จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างแรง
“ขอโทษนะครับที่มารบกวน” เสียงหนึ่งดังขึ้น ทำให้ทั้งสามคนหันไปมอง
เป็นวิศรุต เขามายืนอยู่หน้าประตูห้องทำงานของคุณธีระศักดิ์ ใบหน้าของเขาดูซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม และดูเหมือนจะตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
“วิศรุต!” ชาญวิทย์อุทานด้วยความประหลาดใจ
“คุณมาทำอะไรที่นี่?” วาริสาถาม
วิศรุตไม่ตอบ เขาเดินตรงเข้ามาหาคุณธีระศักดิ์
“ผม… ผมได้ยินว่าคุณกำลังจะให้คำแนะนำเรื่องการเงินแก่ชาญวิทย์” วิศรุตพูดเสียงสั่น “ผม… ผมมีเรื่องสำคัญมากที่ต้องบอกคุณ”
คุณธีระศักดิ์มองวิศรุตอย่างแปลกใจ “เรื่องอะไรครับ?”
“คือ… ผม… ผมได้แอบไปกู้ยืมเงินจากกองทุนของบริษัทเราเอง” วิศรุตยอมรับ “ผมเอาไปลงทุนในธุรกิจอื่น แล้วมันขาดทุน ผม… ผมพยายามจะกลบเกลื่อนเรื่องนี้ แต่ตอนนี้มันกำลังจะถูกเปิดโปง”
คำพูดของวิศรุตทำให้ทุกคนในห้องตกใจ โดยเฉพาะชาญวิทย์และวาริสา
“อะไรนะ!” ชาญวิทย์อุทาน “คุณทำอย่างนั้นได้ยังไง?”
“ผม… ผมมันโง่เอง” วิศรุตทรุดตัวลงนั่งที่พื้น “ผมคิดว่าผมจะทำกำไรได้เร็ว แต่ผมก็ผิดพลาด ผม… ผมไม่อยากให้บริษัทล้ม และไม่อยากให้คุณพ่อรู้เรื่องนี้”
วาริสาอึ้งไป เธอไม่เคยคิดว่าวิศรุตจะกล้าทำเรื่องที่ผิดกฎหมายถึงขนาดนี้
“คุณกำลังจะบอกว่า…” คุณธีระศักดิ์พูดอย่างช้าๆ “คุณได้ยักยอกเงินของบริษัทไป?”
วิศรุตพยักหน้าทั้งน้ำตา “ใช่ครับ”
ชาญวิทย์มองวิศรุตด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง “ผมไม่น่าเชื่อเลยวิศรุต”
“ผม… ผมขอโทษ” วิศรุตพูด “ผม… ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้วจริงๆ”
“แล้วเรื่องที่คุณมาขอให้ผมค้ำประกันเงินกู้ล่ะ?” ชาญวิทย์ถาม “นั่นเป็นแผนของคุณที่จะเอาเงินนั้นไปกลบเกลื่อนเรื่องนี้ใช่ไหม?”
วิศรุตพยักหน้าอย่างอิดออด “ใช่ครับ ผมคิดว่าถ้าผมได้เงินก้อนนั้นมา ผมจะสามารถจัดการเรื่องที่ผมทำผิดไว้ได้”
“นี่มันเกินไปแล้วนะวิศรุต!” ชาญวิทย์ขึ้นเสียง “คุณไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวในโลกนี้ คุณคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนอื่นบ้างไหม!”
“ผม… ผมขอโทษจริงๆ ครับ” วิศรุตพูด
คุณธีระศักดิ์ยืนขึ้น “คุณวิศรุต คุณได้ทำความผิดร้ายแรงนะ การยักยอกเงินของบริษัทเป็นเรื่องที่ต้องรับโทษตามกฎหมาย”
“ผม… ผมจะรับผิดชอบทุกอย่างครับ” วิศรุตพูด “ผมพร้อมจะชดใช้”
“แต่คุณจะชดใช้อย่างไร ในเมื่อคุณไม่มีเงิน?” ชาญวิทย์ถามอย่างหัวเสีย
“ผม… ผมจะยอมขายทุกอย่างที่มี” วิศรุตพูด “ผมจะยอมติดคุกถ้าจำเป็น”
วาริสารู้สึกสงสารวิศรุตจับใจ แม้ว่าเขาจะเคยทำผิดกับเธอมาก่อน แต่การเห็นเขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เธอก็ยังรู้สึกเห็นใจ
“ชาญวิทย์คะ” วาริสาเอ่ยขึ้น “เรา… เราควรจะให้โอกาสเขาได้อธิบายตัวเองนะคะ”
ชาญวิทย์หันมามองวาริสา “คุณจะให้โอกาสเขาอีกเหรอวาริสา? หลังจากที่เขาทำเรื่องแบบนี้?”
“ฉันไม่ได้บอกว่าจะให้โอกาสเขาไปทำผิดอีก” วาริสาอธิบาย “แต่เราควรจะฟังเขาให้จบก่อน”
ชาญวิทย์ถอนหายใจยาว เขาหันไปมองวิศรุต “เอาล่ะ เล่ามาให้หมด”
วิศรุตเล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียด เขาเล่าถึงความกดดันที่เขาได้รับจากภาระหนี้สิน ความผิดพลาดในการตัดสินใจ และความหวังที่เขาเคยมีในการแก้ไขปัญหา
หลังจากฟังวิศรุตจนจบ คุณธีระศักดิ์ก็กล่าวขึ้น “คุณวิศรุต คุณทำเรื่องที่ผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง แต่ผมเข้าใจว่าคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก”
“ผม… ผมควรจะทำยังไงดีครับ?” วิศรุตถาม
“คุณต้องยอมรับผิด และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับผลที่ตามมา” คุณธีระศักดิ์บอก “ผมจะช่วยคุณในการเจรจาต่อรองกับบริษัท และกับเจ้าหนี้”
“ผม… ผมจะทำทุกอย่างครับ” วิศรุตตอบ
วาริสารู้สึกได้ว่าสถานการณ์ได้พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง การเปิดเผยความจริงของวิศรุต ทำให้ทุกอย่างซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก เธอไม่รู้ว่าเรื่องราวนี้จะจบลงอย่างไร และมันจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเธอกับชาญวิทย์มากน้อยแค่ไหน
ชาญวิทย์มองวาริสา เขาสัมผัสได้ถึงความกังวลของเธอ “ไม่เป็นไรนะ” เขาพูดเบาๆ “เราจะผ่านมันไปให้ได้”
แต่ในใจของชาญวิทย์เอง เขาก็ยังคงอดสงสัยไม่ได้ว่า การเข้ามาของวิศรุตในครั้งนี้ จะนำพาปัญหาใหม่ๆ มาสู่พวกเขาอีกหรือไม่
5,533 ตัวอักษร