ตอนที่ 5 — การถูกนินทาและการถูกยกย่อง โลกแห่งมายา
แสงตะวันสีทองกำลังจะลับขอบฟ้า ยอดชายยังคงนั่งอยู่กับคุณตาบุญที่ชานบ้านสวน บรรยากาศอบอุ่นและสงบ หลังจากที่ได้พูดคุยกันเรื่อง "ลาภ" และ "เสื่อมลาภ" ไป ยอดชายรู้สึกว่าเขาได้มุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับความสุขและความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการได้มาและสูญเสียสิ่งต่างๆ
"หลวงตาครับ" ยอดชายเริ่มต้นบทสนทนา "เมื่อวานเราคุยกันเรื่อง 'ยศ' 'เสื่อมยศ' 'นินทา' 'สรรเสริญ' แล้วก็ 'ลาภ' 'เสื่อมลาภ' ผมรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้มันเกี่ยวพันกันไปหมดเลยครับ"
คุณตาบุญพยักหน้าเห็นด้วย "ถูกต้องแล้ว ยอดชาย โลกธรรมทั้งแปดประการนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กัน และส่งผลกระทบต่อจิตใจของเรา การที่เราจะเข้าใจธรรมะเหล่านี้อย่างถ่องแท้ เราต้องมองเห็นความเชื่อมโยงของมัน"
"วันนี้เราจะมาพูดถึงอีกสองประการ ที่ผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้กัน" คุณตาบุญกล่าวต่อ "นั่นคือ 'การถูกนินทา' และ 'การถูกยกย่อง'"
ยอดชายเลิกคิ้วเล็กน้อย "เอ๊ะ หลวงตาครับ เมื่อวานเราเพิ่งคุยเรื่อง 'นินทา' กับ 'สรรเสริญ' ไปไม่ใช่หรือครับ"
"ใช่แล้ว" คุณตาบุญหัวเราะเบาๆ "แต่เมื่อวานเราพูดถึง 'คำพูด' ของคนอื่น คือการที่คนอื่นพูดถึงเราในทางที่ดี หรือไม่ดี แต่วันนี้เราจะพูดถึง 'การกระทำ' ที่เกิดขึ้นกับเรา คือการที่ผู้อื่นกระทำการใดๆ ต่อเรา ซึ่งอาจจะมาจากคำพูด หรือมาจากเจตนาอื่นๆ"
"อ๋อ เข้าใจแล้วครับ" ยอดชายพยักหน้า "ผมก็เคยมีประสบการณ์ทั้งสองอย่างครับ"
"เล่าให้อาตมาฟังหน่อยสิ" คุณตาบุญเชื้อเชิญ
"สมัยที่ผมทำงานเป็นผู้จัดการอยู่ที่บริษัทใหญ่" ยอดชายเล่า "ผมเคยมีลูกน้องคนหนึ่ง ที่ทำงานเก่ง แต่มีนิสัยไม่ดี ชอบเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน ผมก็ต้องว่ากล่าวตักเตือนเขาอยู่บ่อยๆ จนวันหนึ่ง ผมต้องลงโทษทางวินัยเขาขั้นรุนแรง เพราะเขาทำผิดกฎของบริษัทจริงๆ"
"แล้วเกิดอะไรขึ้น" คุณตาบุญถาม
"พอผมลงโทษเขาแล้ว" ยอดชายเล่าต่อ "ข่าวก็ลือไปทั้งบริษัท ว่าผมเป็นคนใจร้าย ไม่เห็นอกเห็นใจลูกน้อง บางคนก็ว่าผมใช้อำนาจในทางที่ผิด ทั้งๆ ที่ผมทำตามหน้าที่ ผมรู้สึกแย่มากครับหลวงตา รู้สึกเหมือนโดนใส่ร้าย"
"นั่นคือ 'การถูกนินทา' ในอีกรูปแบบหนึ่ง" คุณตาบุญกล่าว "เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อเราต้องตัดสินใจในสิ่งที่อาจจะไม่ถูกใจทุกคน"
"ผมพยายามอธิบายนะครับหลวงตา แต่ก็ไม่มีใครฟัง" ยอดชายกล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ "เขาก็ยังเชื่อในสิ่งที่เขาได้ยินมา"
"ในสถานการณ์เช่นนี้" คุณตาบุญแนะนำ "เราต้องมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองก่อน"
"สติรู้ทันอารมณ์อย่างไรครับ"
"เมื่อเรารู้สึกไม่พอใจ โกรธ หรือเสียใจ กับคำพูดเหล่านั้น" คุณตาบุญอธิบาย "ให้เราตั้งคำถามกับตัวเองว่า ความรู้สึกเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร"
"ก็เพราะผมรู้สึกว่าผมถูกใส่ร้ายครับหลวงตา" ยอดชายตอบ
"แล้วการถูกใส่ร้ายนั้น มันกระทบต่อความดี หรือคุณธรรมของเราหรือไม่" คุณตาบุญถามต่อ "ถ้าเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง เป็นไปตามทำนองคลองธรรม ไม่ได้เบียดเบียนใคร คำพูดของคนอื่น ก็ไม่สามารถมาลดทอนคุณค่าของเราได้"
"แต่ผมก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดีครับ" ยอดชายยอมรับ
"นั่นเพราะเรายังยึดติดกับ 'การยอมรับ' ของผู้อื่น" คุณตาบุญชี้ให้เห็น "เราอยากให้ทุกคนมองเราในแง่ดี อยากให้ทุกคนรักและชื่นชมเรา เมื่อสิ่งนั้นไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง เราก็เกิดความทุกข์"
"แล้วเราจะเลิกยึดติดกับการยอมรับของผู้อื่นได้อย่างไรครับ"
"เราต้องสร้าง 'ความมั่นคงภายใน' ให้กับตนเอง" คุณตาบุญกล่าว "คือการที่เราเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง จากการกระทำที่ดี และการปฏิบัติตามหลักธรรม ไม่ใช่จากเสียงสรรเสริญ หรือคำนินทาจากภายนอก"
"แล้วถ้าในทางกลับกันล่ะครับหลวงตา" ยอดชายเปลี่ยนเรื่อง "ถ้าเราได้รับการยกย่อง หรือได้รับคำชมเชยมากๆ ล่ะครับ"
"นั่นก็เป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญ" คุณตาบุญกล่าว "การถูกยกย่องนั้น อาจจะทำให้เรารู้สึกดี มีความสุข แต่ก็มีโอกาสที่จะทำให้เราหลงไปกับคำชมเหล่านั้นได้"
"ผมเคยเป็นครับหลวงตา" ยอดชายยอมรับ "ตอนที่ผมได้รางวัลพนักงานดีเด่น ผมรู้สึกภูมิใจมาก จนบางครั้งก็คิดว่าตัวเองเก่งที่สุด"
"นั่นคือ 'การถูกยกย่อง' ที่นำมาซึ่ง 'ความพึงพอใจในตนเอง' ที่มากเกินไป" คุณตาบุญอธิบาย "ซึ่งอาจจะนำไปสู่ 'ความประมาท' หรือ 'ความหยิ่งทะนง' ได้"
"แล้วเราจะป้องกันตนเองจากสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรครับ"
"เหมือนกับตอนที่เราถูกนินทา" คุณตาบุญกล่าว "คือการมีสติรู้ทันอารมณ์ของตนเอง เมื่อได้รับคำชมเชย เราก็รับรู้ไว้ว่าเป็นเพียงการยอมรับในผลงาน หรือการกระทำ ณ ขณะนั้น ไม่ใช่ตัวตนของเราทั้งหมด"
"แล้วเราจะแยกแยะได้อย่างไรครับ ว่าอันไหนคือคำชมที่จริงใจ อันไหนคือการประจบสอพลอ"
"การแยกแยะนั้นเป็นเรื่องรอง" คุณตาบุญกล่าว "สิ่งสำคัญกว่าคือ การที่เราไม่หลงไปกับคำเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคำนินทา หรือคำสรรเสริญ ให้เรามองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง 'เสียงสะท้อน' จากโลกภายนอก ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องแบกรับมันไว้ทั้งหมด"
"เหมือนเรากำลังยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก" ยอดชายเปรียบเทียบ "แล้วเขาก็ةกพูดถึงเราในมุมต่างๆ นานา แต่เราก็ยังคงเป็นตัวเราอยู่ข้างใน"
"ถูกต้อง" คุณตาบุญยิ้ม "ยิ่งเราเข้าใจในธรรมชาติของ 'โลกธรรม' เหล่านี้ ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เราก็จะยิ่งวางใจได้ง่ายขึ้น"
"หลวงตาหมายถึงว่า ไม่ว่าเราจะถูกนินทา หรือถูกยกย่อง ก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวเท่านั้นใช่ไหมครับ"
"ใช่แล้ว" คุณตาบุญยืนยัน "มันเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ภายนอก แต่ไม่ควรมาสั่นคลอนความสงบสุขภายในจิตใจของเรา"
"แต่บางครั้ง การถูกนินทามากๆ ก็ส่งผลกระทบต่อการงาน หรือความสัมพันธ์ของเราได้นะครับหลวงตา" ยอดชายยังคงมีความกังวล
"แน่นอน" คุณตาบุญยอมรับ "ในกรณีนั้น เราก็ต้องใช้ปัญญาในการแก้ไขสถานการณ์"
"ใช้ปัญญาอย่างไรครับ"
"ถ้าการนินทาเกิดขึ้นจากความเข้าใจผิด" คุณตาบุญแนะนำ "เราก็อาจจะต้องหาโอกาสชี้แจง ทำความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ถ้าการนินทาเกิดจากเจตนาที่ไม่ดี และส่งผลกระทบต่อเราจริงๆ เราก็อาจจะต้องใช้กฎหมาย หรือกลไกอื่นๆ เพื่อปกป้องตนเอง"
"แต่ไม่ว่าเราจะทำอย่างไรก็ตาม" คุณตาบุญเน้นย้ำ "เราต้องไม่ปล่อยให้ 'อารมณ์' มาครอบงำการตัดสินใจของเรา เราต้องทำทุกอย่างด้วย 'สติ' และ 'ปัญญา'"
"และที่สำคัญที่สุด" คุณตาบุญกล่าวเสริม "คือการที่เราหมั่นฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็งอยู่เสมอ เมื่อจิตใจเราเข้มแข็ง เราก็จะสามารถเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ได้อย่างสงบ และไม่หวั่นไหวไปกับเสียงนินทา หรือคำเยินยอต่างๆ"
ยอดชายพยักหน้าช้าๆ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า การที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขนั้น ไม่ใช่การพยายามทำให้ทุกคนรักหรือชื่นชมเรา แต่คือการที่เราสามารถรักษาความสงบสุขภายในจิตใจของเราไว้ได้ ไม่ว่าโลกภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม
"ผมคิดว่าผมเริ่มเข้าใจแล้วครับหลวงตา" ยอดชายกล่าว "ว่าไม่ว่าเราจะถูกนินทา หรือถูกยกย่อง ก็เป็นเพียงสิ่งภายนอก ที่เราไม่ควรเอามาตัดสินคุณค่าของตัวเอง"
"ดีแล้ว" คุณตาบุญกล่าว "เมื่อเจ้าเข้าใจเช่นนี้แล้ว เจ้าก็จะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างอิสระ ไม่ต้องเป็นทาสของความคิดเห็นของผู้อื่นอีกต่อไป"
ยอดชายมองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มมืดมิด เขาอดนึกถึงภาพลักษณ์ของตนเองในอดีตที่เคยโหยหาคำชื่นชม และเคยเสียใจเมื่อถูกตำหนิ เขาตระหนักได้ว่า การเดินทางบนเส้นทางแห่งธรรมะนี้ ทำให้เขาได้ค้นพบอิสรภาพที่แท้จริง
5,776 ตัวอักษร