ตอนที่ 2 — เงาอดีตที่ยังหลอกหลอน
"คุณหญิงคะ วันนี้มีแขกมาขอเข้าพบค่ะ" เสียงของแม่บ้านดังขึ้นขณะที่คุณหญิงกำลังนั่งอ่านหนังสือธรรมะเล่มโปรดอยู่ในห้องรับแขก กลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาดอกเก๊กฮวยลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ
คุณหญิงเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ ดวงตาคู่สวยมองไปยังแม่บ้านด้วยความสงสัย "ใครมาน่ะคะ"
"เป็นผู้ชายค่ะ อายุราวๆ คุณหญิงค่ะ เขาบอกว่าชื่อคุณนพดล เป็นเพื่อนเก่าของคุณหญิง"
คำว่า "เพื่อนเก่า" ดังขึ้นในโสตประสาทของคุณหญิงอรุณรัศมี ทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัวขึ้นมาเล็กน้อย ผู้ชายคนนั้น... นพดล... ชื่อนี้ช่างห่างหายไปจากชีวิตเธอเสียจนแทบจะลืมเลือนไปแล้ว
"ให้เขาเข้ามาเลยค่ะ" คุณหญิงตอบเสียงเรียบ พยายามเก็บอาการตื่นเต้นไว้ภายใน
ไม่นานนัก ชายร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มก็เดินเข้ามาในห้องรับแขก ใบหน้าของเขาดูผ่องใส แม้จะเห็นริ้วรอยแห่งกาลเวลาปรากฏอยู่บ้าง แต่แววตาของเขากลับฉายประกายแห่งความสุขและความอบอุ่น เป็นภาพที่แตกต่างจากความทรงจำสุดท้ายที่คุณหญิงมีต่อเขาอย่างสิ้นเชิง
"อรุณรัศมี... ไม่เจอกันนานเลยนะ" นพดลกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง เขาเดินเข้ามาหาคุณหญิง แล้วยกมือขึ้นประนมไหว้ "สบายดีนะ"
คุณหญิงลุกขึ้นยืน รับการไหว้ของเขา "สบายดีค่ะ คุณนพดลไม่ได้เจอหน้ากันนานเลยจริงๆ นะคะ" เธอพยายามควบคุมเสียงของตัวเองให้ดูเป็นปกติที่สุด "นั่งก่อนสิคะ"
ทั้งสองนั่งลงบนโซฟาตัวยาว นั่งหันหน้าเข้าหากัน มีโต๊ะกลางคั่นกลางไว้ มีเพียงแจกันดอกไม้สีขาวที่ตั้งอยู่ตรงกลางเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความพยายามที่จะสร้างบรรยากาศที่สบายๆ
"ไม่คิดเลยว่าเราจะได้มาเจอกันอีกครั้งในสถานการณ์แบบนี้" นพดลกล่าวพลางกวาดตามองไปรอบๆ ห้องรับแขกที่ตกแต่งอย่างหรูหราแต่แฝงไว้ด้วยความสงบ "คุณดูเปลี่ยนไปนะ อรุณรัศมี สวยขึ้นกว่าเดิมอีก"
"คำชมของคุณทำให้ดิฉันเขินแย่เลยค่ะ" คุณหญิงยิ้มรับ "อาจจะเป็นเพราะชีวิตช่วงหลังๆ นี้ มีความสงบมากขึ้น"
"ผมได้ยินมาบ้างว่าคุณหันมาสนใจธรรมะ" นพดลกล่าว "ผมดีใจนะที่ได้ยินแบบนั้น สมัยที่เราเรียนด้วยกัน คุณเป็นคนที่มีความคิด มีความใฝ่ฝันมากมาย แต่ก็ดูเหมือนจะมีความทุกข์ซ่อนอยู่ในใจตลอดเวลา"
ประโยคนั้นของนพดล ทำให้คุณหญิงนิ่งไป เธอจำได้ว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย นพดลเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเธอ เขาเป็นคนฉลาด มีไหวพริบ และมักจะคอยรับฟังปัญหาของเธอเสมอ แม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะจบลงเพียงแค่ความเป็นเพื่อนสนิท เพราะคุณหญิงได้เลือกที่จะเดินหน้าไปกับชีวิตของเธอเอง
"อดีตมันก็คืออดีตค่ะ" คุณหญิงกล่าว "สิ่งที่สำคัญกว่าคือปัจจุบันและอนาคต"
"จริงครับ" นพดลพยักหน้าเห็นด้วย "แต่บางครั้ง อดีตก็เหมือนเงาที่คอยตามติดเราไปเสมอ ถ้าเราไม่สามารถจัดการกับมันได้"
บทสนทนาเริ่มดำเนินไปอย่างอึดอัดเล็กน้อย นพดลเล่าถึงชีวิตของเขาที่ผ่านมา เขาแต่งงาน มีลูกสาวหนึ่งคน แต่ก็หย่าร้างเช่นเดียวกับคุณหญิง เขามีธุรกิจส่วนตัวที่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ยอมรับว่าชีวิตก็ยังมีปัญหาและความท้าทายอยู่เสมอ
"ผมรู้ว่าคุณคงมีเรื่องราวมากมายในใจ" นพดลกล่าวขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด "ผมเองก็เช่นกัน ตอนที่ผมได้ยินข่าวเรื่องคุณ... เรื่องที่... ที่คุณต้องเผชิญกับปัญหาชีวิตครอบครัวครั้งใหญ่ ผมเสียใจนะ ไม่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียน"
คุณหญิงรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างจุกอยู่ที่คอ เธอไม่เคยคิดว่านพดลจะยังจดจำเรื่องราวในอดีตของเธอได้ "ขอบคุณนะคะ" เธอตอบเสียงแผ่วเบา "ตอนนั้นมันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากจริงๆ"
"ผมเข้าใจดี" นพดลกล่าว "ผมเองก็เคยผ่านอะไรคล้ายๆ กันมาบ้าง แต่ผมไม่รู้ว่าคุณจะรับมือกับมันได้อย่างไร"
"ดิฉันก็พยายามค่ะ" คุณหญิงกล่าว "พยายามใช้สติ มองปัญหาอย่างมีเหตุผล แล้วก็หาทางแก้ไข"
"แล้ว... ปัญหาเรื่องลูกสาวของคุณล่ะ" นพดลถามตรงๆ "ผมได้ยินมาว่าความสัมพันธ์ของคุณกับลูกสาวไม่ค่อยราบรื่นนัก"
คำถามนั้นทำให้คุณหญิงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้กับใคร โดยเฉพาะกับนพดล ที่ดูเหมือนจะมีความรู้สึกผิดบางอย่างติดค้างอยู่
"ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกสาวมันก็มีบ้างกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดาค่ะ" คุณหญิงพยายามตอบเลี่ยงๆ "โดยเฉพาะเมื่อลูกสาวเติบโตขึ้น มีความคิดเป็นของตัวเอง"
"ผมรู้ว่าคุณคงพยายามอย่างเต็มที่แล้ว" นพดลกล่าว "แต่บางที... การยึดติดกับความผิดพลาดในอดีต มันก็ทำให้เรามองข้ามสิ่งสำคัญไป"
"หมายความว่ายังไงคะ" คุณหญิงถาม
"ผมหมายถึง... การให้อภัย" นพดลกล่าว "ทั้งการให้อภัยตัวเอง และการให้อภัยคนที่เรารัก"
คุณหญิงเงียบไป เธอเข้าใจในสิ่งที่นพดลกำลังจะสื่อ แต่การจะลงมือปฏิบัตินั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
"ผมเองก็เคยมีปัญหากับลูกสาวเหมือนกัน" นพดลเล่าต่อ "เราไม่เข้าใจกันเลย เขาหาว่าผมไม่ใส่ใจเขา ทุ่มเทเวลากับงานมากเกินไป ผมก็เคยรู้สึกผิด รู้สึกโทษตัวเอง แต่พอผมเริ่มหันมามองตัวเองมากขึ้น เริ่มฝึกการให้อภัยตัวเอง ผมก็เริ่มเข้าใจเขามากขึ้น"
"แล้วคุณทำอย่างไรคะ" คุณหญิงถามอย่างสนใจ
"ผมเริ่มจากการรับฟังเขาอย่างตั้งใจ" นพดลกล่าว "ไม่ใช่แค่ฟังคำพูด แต่ต้องฟังความรู้สึกที่อยู่เบื้องหลังคำพูดนั้น ผมพยายามที่จะไม่ตัดสินเขา พยายามที่จะเข้าใจมุมมองของเขา"
"แล้ว... เรื่องที่คุณเคยทำผิดพลาดในอดีตล่ะคะ" คุณหญิงถามอย่างระมัดระวัง "คุณจัดการกับความรู้สึกผิดนั้นอย่างไร"
นพดลถอนหายใจเบาๆ "มันยากนะ" เขายอมรับ "แต่ผมก็เรียนรู้ที่จะปล่อยวาง ผมรู้ว่าผมไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ สิ่งที่ผมทำได้คือ การเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น แล้วก็ใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดีที่สุด"
"การให้อภัยตัวเอง... มันสำคัญจริงๆ นะคะ" คุณหญิงกล่าวพึมพำกับตัวเอง
"ใช่ครับ" นพดลพยักหน้า "เมื่อเราให้อภัยตัวเองได้ เราก็จะสามารถให้อภัยคนอื่นได้ และเมื่อเราให้อภัยคนอื่นได้ โลกทั้งใบของเราก็จะเปลี่ยนไป"
บรรยากาศในห้องรับแขกเริ่มผ่อนคลายลงกว่าเดิม ความอึดอัดที่เคยมีเริ่มจางหายไป คุณหญิงรู้สึกว่าการได้พูดคุยกับนพดลในวันนี้ เป็นเหมือนการได้ย้อนกลับไปมองอดีตอีกครั้ง แต่ทว่าคราวนี้ เธอไม่ได้มองด้วยสายตาของคนที่จมปลักอยู่กับความทุกข์ แต่เป็นสายตาของคนที่พร้อมจะเรียนรู้และก้าวต่อไป
"ขอบคุณนะคะ คุณนพดล" คุณหญิงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ "การสนทนาวันนี้มีประโยชน์กับดิฉันมากจริงๆ"
"ผมก็เช่นกันครับ อรุณรัศมี" นพดลยิ้มตอบ "ผมดีใจนะที่ได้เห็นคุณมีความสุขและสงบในวันนี้"
เมื่อนพดลลุกขึ้นเพื่อจะเดินทางกลับ คุณหญิงก็ส่งเขากลับไปถึงหน้าประตูบ้าน
"หวังว่าเราจะได้พบกันอีกนะ" นพดลกล่าว
"แน่นอนค่ะ" คุณหญิงตอบ
เมื่อนพดลจากไปแล้ว คุณหญิงก็ยืนนิ่งอยู่หน้าบ้าน มองตามรถยนต์ที่ค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้า แต่ในใจของเธอกลับมีความคิดมากมายผุดขึ้นมา เรื่องราวในอดีตที่เคยเป็นเหมือนเงาตามหลอกหลอน บัดนี้กลับกลายเป็นบทเรียนอันล้ำค่า ที่จะช่วยให้เธอเข้าใจและให้อภัยตัวเองได้มากยิ่งขึ้น
5,384 ตัวอักษร