วิปัสสนาพิสดาร: เปิดประตูสู่ความเข้าใจแจ้ง

ตอนที่ 7 / 30

ตอนที่ 7 — การแบ่งปันสู่เพื่อนร่วมงาน

"หมายถึงอะไรเหรอณัฐ" หมอเอกเลิกคิ้วถาม เขาเป็นแพทย์หนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับณัฐที่ทำงานในแผนกเดียวกัน มีความสนิทสนมกันดี แต่ก็ไม่เคยเห็นณัฐเป็นคนประเภทที่จะชักชวนคนอื่นเข้าหาธรรมะอย่างจริงจังมาก่อน ณัฐยิ้ม "ก็แบบที่เราคุยกันเรื่องการจัดการกับความเครียดไงเอก การมีสติอยู่กับปัจจุบัน มันช่วยให้เราไม่หลุดไปกับความคิดฟุ้งซ่าน หรือความกดดันจากงานได้ดีขึ้นนะ" หมอเอกวางแฟ้มคนไข้ลงบนโต๊ะ "อืม... ฉันก็เคยได้ยินนะเรื่องการทำสมาธิ การมีสติ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่เคยมีเวลามาลองจริงจังเสียที ไหนจะเคสคนไข้ที่ต้องดูแล ไหนจะรายงาน ไหนจะ... อะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะไปหมด" "นั่นแหละ คือสิ่งที่ฉันอยากจะบอก" ณัฐเสริม "เราไม่ต้องหาเวลาที่ไหนเป็นพิเศษหรอกเอก เราทำได้ทุกที่ ทุกเวลาเลย ลองสังเกตไหมว่า เวลาเรากำลังจะโมโหคนไข้ หรือญาติคนไข้ เรามักจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายก่อน เช่น หัวใจเต้นเร็ว หน้าเริ่มแดง มือเริ่มสั่น ถ้าเรารู้ทันตรงนั้น แล้วดึงสติกลับมาอยู่กับลมหายใจสักนิด มันก็ช่วยได้นะ" "หือ... ฟังดูน่าสนใจนะ" หมอเอกพยักหน้าช้าๆ "แต่... ฉันว่ามันไม่ง่ายหรอกนะณัฐ เวลาที่คนไข้หนักๆ แล้วญาติเขามาโวยวายใส่ เราจะเอาสติไปอยู่กับลมหายใจได้อย่างไร มันก็ต้องมีอารมณ์โกรธ มีความไม่พอใจบ้างเป็นธรรมดา" "แน่นอนว่ามันต้องมี" ณัฐตอบรับอย่างเข้าใจ "อารมณ์เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่มันอยู่ที่ว่าเราจะปล่อยให้อารมณ์นั้นพาเราไปถึงไหน ถ้าเรามีสติ เราจะเห็นอารมณ์นั้นเกิดขึ้น แต่เราจะไม่จมไปกับมัน เราจะแค่รับรู้ว่า 'อ้อ ตอนนี้เรากำลังรู้สึกโกรธนะ' แล้วเราก็จะค่อยๆ หายใจ แล้วเราก็ค่อยๆ หาทางแก้ไขปัญหาต่อไป แทนที่จะปะทะคารมกลับไป" "เหมือนกับการที่ฉันเคยเจอเคสคุณตาบุญมาไง" ณัฐนึกย้อนไปถึงวันแรกๆ ที่เขาเริ่มฝึกฝนอย่างจริงจัง "ตอนแรกฉันก็เกือบจะหงุดหงิดเหมือนกัน ที่คุณตาเขาไม่ยอมรับการรักษา แต่พอฉันตั้งสติได้ ฉันก็เลยลองใช้วิธีคุยกับเขาด้วยความเข้าใจมากขึ้น ถามถึงสาเหตุที่แท้จริง สุดท้ายก็ได้ผลดี" หมอเอกนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง "ก็จริงนะ... บางทีเราก็เอาแต่อารมณ์ของเราไปตัดสิน ทำให้สถานการณ์มันแย่ลงกว่าเดิม" "ใช่เลย" ณัฐกล่าว "การมีสติมันเหมือนมีกระจกใสๆ มาส่องดูตัวเอง เราจะเห็นข้อบกพร่องของเรา เห็นอารมณ์ของเราโดยไม่ไปตัดสินเขา แล้วเราก็จะหาทางปรับปรุงตัวเองได้ง่ายขึ้น" "แล้ว... มีวิธีฝึกแนะนำเป็นพิเศษไหม" หมอเอกถามด้วยความสนใจจริงๆ จังๆ "ง่ายที่สุดก็คือการสังเกตลมหายใจนี่แหละ" ณัฐอธิบาย "ตื่นเช้ามาก็สังเกตลมหายใจสัก 5 นาที ระหว่างวันก็หาจังหวะสั้นๆ หายใจลึกๆ แล้วสังเกตลมหายใจเข้าออก ไปไหนมาไหนก็สังเกตประสาทสัมผัสรอบตัว กินข้าวก็สังเกตรสชาติ กลิ่น สัมผัส ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับกายกับใจ ก็แค่รับรู้มันโดยไม่ไปปรุงแต่ง" "ฟังดูเหมือนจะทำได้นะ" หมอเอกยิ้ม "เอาไว้ฉันจะลองเอาไปปรับใช้ดู ถ้าได้ผลยังไง จะมาเล่าให้ฟัง" "ยินดีเลย" ณัฐตอบรับ "ถ้ามีอะไรสงสัย หรืออยากคุยอะไรอีก ก็บอกได้เสมอ" หลังจากพูดคุยกับหมอเอกเสร็จ ณัฐก็กลับไปสะสางงานของตนเอง เขาพบว่า การได้แบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้ ไม่ใช่แค่ทำให้คนอื่นได้ประโยชน์ แต่ยังทำให้ตัวเขาเองเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นอีกด้วย ราวกับว่า การอธิบายออกมาเป็นการทบทวนและย้ำเตือนหลักธรรมนั้นๆ ให้ชัดเจนขึ้นในจิตใจของตนเอง เย็นวันนั้น ขณะที่ณัฐกำลังจะเดินทางกลับบ้าน เขาก็ได้พบกับคุณหมอวิชัย หัวหน้าแผนกศัลยกรรม ซึ่งเป็นคนที่เขาเคารพนับถือมากที่สุดคนหนึ่งในโรงพยาบาล "เป็นไงบ้างณัฐ วันนี้ดูผ่อนคลายดีนะ" คุณหมอวิชัยทักทายขณะเดินสวนกันในโถงทางเดิน "ก็ดีครับคุณหมอ" ณัฐตอบ "มีอะไรที่ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลยครับ" "น่าสนใจ" คุณหมอวิชัยกล่าว "ปกติเห็นเคร่งเครียดอยู่ตลอด นี่ไปได้เคล็ดลับอะไรมาเล่าให้ฟังบ้างสิ" ณัฐลังเลเล็กน้อย เขาไม่แน่ใจว่าคุณหมอวิชัยจะเปิดใจรับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมะมากน้อยแค่ไหน แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของอาจารย์ธรรมที่ว่า "การส่งต่อความรู้ คือการต่อยอดบุญ" เขาก็ตัดสินใจที่จะพูดออกไป "ผมแค่ได้ลองนำหลักการบางอย่างมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันครับคุณหมอ" ณัฐเริ่มต้น "เรื่องการมีสติ การอยู่กับปัจจุบัน การยอมรับในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น" คุณหมอวิชัยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "มีสติ? ฟังดูน่าสนใจดีนะ" "ครับ" ณัฐอธิบายต่อ "คุณหมอทราบไหมครับว่า หลายครั้งที่เราตัดสินใจผิดพลาด หรือมีปัญหาในการทำงาน มันมักจะเกิดจากตอนที่เราขาดสติ หรือปล่อยให้อารมณ์มาครอบงำ" "ก็เป็นไปได้" คุณหมอวิชัยยอมรับ "อย่างตอนเคสผ่าตัดใหญ่ที่ผ่านมา ฉันเองก็รู้สึกกดดันมากเหมือนกัน" "ผมก็เช่นกันครับ" ณัฐกล่าว "แต่พอผมได้ลองฝึกสติ ผมก็พบว่า มันช่วยให้ผมมองเห็นสถานการณ์ต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น ตัดสินใจได้รอบคอบขึ้น และที่สำคัญคือ มันช่วยให้ผมจัดการกับความเครียดและความกดดันได้ดีขึ้นครับ" ณัฐเล่าถึงวิธีการฝึกง่ายๆ ที่เขาใช้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตลมหายใจ การรับรู้ประสาทสัมผัส หรือการสังเกตอารมณ์ที่เกิดขึ้น คุณหมอวิชัยฟังอย่างตั้งใจ เขาเป็นแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ย่อมเข้าใจถึงผลกระทบของความเครียดที่มีต่อประสิทธิภาพการทำงานและการตัดสินใจ "การยอมรับในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น..." คุณหมอวิชัยทวนคำพูดของณัฐ "หมายถึงการยอมรับความผิดพลาด ยอมรับผลลัพธ์ที่ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังอย่างนั้นเหรอ" "ประมาณนั้นครับคุณหมอ" ณัฐยืนยัน "คือเราไม่ได้บอกว่าเราไม่พยายาม หรือเราไม่แก้ไขนะ แต่เรายอมรับว่า 'ตอนนี้มันเป็นแบบนี้' แล้วเราค่อยมาพิจารณาหาสาเหตุ และหาทางแก้ไขต่อไป แทนที่จะไปโทษตัวเอง หรือโทษคนอื่น ซึ่งจะยิ่งทำให้เราจมปลักอยู่กับปัญหา" "อืม... น่าคิด" คุณหมอวิชัยพยักหน้า "ฉันเคยเห็นแพทย์รุ่นน้องหลายคน ที่พอเจอเคสผิดพลาดไปแล้ว ก็เสียขวัญ ทำงานต่อไปไม่ได้เลย" "นั่นแหละครับ" ณัฐกล่าว "การยอมรับช่วยให้เราตั้งหลักได้เร็วขึ้น แล้วก็สามารถกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง" "แล้ว... ผลจากการฝึกมีอะไรที่เห็นได้ชัดบ้าง" คุณหมอวิชัยถามต่อ "สำหรับผมนะครับ" ณัฐกล่าว "ผมรู้สึกว่าตัวเองใจเย็นลงมาก มีความอดทนมากขึ้น สามารถมองปัญหาต่างๆ ได้อย่างเป็นกลางมากขึ้น ไม่ค่อยหงุดหงิดง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อนครับ" คุณหมอวิชัยยิ้มบางๆ "ดีแล้วล่ะณัฐ การที่เราสามารถควบคุมจิตใจตัวเองได้ มันเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำงานที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันแบบนี้" "ผมเชื่อว่าถ้าคุณหมอลองนำไปปรับใช้ดู ก็คงจะเห็นประโยชน์เหมือนกันครับ" ณัฐกล่าวอย่างนอบน้อม "ขอบใจนะณัฐ" คุณหมอวิชัยกล่าว "ที่แบ่งปันเรื่องดีๆ แบบนี้ไว้ให้คิด" เมื่อเดินออกมาจากโรงพยาบาล ณัฐรู้สึกได้ถึงความอิ่มเอมใจที่เต็มเปี่ยม การได้แบ่งปันสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้ ไม่ใช่แค่เป็นการให้ แต่เป็นการเติมเต็มให้กับชีวิตของตนเองเช่นกัน เขาเริ่มเข้าใจความหมายของการส่งต่อความรู้แจ้งที่แท้จริง

5,404 ตัวอักษร