อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา...

ตอนที่ 28 / 30

เส้นทางที่ถูกปิดกั้น

ความมืดของค่ำคืนถูกฉีกขาดด้วยเสียงกรีดร้องอันน่าสะพรึงกลัว ภิกษุวัชระ หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก เขากลั้นลมหายใจ วิ่งฝ่าความมืดมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเสียงนั้น แสงไฟริบหรี่จากคบเพลิงของกลุ่มคนปริศนาที่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้บรรยากาศยิ่งดูตึงเครียดและน่าหวาดผวา “โยม! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” ภิกษุวัชระตะโกนลั่น แม้จะรู้ดีว่าเสียงของเขาอาจถูกกลืนหายไปกับความโกลาหล แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครได้ยิน หรืออาจจะไม่มีใครสนใจคำเตือนของเขา กลุ่มคนเหล่านั้นยังคงเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว แต่ละคนสวมใส่เสื้อผ้าสีดำทะมึน ใบหน้าถูกบดบังด้วยเงาของหมวกปีกกว้าง จนยากที่จะมองเห็นว่าเป็นใครมาจากไหน “หลวงพ่อครับ!” ภิกษุวัชระหันกลับไปมองหลวงพ่อกวีที่ยืนหอบหายใจอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย “ท่านมากับข้าพเจ้าเถอะ!” หลวงพ่อกวีนิ่งอึ้งไป เขาจ้องมองไปยังกลุ่มคนปริศนาดังกล่าวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล ระคนกับความขัดแย้งภายในใจ “ไม่... วัชระ... ข้าไปไม่ได้...” “แต่...!” “ข้าสั่งให้เจ้าอยู่ที่นี่!” หลวงพ่อกวีขึ้นเสียงด้วยอำนาจที่เขามี “นี่ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้า... นี่เป็นเรื่องของ... ความมั่นคงของวัด” ภิกษุวัชระสับสนไปหมด เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหลวงพ่อกวีถึงไม่ยอมเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่สถานการณ์ดูอันตรายถึงเพียงนี้ แต่เขาก็ไม่อาจฝืนคำสั่งของพระผู้ใหญ่ได้ในทันที เขาเหลือบมองไปยังหญิงสาวที่เขากำลังตามหา และกลุ่มคนปริศนาที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้… “แต่เสียงกรีดร้องนั้น...!” “ข้าจะจัดการเอง... เจ้ากลับไปที่กุฏิของเจ้าซะ” หลวงพ่อกวีพยายามยืนยันคำสั่ง แต่แววตาของท่านกลับฉายความทุกข์ระทม ภิกษุวัชระลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สัญชาตญาณอันแรงกล้าบอกเขาว่าควรจะพุ่งตรงไปยังจุดเกิดเหตุ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของหลวงพ่อกวี และคำสั่งที่เด็ดขาดของท่าน เขาก็จำต้องยอมถอยกลับมาเล็กน้อย ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนอันดังมาจากอีกทิศทางหนึ่ง “หยุด! ใครน่ะ!” เป็นเสียงของกลุ่มชาวบ้านที่ถืออาวุธ เช่น ขวาน และเสียม เข้ามาสมทบ เป็นการแสดงออกถึงความตื่นตระหนกและความพยายามที่จะปกป้องวัด กลุ่มคนชุดดำเหล่านั้นดูเหมือนจะรับรู้ถึงการมาถึงของชาวบ้าน พวกเขาหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนที่จะเปลี่ยนเส้นทางอย่างรวดเร็ว หายลับเข้าไปในความมืดของป่ารอบๆ วัด เสียงกรีดร้องนั้นเงียบหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด เสียงฝีเท้าของชาวบ้านที่ค่อยๆ แยกย้ายกันไปตามทิศทางต่างๆ เพื่อค้นหาต้นตอของเสียงนั้น ภิกษุวัชระยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ความรู้สึกผิดและความผิดหวังถาโถมเข้ามา เขาต้องการช่วยเหลือหญิงสาวคนนั้น แต่เขาก็ถูกขัดขวาง “หลวงพ่อครับ... ใครกันพวกนั้น?” ภิกษุวัชระถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ หลวงพ่อกวีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน “คนของ... ฝ่ายตรงข้าม...” “ฝ่ายตรงข้าม? ฝ่ายตรงข้ามกับใครครับ?” “เจ้าไม่ต้องรู้หรอกวัชระ... หน้าที่ของเจ้าคือการรักษาความสงบของวัด” หลวงพ่อกวีกล่าว ภิกษุวัชระรู้สึกเหมือนถูกผลักให้ถอยห่างออกไปจากความจริง เขากำลังถูกกีดกันออกจากสิ่งที่เกิดขึ้น “แต่… ข้าพเจ้าต้องรู้! ข้าพเจ้าไม่อยากถูกหลอกอีกต่อไป!” “การรู้มากเกินไป... บางครั้งก็เป็นอันตราย” หลวงพ่อกวีพยายามย้ำเตือน ภิกษุวัชระไม่ตอบ เขาหันหลังเดินกลับไปยังกุฏิของตนเองอย่างเงียบๆ ระหว่างทาง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นรอยบางอย่างบนพื้นดิน… มันเป็นรอยเท้าที่ไม่เหมือนรอยเท้าทั่วไป มีลักษณะเป็นวงรีลึก และเหมือนมีบางอย่างถูกลากไปกับพื้น เขาก้มลงมองอย่างพิจารณา มันดูเหมือนรอยของ... สัตว์ร้าย หรืออาจจะเป็นของบางอย่างที่ถูกลากไปอย่างแรง “นี่มันอะไรกัน?” เขาพึมพำกับตัวเอง เมื่อเขากลับถึงกุฏิ ความวุ่นวายเมื่อครู่ยังคงติดตา ภาพของกลุ่มคนชุดดำ เสียงกรีดร้อง และคำพูดของหลวงพ่อกวีที่บอกว่าเขาไม่สามารถไปได้… ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจ เขาเดินเข้าไปในกุฏิของตนเอง แสงตะเกียงส่องสว่างทำให้บรรยากาศดูสงบลง แต่ความสงบนั้นกลับไม่อาจกลบความรู้สึกไม่สบายใจของเขาได้ เขานั่งลงบนอาสนะ และพยายามรวบรวมสติ นึกถึงคำสอนของท่านปัญญานันทะอีกครั้ง “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา... ความจริงของสรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย” เขาพยายามทำความเข้าใจว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความไม่เที่ยงนั้นหรือไม่… หรือว่ามันคือการกระทำของบุคคลที่มุ่งร้ายโดยเจตนา เมื่อคืนนี้ เขาได้เห็นความหวาดกลัวในสายตาของหลวงพ่อกวี… ความกลัวที่ทำให้ท่านต้องสั่งห้ามไม่ให้เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยว… มันเป็นความกลัวต่ออะไรกันแน่? ขณะที่เขากำลังจมอยู่กับความคิด เขาก็พลันได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบามาจากนอกหน้าต่างกุฏิ “วัชระ… วัชระ… มีบางอย่างที่เจ้าต้องรู้…” เสียงนั้นเบามากจนเกือบจะไม่ได้ยิน แต่ภิกษุวัชระรู้สึกได้ถึงความเร่งรีบและความสำคัญในน้ำเสียงนั้น เขาค่อยๆ ลุกขึ้น เดินไปที่หน้าต่าง และแง้มผ้าม่านออกเล็กน้อย… สิ่งที่เขาเห็น ทำให้เลือดในกายแทบแข็งตัว… ชายร่างผอมแห้ง กำลังยืนสั่นเทาอยู่ท่ามกลางความมืด… ใบหน้าของเขาซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นผี… และสิ่งที่น่าตกใจที่สุด… คือเขาสวมใส่ชุดของชาวบ้านที่เขาเคยพบปะ… และที่แขนของเขา… มีรอยเลือดสดๆ ที่ยังคงไหลซึมออกมา! “ท่าน! ท่านเป็นอะไรไป!” ภิกษุวัชระอุทานออกมาด้วยความตกใจ ชายคนนั้นชูมือขึ้นราวกับจะสื่อสารบางอย่าง แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไร… เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นจำนวนมากก็ดังขึ้นจากทางเดิน… พวกเขามาพร้อมกับแสงไฟ… แสงไฟที่ส่องสว่างอย่างจงใจ… ราวกับต้องการให้ทุกคนเห็น… และเมื่อแสงไฟนั้นสาดส่องมายังชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างกุฏิของภิกษุวัชระ… ภิกษุวัชระก็ต้องผงะ! ชายคนนั้น… ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา… แต่เป็น… **เด็กหนุ่มที่เขาเคยเจอที่กระท่อมของท่านปัญญานันทะ!** ดวงตาของภิกษุวัชระเบítőถลึง… เขาไม่เข้าใจเลยว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้มันกำลังเกี่ยวพันกันอย่างไร… และทำไมเด็กหนุ่มคนนี้ ถึงมาปรากฏตัวในสภาพที่น่าสงสารเช่นนี้… และใครคือกลุ่มคนเหล่านั้นที่กำลังเดินเข้ามา…? ทันใดนั้นเอง… หนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นก็ยกมือขึ้น… และชี้นิ้วมาทางหน้าต่างกุฏิของภิกษุวัชระ…!

1,015 ตัวอักษร

แชร์ตอนนี้ให้เพื่อน