สมาธิภาวนา จิตตั้งมั่น สงบเย็น

ตอนที่ 3 / 30

ตอนที่ 3 — แสงเทียนกลางคืน จิตที่วอดวาย

ภายหลังจากการบดฟืนเมื่อช่วงเช้า ธันวารู้สึกถึงความเหนื่อยล้าทางร่างกายเล็กน้อย แต่กลับเต็มไปด้วยความสดชื่นทางจิตใจ เขาใช้เวลาช่วงบ่ายเดินสำรวจบริเวณรอบอาราม สูดอากาศบริสุทธิ์ และสังเกตความงามของธรรมชาติรอบกาย เขาพบว่าการได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ทำให้จิตใจของเขาสงบลงไปอีกระดับหนึ่ง เมื่อถึงเวลาเย็น ธันวาตรงไปยังศาลาปฏิบัติธรรม เพื่อเข้าร่วมการสวดมนต์เย็นและภาวนาร่วมกับพระภิกษุสงฆ์และญาติโยมอีกสองสามคนที่มาปฏิบัติธรรมในช่วงนี้ เสียงสวดมนต์อันไพเราะดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ บรรยากาศเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และสงบเย็น หลังจากการสวดมนต์เสร็จสิ้น ทุกคนก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรมตามอัธยาศัย ธันวาเลือกที่จะกลับมานั่งภาวนาที่กุฏิของตนเองตามลำพัง เพื่อที่จะได้มีสมาธิอย่างเต็มที่ เขาจุดเทียนเล่มเล็กๆ และวางไว้เบื้องหน้า ปรับท่านั่งให้สบายที่สุด แล้วเริ่มดึงสติกลับมาสู่ลมหายใจ ในคืนที่ไร้แสงจันทร์เนื่องจากมีเมฆครึ้ม บรรยากาศภายนอกกุฏิจึงมืดมิด มีเพียงแสงไฟสลัวๆ จากเทียนที่ส่องสว่างอยู่ภายในห้อง ธันวาหลับตาลง หายใจเข้าลึกๆ และผ่อนลมหายใจออกช้าๆ เขาพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่คิดถึงเรื่องใดๆ เพียงแต่รับรู้ถึงลมหายใจที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในร่างกาย “ลมหายใจเข้า… รู้สึกถึงความเย็น” เขาตั้งสติกำหนดรู้ “ลมหายใจออก… รู้สึกถึงความอุ่น” แต่แล้ว… เพียงไม่นาน จิตของเขาก็เริ่มหวั่นไหว ภาพเหตุการณ์ในอดีตเริ่มผุดขึ้นมาในห้วงความคิด เป็นภาพของงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จในหน้าที่การงานเมื่อปีก่อน เขาเห็นใบหน้าของผู้คนมากมาย เห็นเสียงหัวเราะ เห็นอาหาร เครื่องดื่มที่วางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ “ทำไมเราถึงคิดถึงเรื่องพวกนั้นนะ” ธันวากล่าวกับตัวเองเบาๆ เขาพยายามดึงสติกลับมาที่ลมหายใจอีกครั้ง แต่ภาพเหล่านั้นก็ยังคงตามหลอกหลอน “ลองกลับไปที่การบดฟืนดีกว่า” เขาคิดในใจ “ตอนนั้นจิตเราสงบดี” แต่ทันทีที่เขาพยายามนึกถึงการบดฟืน จิตก็พาเขาไปสู่การกังวลถึงอนาคตเสียแล้ว เขาเริ่มคิดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ในการดำรงชีวิตอยู่ที่นี่ คิดถึงความเป็นห่วงของพ่อแม่ที่บ้าน คิดถึงว่าหากเขาอยู่ที่นี่นานเกินไป จะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานหรือไม่ “โอ๊ย! พอที” ธันวารำพึงอย่างหัวเสีย เขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับความไม่สามารถของตนเอง “ทำไมจิตเรามันถึงได้ดื้อดึงขนาดนี้” เขาลืมตาขึ้นมามองเปลวเทียนที่ยังคงลุกโชนอยู่เบื้องหน้า เปลวเทียนนั้นดูเหมือนจะสั่นไหวตามแรงลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างที่แง้มไว้เล็กน้อย มันดูไม่มั่นคง ไม่แน่นอน “เหมือนจิตใจของเราเลย” ธันวาพึมพำ “วูบวาบไปมา ไม่เคยอยู่เป็นที่เป็นทาง” เขาพยายามหลับตาลงอีกครั้ง แต่ก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ จิตของเขาเริ่มวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ ความคิดต่างๆ ปะปนกันไปหมด ทั้งเรื่องอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ภาพต่างๆ วิ่งวนเข้ามาในหัวราวกับภาพยนตร์ที่ฉายอย่างรวดเร็ว “หายใจเข้า… หายใจออก…” เขาพยายามท่องตามที่เคยได้ยินมา แต่เสียงที่ดังอยู่ในหูของเขาตอนนี้ไม่ใช่เสียงลมหายใจ แต่เป็นเสียงความคิดที่ดังอึงอลอยู่ในหัว “เรามาอยู่ที่นี่ทำไมกันแน่?” ความคิดหนึ่งแวบเข้ามา “เรากำลังตามหาสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงหรือเปล่า?” “ถ้าการภาวนาทำให้เราทุกข์แบบนี้ สู้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอาจจะดีกว่าก็ได้” อีกความคิดหนึ่งเสริมเข้ามา ธันวารู้สึกท้อแท้ เขาเริ่มมองเห็นว่าเปลวเทียนที่เขาจุดไว้นั้น กำลังจะหมดลง และความมืดมิดก็จะเข้ามาแทนที่ เหมือนกับความหวังที่เคยมีในใจ กำลังจะจางหายไป “นี่เรากำลังถอยหลังใช่ไหม” เขาคิดอย่างกังวล “แทนที่จะเข้าใกล้ความสงบ เรากลับยิ่งจมดิ่งลงไปในความฟุ้งซ่าน” เขานึกถึงคำพูดของหลวงตา “การรับรู้โดยไม่ตัดสิน” แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าตนเองกำลังตัดสินใจอย่างรุนแรงต่อความคิดและความรู้สึกของตนเอง เขาตำหนิตัวเองที่ฟุ้งซ่าน เขาตัดสินว่าการภาวนาของเขาไม่สำเร็จ “ถ้าเราพยายามบังคับจิตให้อยู่ในอำนาจของเรา มันก็คงไม่เป็นผล” ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างแผ่วเบา “บางที เราอาจจะต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน” ธันวาเงียบไปครู่หนึ่ง เขาพยายามลดความคาดหวังลง ลดความกดดันที่ตนเองมีต่อการภาวนา เขาค่อยๆ ดึงสติกลับมาที่ลมหายใจอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้พยายามบังคับให้จิตสงบ เขาเพียงแค่เฝ้าสังเกตความคิดและความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยไม่ตัดสิน ไม่ต่อต้าน เพียงแค่รับรู้ว่ามันกำลังเกิดขึ้น “ความคิดถึงเรื่องงาน… ก็แค่ความคิด” เขารับรู้ “ความกังวลถึงอนาคต… ก็แค่ความกังวล” “เปลวเทียนกำลังจะดับ… ก็เป็นธรรมดาของวัตถุ” เขารู้สึกถึงความผ่อนคลายบางอย่างที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา มันไม่ใช่ความสงบที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นความสงบที่เกิดจากการยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น “การที่เรายอมรับในความฟุ้งซ่าน ก็เท่ากับว่าเรากำลังยอมรับในธรรมชาติของจิต” ธันวาคิด “นี่อาจจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญจริงๆ” เมื่อเปลวเทียนดับลง ความมืดมิดก็เข้ามาปกคลุมห้อง แต่สำหรับธันวาในตอนนี้ เขากลับไม่รู้สึกกลัว เขาเพียงแต่นั่งนิ่งๆ ในความมืด รับรู้ถึงลมหายใจของตนเอง เขายังคงได้ยินเสียงความคิดต่างๆ แว่วมาบ้าง แต่ก็ไม่รุนแรงเหมือนก่อน เขาเข้าใจแล้วว่าการภาวนานั้นไม่ใช่การกำจัดความคิด แต่เป็นการเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับความคิดอย่างมีสติ “คืนนี้อาจจะยังไม่สงบนัก” ธันวากล่าวกับตัวเอง “แต่พรุ่งนี้… พรุ่งนี้เราจะลองใหม่” เขาค่อยๆ เอนตัวลงนอน ความเหนื่อยล้าจากการภาวนาที่เข้มข้นเมื่อครู่ ทำให้เขารู้สึกง่วงนอน เขาหลับตาลง ทิ้งความกังวลทั้งหมดไว้เบื้องหลัง ด้วยความหวังเล็กๆ ที่ยังคงมีอยู่ในหัวใจ ว่าสักวันหนึ่ง เขาจะสามารถเข้าถึงความสงบเย็นที่แท้จริงได้

4,440 ตัวอักษร