อริยสัจ 4 ความจริงอันประเสริฐ

ตอนที่ 7 / 30

ตอนที่ 7 — สังขาร วิญญาณ และการปล่อยวาง

“กองที่สาม คือ ‘สัญญา’ ความจำได้หมายรู้” หลวงพ่ออินทร์อธิบายต่อ “เมื่อเรายึดมั่นถือมั่นในสัญญา เราก็จะจำในสิ่งที่เราเคยเจอ เคยเรียนรู้ และนำมาปรุงแต่งในจิตใจของเรา เช่น เราจำว่าใครเคยทำไม่ดีกับเรา เราก็จะจำหน้าเขา จำเหตุการณ์นั้น และเกิดความรู้สึกไม่ดีกับเขาอยู่เรื่อยไป” ศศิพยักหน้าหงึกๆ “หนูเข้าใจแล้วค่ะหลวงพ่อ เวลาหนูเจอเพื่อนร่วมงานที่เคยมีปัญหากัน หนูจะนึกถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาทันที แล้วก็รู้สึกไม่ชอบหน้าเขาไปเลย ทั้งๆ ที่เขาอาจจะไม่ได้ทำอะไรให้หนูเลยในตอนนี้” “ถูกต้อง” หลวงพ่ออินทร์ยิ้ม “การปล่อยวางใน ‘สัญญา’ คือการที่เราไม่ยึดติดกับความจำเดิมๆ ที่เรามีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือต่อใครบางคน เรามองปัจจุบันขณะ และเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ โดยไม่เอาอคติจากอดีตมาตัดสิน” “กองที่สี่ คือ ‘สังขาร’ ซึ่งหมายถึงการปรุงแต่งจิตใจ” ท่านกล่าวต่อไป “สังขารนี้เชื่อมโยงกับสัญญา เมื่อเราจำอะไรได้ เราก็จะปรุงแต่งจิตใจไปตามความจำนั้น เกิดเป็นความคิด ความรู้สึกต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นความดีใจ เสียใจ โกรธ หรือกลัว” กุลเอ่ยขึ้น “เหมือนเวลาที่หนูเห็นรูปอาหารอร่อยๆ ในโซเชียลมีเดีย หนูจะเกิดความอยากทานทันที แล้วก็เริ่มคิดว่าจะหาร้านอร่อยๆ ไปทานดีไหม หรือจะลองทำเองดี ซึ่งความคิดพวกนี้ก็ปรุงแต่งไปเรื่อยๆ เลยใช่ไหมคะ” “ใช่แล้ว” หลวงพ่ออินทร์ตอบ “และเมื่อเรายึดมั่นถือมั่นใน ‘สังขาร’ คือการปรุงแต่งจิตใจนี้ เราก็จะทุกข์ เมื่อสิ่งที่ปรุงแต่งนั้นไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง หรือเมื่อเราปรุงแต่งไปในทางลบ” “หนูพอจะเข้าใจแล้วค่ะ” ศศิกล่าว “มันเหมือนกับที่หนูเคยนั่งคิดมาก กังวลเกี่ยวกับโปรเจกต์งาน จนจิตใจวุ่นวายไปหมด นั่นคือการปรุงแต่งของสังขาร ทำให้หนูไม่มีความสุข” “และกองสุดท้าย คือ ‘วิญญาณ’ ซึ่งคือการรับรู้ทางอายตนะทั้ง 6” หลวงพ่ออินทร์สรุป “เมื่อเรายึดมั่นถือมั่นในวิญญาณ เราก็จะมีความรู้สึกว่า ‘ฉันเห็น’ ‘ฉันได้ยิน’ ‘ฉันได้กลิ่น’ ‘ฉันได้รส’ ‘ฉันได้สัมผัส’ ‘ฉันคิด’ เป็นการยึดมั่นในความเป็นผู้รับรู้” “แต่มันก็เป็นธรรมชาติของการรับรู้ไม่ใช่หรือคะหลวงพ่อ” ศศิถามอย่างสงสัย “เราจะเลิกรับรู้ได้อย่างไร” “เราไม่ได้บอกให้เลิกรับรู้” หลวงพ่ออินทร์อธิบาย “แต่เราไม่เข้าไป ‘ยึดมั่นถือมั่น’ ในการรับรู้นั้น ว่าเป็น ‘ตัวเรา’ ที่กำลังรับรู้ เมื่อเราเห็นสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติ โดยไม่เข้าไปปรุงแต่ง ไม่เข้าไปยึดมั่นว่าเป็น ‘ตัวตน’ ของเรา จิตก็จะสงบ” “เหมือนกับที่หลวงพ่อเคยสอนให้เราดูจิต ว่าความคิดอะไรเกิดขึ้น แล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป โดยไม่เข้าไปยึดติดว่า ‘นี่คือความคิดของฉัน’ ใช่ไหมคะ” กุลกล่าว “ถูกต้อง” หลวงพ่ออินทร์พยักหน้า “การที่เราเข้าใจ ‘อุปาทานขันธ์ 5’ ก็เพื่อให้เราเห็นว่า สิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นว่าเป็น ‘ตัวเรา’ นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงการรวมตัวกันของขันธ์ทั้ง 5 ซึ่งล้วนแต่ไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราเห็นความจริงข้อนี้ เราก็จะคลายความยึดมั่นถือมั่นลงได้” “แล้วเราจะปล่อยวาง ‘อุปาทานขันธ์ 5’ ได้อย่างไรเจ้าคะ” ศศิถามด้วยความตั้งใจ “หนูอยากจะหลุดพ้นจากความทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นนี้จริงๆ ค่ะ” “การปล่อยวางนั้น ต้องอาศัยการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง” หลวงพ่ออินทร์ตอบ “เริ่มจากการมี ‘สติ’ รู้เท่าทันกาย เวทนา จิต และธรรม เมื่อเรารู้เท่าทันขันธ์ทั้ง 5 เราก็จะเห็นการทำงานของมันตามธรรมชาติ” “เมื่อเรารู้เท่าทันแล้ว เราก็ใช้ ‘ปัญญา’ พิจารณาไตร่ตรองถึงไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และอนัตตา ในขันธ์ทั้ง 5 นี้” ท่านกล่าวต่อ “เมื่อปัญญามีกำลัง เราก็จะคลายความยึดมั่นถือมั่นลงได้” “เหมือนเราเห็นว่าร่างกายนี้ ไม่ใช่ของเราจริงๆ มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป” ศศิพึมพำ “แล้วเราก็ไม่ต้องกังวล หรือหวงแหนมันมากเกินไป” “ใช่” หลวงพ่ออินทร์เห็นแววตาของศศิ “เมื่อเราเห็นว่าเวทนา ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ก็เกิดขึ้นและดับไปเช่นกัน เราก็จะไม่ปรุงแต่งให้เกิดทุกข์มากขึ้น” “สัญญา ความจำก็เช่นกัน เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เราไม่จำเป็นต้องไปรื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ ที่ทำให้เราเป็นทุกข์” ท่านกล่าวเสริม “สังขาร การปรุงแต่ง ก็เป็นเพียงกระบวนการทางจิต ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ใช่ตัวตนของเรา” “และวิญญาณ การรับรู้ ก็เป็นเพียงการทำหน้าที่ของอายตนะ ไม่ใช่ ‘ตัวเรา’ ที่รับรู้” หลวงพ่ออินทร์เน้นย้ำ “เมื่อเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างแจ่มแจ้ง ความยึดมั่นถือมั่นก็จะค่อยๆ คลายลงไปเอง” “การปล่อยวาง ไม่ใช่การฝืน” ท่านกล่าว “แต่เป็นการเข้าใจธรรมชาติของสิ่งต่างๆ เมื่อเราเข้าใจ เราก็ไม่ทุกข์ การไม่ทุกข์ นี่แหละคือการหลุดพ้น” ศศิและกุลนั่งฟังด้วยความตั้งใจ พวกเธอรู้สึกว่าสิ่งที่หลวงพ่ออินทร์อธิบายนั้น ลึกซึ้ง แต่ก็สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง “แล้วเราจะฝึกการปล่อยวางได้อย่างไรเจ้าคะ” ศศิถามต่อ “ในชีวิตประจำวัน หนูควรจะทำอย่างไรบ้าง” “เริ่มต้นง่ายๆ จากการสังเกตลมหายใจ” หลวงพ่ออินทร์แนะนำ “ทุกครั้งที่รู้ตัวว่าจิตกำลังยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือกำลังปรุงแต่งไปกับความคิด ให้ดึงสติกลับมาที่ลมหายใจ พยายามรู้ลมหายใจเข้าออกอย่างเป็นธรรมชาติ” “เมื่อจิตสงบขึ้นแล้ว ให้ลองพิจารณาว่า สิ่งที่เรากำลังยึดมั่นนั้น มันเที่ยงหรือไม่ มันให้ผลเป็นทุกข์หรือไม่ มันเป็นตัวตนของเราจริงๆ หรือไม่” ท่านกล่าว “เหมือนการส่องกระจกมองตัวเอง” กุลกล่าว “พอเราเห็นหน้าตัวเอง เราก็รู้ว่านั่นคือหน้าเรา แต่เราก็ไม่ได้เข้าไปกอดหน้าตัวเอง หรือคิดว่านั่นคือทั้งหมดของตัวเรา” “เป็นตัวอย่างที่ดี” หลวงพ่ออินทร์ยิ้ม “เราเห็นสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ ก็เหมือนกับการเห็นหน้าตัวเองในกระจก เรารู้ว่ามันมีอยู่ แต่เราไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันเป็น ‘ตัวเรา’ หรือ ‘ของเรา’ ตลอดไป” “การปฏิบัติธรรม คือการค่อยๆ ฝึกฝนจิตใจ ให้เห็นความจริงตามที่มันเป็น” ท่านกล่าว “เมื่อเห็นความจริง จิตก็จะวางลงได้เอง” “ขอบคุณมากเจ้าค่ะหลวงพ่อ” ศศิกล่าวด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลายขึ้น “หนูจะพยายามนำคำสอนไปปฏิบัติค่ะ” “สาธุเจ้าค่ะหลวงพ่อ” กุลกล่าวเสริม หลวงพ่ออินทร์พยักหน้า “จงหมั่นฝึกฝนเถิด ผลของการปฏิบัติย่อมเกิดแก่ผู้ปฏิบัติ”

4,811 ตัวอักษร