ตอนที่ 2 — สัจธรรมในสายน้ำ
วันต่อมา นัทตัดสินใจใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับคุณทวด เขาอยากทำความเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์ของเขาเคยพยายามสอน แต่เขากลับไม่เคยใส่ใจ วันนี้เขาตั้งใจจะรับฟังอย่างแท้จริง
“คุณทวดครับ เมื่อวานที่พูดถึงความไม่เที่ยง ผมยังสงสัยอยู่เลยครับ ว่าทำไมเราถึงควรยอมรับมัน” นัทเอ่ยขึ้น ขณะที่พวกเขานั่งอยู่ริมลำธารเล็กๆ ที่ไหลรินผ่านสวน
คุณทวดหยิบกิ่งไม้แห้งกิ่งหนึ่งขึ้นมา แล้วปล่อยให้ลอยไปตามน้ำ “ลองมองดูสายน้ำนี่สิ นัท น้ำในลำธารนี้ไหลไปเรื่อยๆ ไม่เคยหยุดนิ่ง และน้ำที่ไหลผ่านไปแล้ว ก็ไม่ไหลย้อนกลับมาอีกเลย”
นัทพยักหน้า “ครับ”
“เช่นเดียวกับเวลาที่ผ่านไป” คุณทวดกล่าว “มันไหลไปข้างหน้าเสมอ ไม่เคยถอยหลัง และชีวิตของเราก็เช่นกัน เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ เราทำได้เพียงใช้ชีวิตในปัจจุบัน และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต”
“แล้วการยอมรับความไม่เที่ยง มันจะช่วยอะไรเราได้ครับ” นัทถาม
“เมื่อเรารู้ว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง เราจะเห็นว่าความสุขและความทุกข์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ มันก็ไม่เที่ยงเช่นกัน” คุณทวดอธิบาย “เมื่อเรากำลังมีความสุข เราก็จะรู้ว่ามันจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ และจะพยายามเก็บเกี่ยวความสุขนั้นไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จะไม่ยึดติดกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่ามันจะต้องเปลี่ยนแปลงไป”
“แล้วถ้าเป็นความทุกข์เล่าครับ” นัทถามต่อ
“เมื่อเรากำลังมีความทุกข์ เราก็จะรู้ว่าความทุกข์นั้นก็ไม่เที่ยงเช่นกัน มันจะผ่านไป และเมื่อเรารู้เช่นนี้ เราก็จะสามารถอดทนต่อความทุกข์นั้นได้ เราจะไม่จมปลักอยู่กับมันนานเกินไป เราจะมองหาสิ่งที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นมันไปได้” คุณทวดกล่าว “การยอมรับในความไม่เที่ยง ทำให้เราไม่ทุกข์กับสิ่งที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป และไม่ยึดติดกับสิ่งที่จะต้องสูญสลายไป”
“ฟังดูเหมือนจะเป็นการปลอบใจตัวเองนะครับ” นัทกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
คุณทวดยิ้ม “มันไม่ใช่การปลอบใจ แต่คือการเข้าใจสัจธรรม”
“สัจธรรม?”
“ใช่แล้ว” คุณทวดว่า “สัจธรรมคือความจริงอันเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง ไม่มีใครสร้างขึ้นมา และไม่มีใครเปลี่ยนแปลงมันได้ สิ่งที่เราต้องทำคือการยอมรับและเข้าใจมัน”
“แล้วความจริงอันเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงมันคืออะไรครับ” นัทถามด้วยความสงสัย
“ลองพิจารณาดูสิ่งรอบตัวเราอีกครั้ง” คุณทวดชี้ไปยังต้นไม้ที่ผลัดใบ “ใบไม้เหล่านี้ เมื่อครั้งยังเป็นใบอ่อน ก็สีเขียวสดใส เมื่อถึงวัยที่แก่ลง ก็เปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล แล้วก็ร่วงหล่นไปตามธรรมชาติ นี่คือความจริงของมัน มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป”
“แต่ต้นไม้ก็ยังคงอยู่ครับ” นัทแย้ง
“ต้นไม้ก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน” คุณทวดกล่าว “มันโตขึ้น สูงขึ้น ลำต้นใหญ่ขึ้น และในที่สุด มันก็จะแก่ลง เหี่ยวเฉา และอาจจะยืนต้นตายไปในที่สุด ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ถาวร ทุกสิ่งล้วนมีการเปลี่ยนแปลง”
“มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เคยได้ยินมาครับ” นัทเอ่ยขึ้น
“ถูกต้องแล้ว” คุณทวดพยักหน้า “อนิจจัง คือความไม่เที่ยง ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปเสมอ ไม่มีอะไรคงอยู่ถาวร ทุกขัง คือความทนอยู่ไม่ได้ สภาพที่ต้องแปรปรวนไปตามเหตุปัจจัย เป็นทุกข์ อนัตตา คือความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ไม่สามารถบังคับบัญชาได้”
“ผมเคยได้ยินคำเหล่านี้ แต่ไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงเลยครับ” นัทสารภาพ
“คนส่วนใหญ่มักจะเป็นเช่นนั้น” คุณทวดกล่าว “เพราะเรามักมองทุกสิ่งด้วยตาเนื้อ ด้วยความคิดปรุงแต่งของเรา เราอยากให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามที่เราต้องการ เราอยากให้ความสุขคงอยู่ตลอดไป เราอยากให้คนที่เรารักอยู่กับเราตลอดไป แต่ความเป็นจริงนั้น ตรงกันข้าม”
“แล้วการเข้าใจอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันจะช่วยให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างไรครับ” นัทถาม
“เมื่อเราเข้าใจว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง (อนิจจัง) เราก็จะไม่ยึดติด เมื่อเราไม่ยึดติด เราก็จะไม่ทุกข์กับความเปลี่ยนแปลง” คุณทวดอธิบาย “เมื่อเราเข้าใจว่าทุกสิ่งทนอยู่ไม่ได้ เป็นทุกข์ (ทุกขัง) เราก็จะไม่คาดหวังให้สิ่งต่างๆ คงอยู่ตลอดไป เราจะยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น และเมื่อเราเข้าใจว่าทุกสิ่งไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา) เราก็จะเลิกยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของเราและสิ่งต่างๆ รอบตัว เมื่อเราเลิกยึดมั่นถือมั่น เราก็จะปล่อยวางได้ และเมื่อเราปล่อยวางได้ ความทุกข์ก็จะคลายลง”
“มันเหมือนกับการที่เรากำลังจมน้ำ” คุณทวดเปรียบเทียบ “ถ้าเราพยายามตะเกียกตะกายอย่างบ้าคลั่ง เราก็จะยิ่งจมเร็วขึ้น แต่ถ้าเราปล่อยให้ร่างกายลอยขึ้นมาตามธรรมชาติ เราก็มีโอกาสที่จะรอดชีวิตได้มากกว่า เช่นเดียวกัน เมื่อเราทุกข์ เราต้องปล่อยวาง อย่าพยายามต่อสู้กับมันด้วยความยึดติด”
“ผมไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องธรรมะจะลึกซึ้งขนาดนี้” นัทกล่าวด้วยความทึ่ง
“ธรรมะอยู่รอบตัวเราเสมอ นัท” คุณทวดกล่าว “เพียงแต่เราต้องมีใจที่เปิดกว้างและพร้อมที่จะเรียนรู้”
ทันใดนั้น ‘แพร’ น้องสาวของนัท เดินเข้ามาพร้อมกับ ‘ภู’ แฟนหนุ่มของเธอ ทั้งคู่เพิ่งกลับจากไปทำบุญที่วัด
“พี่นัท! มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” แพรทักทายด้วยเสียงสดใส
“เพิ่งมาเมื่อวานนี้เอง” นัทตอบ
“ไปทำบุญมาค่ะคุณทวด” แพรกล่าว พลางยื่นซองผ้าป่าให้คุณทวด
“ดีแล้วลูก” คุณทวดกล่าว “การทำบุญเป็นการสร้างกุศล เป็นการแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้แก่ผู้อื่น”
“ภูเพิ่งไปบวชชีมาเมื่อเดือนที่แล้วครับคุณทวด” ภูบอก “ผมอยากลองหาความสงบให้ตัวเองดูครับ”
คุณทวดมองภูด้วยสายตาที่อ่อนโยน “ดีแล้วลูก การบวชเป็นการฝึกตนเอง เป็นการละวางจากกิเลสชั่วคราว แม้จะไม่ใช่การละวางที่ถาวร แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี”
“ตอนที่ผมบวช ผมได้ลองนั่งสมาธิและพิจารณาธรรมะครับ” ภูเล่าต่อ “ผมรู้สึกว่าจิตใจสงบขึ้นมากเลยครับ แต่มันก็ยังยากที่จะคงความสงบนั้นไว้ได้ตลอดเวลา”
“นั่นเป็นเพราะการปฏิบัติยังไม่ต่อเนื่อง” คุณทวดกล่าว “การฝึกฝนจิตใจเปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้ ต้องหมั่นรดน้ำพรวนดิน จึงจะเติบโตงอกงามได้”
นัทรู้สึกว่าบทสนทนากำลังนำพาเขาไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เขาเริ่มเห็นภาพว่าชีวิตนั้นไม่ได้มีเพียงการวิ่งไล่ตามความสำเร็จทางโลก แต่ยังมีอีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน
“ผมอยากเรียนรู้เรื่องนี้ให้มากกว่านี้ครับคุณทวด” นัทเอ่ยขึ้น
คุณทวดพยักหน้า “เมื่อเจ้าอยากเรียนรู้ ข้าก็จะถ่ายทอดให้”
แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่ายคล้อยส่องกระทบผิวน้ำในลำธาร เกิดเป็นประกายระยิบระยับราวกับเพชรเม็ดน้อยๆ สะท้อนความจริงอันเป็นสัจธรรมที่กำลังถูกเปิดเผย
5,020 ตัวอักษร