ตอนที่ 7 — ธนากรปรากฏตัวอีกครั้ง
รวีมองหน้าภาคภูมิ เธอรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายที่ฉลาด มีวิสัยทัศน์ และมีความมุ่งมั่น เธอไม่รู้สึกโกรธที่เขามีแผนการของตัวเอง แต่กลับรู้สึกทึ่งในความสามารถของเขา "หนูเชื่อในตัวคุณนะคะ" พรรณรวีกล่าวเสียงเบา "หนูจะสนับสนุนคุณเต็มที่ค่ะ" ภาคภูมิยิ้มกว้าง เขารู้สึกอบอุ่นในหัวใจที่ได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากผู้หญิงที่เขากำลังจะใช้ชีวิตคู่ด้วย "ขอบคุณมากครับ คุณพรรณรวี" เขาพูดพลางจับมือเธอเบาๆ "ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง"
วันเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างพรรณรวีและภาคภูมิก็ค่อยๆ แน่นแฟ้นขึ้น พวกเขาใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในฐานะคู่หมั้น แต่ในฐานะเพื่อนที่ค่อยๆ ทำความรู้จักและเข้าใจกัน ภาคภูมิได้เรียนรู้เกี่ยวกับความฝันและความหวังของพรรณรวีเกี่ยวกับธุรกิจของครอบครัวที่กำลังประสบปัญหา เขาให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง ทำให้พรรณรวีรู้สึกว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียวในการต่อสู้ครั้งนี้
"คุณภาคภูมิคะ" พรรณรวีเอ่ยขึ้นขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งทานอาหารเย็นด้วยกันที่ร้านอาหารบรรยากาศดี "หนูคิดถึงเรื่องที่คุณบอกเกี่ยวกับตลาดใหม่ๆ แล้วก็อยากจะลองปรึกษาคุณดูค่ะ"
ภาคภูมิวางส้อมลงแล้วหันมาให้ความสนใจกับพรรณรวีเต็มที่ "ว่ามาเลยครับ ผมพร้อมรับฟังเสมอ"
"คือ... หนูคิดว่า ถ้าเราลองปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์บางอย่างของเรา ให้เข้ากับเทรนด์ปัจจุบันมากขึ้น อาจจะดึงดูดกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นได้มากขึ้นค่ะ" พรรณรวีอธิบายอย่างกระตือรือร้น "หนูเห็นว่าสมัยนี้ คนหันมาใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถ้าเราสามารถปรับการผลิตของเราให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ อาจจะเป็นจุดขายที่น่าสนใจนะคะ"
ภาคภูมิพยักหน้าช้าๆ "เป็นความคิดที่ดีมากครับ คุณพรรณรวี ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง" เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ "ผมจะช่วยดูเรื่องการวิเคราะห์ตลาดเชิงลึก และหาแหล่งวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ คุณลองไปหาข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยมาประกอบกันดูนะครับ"
"ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ" พรรณรวียิ้มกว้าง "หนูรู้สึกมีกำลังใจขึ้นเยอะเลยค่ะ"
"เราคือทีมเดียวกันครับ" ภาคภูมิย้ำ "เราจะช่วยกันทำให้ธุรกิจของคุณกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง"
วันหนึ่ง ขณะที่พรรณรวีกำลังเดินเลือกซื้อของใช้ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง จู่ๆ เธอก็รู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่ เธอหันไปรอบๆ และแล้วสายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับใครบางคน
"ธนากร!" พรรณรวีอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ เขาดูผอมลงกว่าครั้งสุดท้ายที่เธอเห็น ท่าทางดูหม่นหมองไปไม่น้อย
ธนากรเดินเข้ามาหาเธออย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย "พรรณรวี... ผมไม่คิดว่าจะเจอคุณที่นี่"
"คุณมาทำอะไรที่นี่คะ" พรรณรวียังคงมีท่าทีระแวง เขาเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เธอเสียใจในอดีต
"ผมมาหาซื้อของน่ะครับ" ธนากรตอบเสียงเรียบ "แล้วคุณล่ะครับ มาเดินเล่นหรือมาซื้อของ"
"มาซื้อของค่ะ" พรรณรวีตอบสั้นๆ เธอไม่อยากจะพูดคุยกับเขามากนัก
"ผม... ผมได้ยินข่าวเรื่องงานหมั้นของคุณ" ธนากรเอ่ยขึ้นมา ดวงตาของเขาฉายแววเศร้าสร้อย "ผม... ผมเสียใจด้วยนะครับ"
คำพูดของเขาทำให้พรรณรวีนึกถึงช่วงเวลาที่เธอเคยมีความสุขกับเขา ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนในใจเธอ "ขอบคุณค่ะ" เธอตอบเสียงเบา "แต่... ตอนนี้ทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว"
"ผมเข้าใจครับ" ธนากรพยักหน้า "ผม... ผมขอโทษสำหรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นนะครับ ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี"
พรรณรวียืนนิ่ง เธอเห็นความเสียใจที่แท้จริงในแววตาของเขา แต่มันก็สายเกินไปแล้ว "ไม่เป็นไรค่ะ" เธอพูด "หนูต้องไปแล้วค่ะ"
"เดี๋ยวก่อนครับ" ธนากรเอ่ยรั้งไว้ "ผม... ผมอยากจะขอโทษครอบครัวของคุณด้วยนะครับ ถ้ามีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ บอกผมได้เลยนะครับ"
พรรณรวีนิ่งไปชั่วครู่ เธอคิดถึงความลำบากของครอบครัว และความหวังริบหรี่ที่ภาคภูมิหยิบยื่นให้ "ขอบคุณค่ะ" เธอตอบ "แต่ตอนนี้ครอบครัวของหนูมีคนดูแลแล้วค่ะ"
เธอพูดจบก็รีบเดินจากมา ทิ้งให้ธนากรมองตามหลังเธอไปด้วยความรู้สึกผิดหวังและเสียใจ การพบกันโดยบังเอิญครั้งนี้ทำให้พรรณรวีอดคิดถึงอดีตไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของเธอที่มีต่อภาคภูมิมากขึ้น เธอรู้ว่าตอนนี้เธอได้ตัดสินใจเลือกทางเดินที่ถูกต้องแล้ว
อีกด้านหนึ่ง ภาคภูมิเองก็ไม่เคยหยุดที่จะมองหาโอกาสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของเขา การเข้ามาช่วยเหลือครอบครัวของพรรณรวีนั้น ได้เปิดประตูสู่เครือข่ายทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน "คุณพรรณรวีครับ" ภาคภูมิเอ่ยขึ้นขณะที่ทั้งสองกำลังหารือเกี่ยวกับแผนการตลาดใหม่ "ผมได้พูดคุยกับท่านประธานของกลุ่มบริษัทเอส.ที.เอ.ซี. แล้วครับ เขาให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ของเรามาก และอยากจะลองเจรจาเรื่องการร่วมทุน"
พรรณรวีตาโตด้วยความตื่นเต้น "จริงเหรอคะ! นั่นเป็นข่าวดีมากๆ เลยค่ะ"
"ใช่ครับ" ภาคภูมิยิ้ม "ท่านประธานประทับใจในวิสัยทัศน์ของคุณมาก เขาบอกว่ารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เรากำลังจะปรับปรุงนั้น มีศักยภาพสูงในตลาดต่างประเทศ"
"หนูดีใจจังเลยค่ะ" พรรณรวียิ้มกว้าง "ขอบคุณคุณภาคภูมิอีกครั้งนะคะ ที่เป็นสะพานเชื่อมให้หนูกับเขา"
"เราจะประสบความสำเร็จไปด้วยกันครับ" ภาคภูมิกล่าว "ผมเชื่อมั่นว่า ธุรกิจของเราจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด"
หลังจากนั้นไม่นาน การเจรจาต่อรองก็เป็นไปด้วยดี กลุ่มบริษัทเอส.ที.เอ.ซี. ตกลงที่จะร่วมทุนกับธุรกิจของครอบครัวพรรณรวี โดยมีภาคภูมิเป็นผู้บริหารจัดการหลักในส่วนของการขยายตลาดต่างประเทศ พรรณรวีรู้สึกโล่งใจและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เธอเห็นอนาคตที่สดใสรออยู่ข้างหน้า และภาคภูมิคือส่วนสำคัญที่จะพาเธอไปถึงจุดนั้น
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ภาคภูมิกำลังจะเดินทางกลับบ้านหลังจากมาหาพรรณรวีที่คฤหาสน์ เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากเลขาของเขา
"คุณภาคภูมิครับ มีเรื่องด่วนจะเรียนให้ทราบครับ" เสียงเลขาฟังดูร้อนรน
"มีอะไรครับ" ภาคภูมิถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"เรื่องคดีของคุณพ่อครับ ศาลนัดฟังคำตัดสินในวันพรุ่งนี้ครับ"
ภาคภูมิชะงักไป คำว่า "คดีของคุณพ่อ" เป็นเรื่องที่เขาพยายามจะหลีกเลี่ยงมาตลอด เขาไม่เคยอยากให้พรรณรวีรู้เรื่องนี้มาก่อน "รู้แล้วครับ" เขาตอบเสียงเย็นชา "ผมจะไปแน่นอน"
หลังจากวางสาย เขาก็รู้สึกหนักอึ้งในใจ เขาหันไปมองพรรณรวีที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มสดใส "เป็นอะไรไปคะ" เธอถามเมื่อเห็นสีหน้าเปลี่ยนไปของเขา
"ไม่มีอะไรครับ" ภาคภูมิฝืนยิ้ม "แค่คิดถึงเรื่องงานนิดหน่อย"
พรรณรวีมองเขาด้วยความสงสัย "คุณแน่ใจนะคะ"
"แน่ใจครับ" ภาคภูมิพยักหน้า "ผมว่าผมควรจะกลับแล้วล่ะครับ"
พรรณรวีพยักหน้า "ขับรถดีๆ นะคะ"
เมื่อภาคภูมิจากไปแล้ว พรรณรวีก็นั่งลงบนโซฟา เธอรู้สึกแปลกใจกับท่าทีของภาคภูมิ เขามักจะเป็นคนร่าเริงและเปิดเผยเสมอ แต่เมื่อสักครู่ เขากลับดูมีบางอย่างที่เก็บซ่อนไว้ในใจ เธอหวังว่าเขาจะไม่เป็นอะไร
5,373 ตัวอักษร