อริยสัจ 4 ความจริงอันประเสริฐ

ตอนที่ 11 / 30

ตอนที่ 11 — การยึดมั่นในนิโรธ

หลังจากที่หลวงพ่ออินทร์ได้อธิบายถึง ‘มรรคมีองค์ 8’ ในฐานะหนทางสู่การดับทุกข์ ศศิและกุลก็รู้สึกเหมือนมีแผนที่ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น พวกเธอเริ่มตระหนักว่า การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องของการแสวงหาประสบการณ์พิเศษ หรือการทำสมาธิให้เข้าถึงภวังค์อันลึกซึ้งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีสติและปัญญา “หลวงพ่อคะ” ศศิเอ่ยขึ้นในวันต่อมา ขณะที่พวกเธอกำลังนั่งสนทนากับท่านที่ใต้ร่มไม้ในสวนธรรม “เมื่อวานหนูรู้สึกว่า หนูเริ่มเข้าใจ ‘มรรค’ มากขึ้นแล้วค่ะ แต่หนูก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า ‘นิโรธ’ ที่แท้จริงนั้น มันเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นแล้วคงอยู่ตลอดไป หรือเป็นเพียงชั่วขณะ” หลวงพ่ออินทร์พยักหน้าอย่างเข้าใจ “เป็นคำถามที่ดีมากโยม คำว่า ‘นิโรธ’ ที่แท้จริงนั้น หมายถึงสภาวะแห่งความสงบที่ดับกิเลสทั้งปวง ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด คือการบรรลุนิพพาน” “แต่ในระหว่างทางของการปฏิบัติ” ท่านกล่าวต่อ “เราอาจจะประสบกับสภาวะที่จิตใจสงบจากการละกิเลสบางอย่างได้ ซึ่งเรียกว่า ‘นิโรธ’ ในระดับหนึ่ง เช่น เมื่อเราโกรธ แล้วเรามีสติระลึกรู้ และสามารถละความโกรธนั้นได้ จิตใจเราก็จะสงบลงในชั่วขณะนั้น สภาวะสงบนั้นก็คือ ‘นิโรธ’ ในขณะนั้น” “เข้าใจแล้วค่ะ” ศศิพยักหน้า “แต่หนูกลัวว่า หนูจะไป ‘ยึดติด’ กับสภาวะสงบนั้นค่ะ” “นั่นแหละคือปัญหาที่สำคัญ” หลวงพ่ออินทร์กล่าว “การยึดติดในสภาวะใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความสงบ หรือแม้แต่ ‘นิโรธ’ ที่เกิดขึ้นชั่วขณะ ล้วนเป็น ‘อุปาทาน’ ที่ทำให้เกิดทุกข์ได้ทั้งสิ้น” “อุปาทานหรือคะ” กุลทวนคำ “หนูคิดว่า ‘นิโรธ’ คือการไม่มีอุปาทานเสียอีก” “ใช่แล้ว” หลวงพ่ออินทร์อธิบาย “เป้าหมายของ ‘นิโรธ’ คือการดับทุกข์ ซึ่งเกิดจาก ‘อุปาทาน’ ดังนั้น การจะเข้าถึง ‘นิโรธ’ ได้อย่างแท้จริง เราจะต้องไม่สร้าง ‘อุปาทาน’ ขึ้นมาใหม่ในสภาวะของ ‘นิโรธ’ นั้นเอง” “เหมือนกับว่า เราพยายามจะหนีน้ำ แต่พอไปถึงฝั่ง เรากลับไปสร้างเรือลำใหม่ขึ้นมา แล้วก็ยึดติดกับเรือลำนั้นเสียเอง” ท่านยกตัวอย่าง “แต่ถ้าเราไม่ยึดติดกับสภาวะสงบนั้น แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังเข้าใกล้ ‘นิโรธ’ คะ” ศศิถามอย่างกังวล “การรู้ว่าเราเข้าใกล้ ‘นิโรธ’ นั้น ไม่ใช่การไป ‘เสาะหา’ หรือ ‘คาดหวัง’ ว่าเราต้องรู้สึกอย่างไร” หลวงพ่ออินทร์กล่าว “แต่เป็นการสังเกตจากการเปลี่ยนแปลงของจิตใจเราในชีวิตประจำวัน” “เมื่อเราปฏิบัติ ‘มรรค’ อย่างต่อเนื่อง เราจะพบว่า กิเลสต่างๆ ที่เคยครอบงำจิตใจเรา จะค่อยๆ ลดน้อยลง” ท่านกล่าว “ความโกรธ ความโลภ ความหลง ความหงุดหงิดรำคาญใจ จะเบาบางลง เมื่อมีสิ่งมากระทบ เราจะสามารถตั้งสติได้เร็วขึ้น สามารถปล่อยวางได้ง่ายขึ้น” “นั่นคือการประจักษ์ ‘นิโรธ’ ในชีวิตจริง” หลวงพ่ออินทร์กล่าว “ไม่ใช่สภาวะที่เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วหายไป แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับใจของเราอย่างถาวร” “แล้วถ้าเรากลับไปยึดติดกับสภาวะสงบนั้นอีก จะเกิดอะไรขึ้นคะ” กุลถาม “หากเรายึดติดกับสภาวะสงบนั้น ก็เท่ากับเรากำลังสร้าง ‘อุปาทาน’ ขึ้นมาใหม่” หลวงพ่ออินทร์อธิบาย “เราจะเริ่มคาดหวังว่า ทุกครั้งที่ปฏิบัติ เราต้องเข้าถึงสภาวะนั้นให้ได้ เมื่อไม่เป็นไปตามคาด เราก็จะเกิดความผิดหวัง เกิดความทุกข์ขึ้นมาอีก” “มันเหมือนกับเรากำลังเล่นเกมจับผิดภาพ” ท่านเปรียบเทียบ “เมื่อเราเห็นภาพที่ถูกต้องแล้ว แทนที่จะปล่อยวาง เรากลับพยายามจะ ‘คงสภาพ’ ของภาพที่ถูกต้องนั้นไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง” “แล้วเราจะป้องกันการยึดติดใน ‘นิโรธ’ นี้ได้อย่างไรคะ” ศศิถาม “การป้องกันที่ดีที่สุด คือการกลับไปพิจารณา ‘อริยสัจ 4’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” หลวงพ่ออินทร์กล่าว “เมื่อเราเข้าใจ ‘ทุกข์’ อย่างแท้จริง เราจะเห็นโทษของ ‘อุปาทาน’ ที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ เมื่อเราเข้าใจ ‘สมุทัย’ เราจะเห็นว่ากิเลสทุกชนิดล้วนเป็นสิ่งที่ต้องละ เมื่อเราเข้าใจ ‘นิโรธ’ เราจะเห็นว่ามันคือสภาวะที่ปราศจากกิเลส และเมื่อเราเดินตาม ‘มรรค’ เราก็จะมีเครื่องมือในการละกิเลสเหล่านั้น” “การหมั่นพิจารณา ‘อริยสัจ 4’ จะทำให้เราไม่หลงไปกับสภาวะใดๆ ที่เกิดขึ้น” ท่านกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นสภาวะที่สุขสบาย หรือสภาวะที่ทุกข์ยาก เราจะมองเห็นมันตามความเป็นจริง คือเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วคราว” “เหมือนกับเมฆที่ลอยผ่านท้องฟ้า” หลวงพ่ออินทร์กล่าว “เรามองเห็นเมฆก้อนนั้น แต่เราไม่ได้พยายามจะจับเมฆก้อนนั้นไว้ หรือพยายามจะผลักเมฆก้อนนั้นให้หายไป เราเพียงแค่มองดูมันลอยผ่านไป” “ดังนั้น เมื่อเราประสบกับสภาวะที่สงบจากการปฏิบัติธรรม” ท่านกล่าว “ให้เรารู้ว่ามันคือผลของการละกิเลสในขณะนั้น แต่เราต้องไม่ยึดติดกับมัน ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน” “ให้มีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่า ‘สิ่งนี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา’ ” หลวงพ่ออินทร์ย้ำ “แม้แต่สภาวะแห่งความสงบที่เกิดขึ้น ก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเราเช่นกัน” “เมื่อเราสามารถปล่อยวางสภาวะแห่งความสงบนั้นได้” ท่านกล่าว “เราก็จะไม่ทุกข์ เมื่อสภาวะนั้นเปลี่ยนแปลงไป และเราก็จะสามารถเข้าถึง ‘นิโรธ’ ที่แท้จริง คือความสงบที่สมบูรณ์ ซึ่งปราศจากการยึดมั่นถือมั่นใดๆ ทั้งสิ้น” “ขอบคุณค่ะหลวงพ่อ” ศศิกล่าวด้วยความซาบซึ้ง “หนูคงเคยมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ ‘นิโรธ’ ไปบ้าง นึกว่าพอเข้าถึงสภาวะสงบแล้ว ก็จบ” “การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่มีคำว่า ‘จบ’ ตราบใดที่เรายังมีกายและใจอยู่” หลวงพ่ออินทร์กล่าว “มันคือการเดินทางที่ต่อเนื่อง การฝึกฝนจิตใจให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ” “บางครั้ง การที่เราคิดว่าเรา ‘ได้’ สภาวะธรรมบางอย่างแล้ว ก็อาจจะเป็น ‘กิเลส’ อย่างหนึ่ง ที่เราต้องระวัง” ท่านกล่าว “เช่น การยึดติดในความเป็นผู้รู้ ผู้ปฏิบัติ หรือการยึดติดในความรู้ที่ได้มา” “ความรู้ที่แท้จริง คือความรู้ที่ทำให้เราปล่อยวางได้” หลวงพ่ออินทร์กล่าว “ไม่ใช่ความรู้ที่ทำให้เรายึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากขึ้น” “ดังนั้น จงหมั่นพิจารณา ‘อริยสัจ 4’ และเดินตาม ‘มรรคมีองค์ 8’ ด้วยความไม่ประมาท” ท่านให้โอวาท “พิจารณา ‘ทุกข์’ เพื่อให้เกิดความหน่ายในสังขาร พิจารณา ‘สมุทัย’ เพื่อให้เกิดความเพียรในการละกิเลส พิจารณา ‘นิโรธ’ เพื่อให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติ และเดินตาม ‘มรรค’ เพื่อให้ถึงซึ่งความดับทุกข์อย่างแท้จริง” “หนูจะจำไว้ค่ะหลวงพ่อ” ศศิและกุลกล่าวพร้อมกัน

4,902 ตัวอักษร