การฝึกสติในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ

ตอนที่ 2 / 35

ตอนที่ 2 — สวนแห่งความเงียบ

ห้องทำงานของคุณหมอสุเมธกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง หลังจากที่ป้าสมศรีและอรกลับออกไปแล้ว แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนลง เปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อนๆ ทาบทาไปทั่วห้อง บรรยากาศที่เคยอบอุ่น กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่หนักอึ้ง คุณหมอสุเมธยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย เหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของเขา เขาถอนหายใจแผ่วเบา การสื่อสารกับบางคนนั้นยากเย็นเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออีกฝ่ายเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่ไว้วางใจ คุณหมอสุเมธไม่ใช่คนที่ชอบตัดสินผู้อื่น แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าอรมีอะไรบางอย่างที่ปิดกั้นตัวเองอยู่ “ทำไมเขาถึงไม่ไว้ใจหมอเลยนะ” คุณหมอสุเมธพึมพำกับตัวเอง “แค่ต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนกว่านี้เอง” เขาหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบเล็กน้อย รสชาติของน้ำเย็นชื่นช่วยให้เขาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เขารู้ดีว่าในฐานะแพทย์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการสื่อสารกับคนไข้และญาติอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และร่วมมือกันในการรักษา แต่กับกรณีของอร ดูเหมือนว่าเขาจะยังทำได้ไม่ดีพอ ทันใดนั้น เสียงกริ๊งจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น คุณหมอสุเมธหยิบมันขึ้นมาดู เป็นสายจาก ‘อาจารย์หมอวิวัฒน์’ อาจารย์ที่ปรึกษาของเขา “สวัสดีครับอาจารย์” คุณหมอสุเมธรับสายด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเหนื่อยล้า “สุเมธ นี่อาจารย์เอง” เสียงทุ้มนุ่มของอาจารย์หมอวิวัฒน์ดังมาตามสาย “เป็นไงบ้าง สบายดีไหม” “ก็เรื่อยๆ ครับอาจารย์ พอมีเรื่องให้คิดนิดหน่อยครับ” คุณหมอสุเมธตอบตามตรง “มีเรื่องอะไรเล่าให้อาจารย์ฟังได้นะ” อาจารย์หมอวิวัฒน์พูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเป็นห่วง “อาจารย์พอจะจำได้ว่าสุเมธกำลังมีเคสที่ค่อนข้างซับซ้อนอยู่” คุณหมอสุเมธลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องของป้าสมศรีและอรให้อาจารย์ฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวการสื่อสารที่ไม่ราบรื่นระหว่างเขากับอร “ผมไม่เข้าใจจริงๆ ครับอาจารย์ ว่าทำไมคุณอรถึงมีท่าทีต่อต้านผมขนาดนั้น ผมพยายามอธิบายตามหลักการแพทย์อย่างเต็มที่แล้วนะครับ แต่เขาก็ยังคงมีกำแพงบางอย่างกั้นอยู่” อาจารย์หมอวิวัฒน์ฟังอย่างตั้งใจ เมื่อสุเมธเล่าจบ เขาก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “สุเมธ อาจารย์เข้าใจความรู้สึกของเธอดีนะ การสื่อสารกับคนไข้และญาติบางครั้งก็เป็นเรื่องท้าทายจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความกังวลและความไม่เข้าใจเข้ามาเกี่ยวข้อง” “แล้วผมควรจะทำอย่างไรดีครับอาจารย์” คุณหมอสุเมธถามอย่างร้อนใจ “อาจารย์คิดว่าบางที ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่การอธิบายข้อมูลทางการแพทย์อย่างเดียวก็ได้นะ” อาจารย์หมอวิวัฒน์กล่าว “ลองมองในมุมของคุณอรดูสิ เขาเป็นลูก เขาคงเป็นห่วงแม่มาก และเมื่อเขาอ่านข้อมูลอะไรมา เขาอาจจะเอามาเปรียบเทียบกับสิ่งที่หมอพูด และเกิดความสงสัยในใจ” “ผมก็พยายามอธิบายแล้วนะครับว่าข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป” คุณหมอสุเมธแย้ง “ใช่ การบอกแบบนั้นถูกต้องแล้ว” อาจารย์หมอวิวัฒน์เห็นด้วย “แต่อาจจะต้องใช้วิธีการที่แตกต่างออกไปอีกหน่อย อาจารย์เคยสอนเสมอว่า การสื่อสารที่ดีนั้น มันไม่ใช่แค่การพูดออกไป แต่มันคือการทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเขาถูกรับฟังและเข้าใจด้วย” “หมายความว่าอย่างไรครับอาจารย์” คุณหมอสุเมธถามอย่างไม่เข้าใจ “ลองคิดดูนะ เมื่อเธอพูดว่า ‘ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอาจจะไม่ถูกต้อง’ มันเป็นการปฏิเสธสิ่งที่เขาเชื่อโดยตรง ซึ่งอาจทำให้เขารู้สึกว่าความคิดของเขาถูกมองข้าม” อาจารย์หมอวิวัฒน์อธิบาย “แต่ถ้าเธอพูดว่า ‘อาจารย์เข้าใจนะว่าคุณอรเป็นห่วงคุณแม่มาก และอยากจะหาข้อมูลด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลย แต่อาจจะต้องระวังข้อมูลบางอย่างที่อาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง’ แบบนี้จะดีกว่าไหม” คุณหมอสุเมธครุ่นคิดตามคำพูดของอาจารย์ “อ๋อ เข้าใจแล้วครับอาจารย์ คือต้องยอมรับความรู้สึกของเขาและแสดงความเข้าใจก่อน” “ถูกต้อง” อาจารย์หมอวิวัฒน์กล่าวเสริม “และที่สำคัญกว่านั้นคือ การรับฟังอย่างตั้งใจ ในสถานการณ์เมื่อครู่นี้ เธออาจจะกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเองมากเกินไป จนไม่ได้สังเกตสีหน้าท่าทาง หรือน้ำเสียงที่แท้จริงของคุณอร” “ผมก็สังเกตนะครับอาจารย์” คุณหมอสุเมธแย้งอีกครั้ง “สังเกตกับ ‘การฟัง’ มันคนละอย่างกันนะสุเมธ” อาจารย์หมอวิวัฒน์พูดอย่างอ่อนโยน “การฟังที่ดีนั้น คือการฟังโดยปราศจากอคติ ฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง สังเกตภาษากาย น้ำเสียง และพยายามเข้าใจในสิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมาด้วย” “แล้วผมจะฝึกฝนเรื่องนี้ได้อย่างไรครับอาจารย์” คุณหมอสุเมธถาม “มันก็คือการเจริญสติอย่างหนึ่งนั่นแหละ” อาจารย์หมอวิวัฒน์ตอบ “ก่อนที่จะพูดคุยกับใคร ลองตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน หายใจลึกๆ แล้วฟังสิ่งที่เขาพูดอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่รอจังหวะที่จะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด” “เจริญสติในการสื่อสาร...” คุณหมอสุเมธพึมพำกับตัวเอง “ใช่แล้ว” อาจารย์หมอวิวัฒน์เน้นเสียง “เมื่อเรามีสติ เราจะสามารถรับรู้ถึงอารมณ์และความรู้สึกของคู่สนทนาได้ดีขึ้น เราจะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรพูด เมื่อไหร่ควรรอ และเมื่อไหร่ควรเงียบ เราจะสามารถเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงคำพูดที่จะสร้างความขัดแย้งได้” “ผมเข้าใจแล้วครับอาจารย์” คุณหมอสุเมธรู้สึกราวกับว่ามีแสงสว่างส่องเข้ามาในความมืด “ผมจะลองนำคำแนะนำของอาจารย์ไปปรับใช้ดูครับ” “ดีมาก” อาจารย์หมอวิวัฒน์กล่าวชม “จำไว้นะสุเมธ การสื่อสารที่ดีนั้น มันคือศิลปะที่ต้องอาศัยทั้งความรู้และหัวใจ เมื่อเธอสามารถเชื่อมโยงทั้งสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันได้ เธอจะสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเข้าใจที่แท้จริงกับผู้อื่นได้” บทสนทนาของทั้งสองสิ้นสุดลงด้วยความเข้าใจ คุณหมอสุเมธรู้สึกเหมือนได้รับคำแนะนำที่ล้ำค่า เขาตระหนักดีว่า การเป็นแพทย์ที่ดีนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ความรู้ทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังต้องมีทักษะในการสื่อสารที่ดีควบคู่กันไปด้วย เขาหันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม ดวงดาวเริ่มปรากฏให้เห็นทีละดวง เขาตัดสินใจแล้วว่า เขาจะลองฝึกฝนการเจริญสติในการสื่อสารตามที่อาจารย์หมอวิวัฒน์แนะนำ เขาเชื่อว่าสักวันหนึ่ง เขาจะสามารถก้าวข้ามกำแพงแห่งความไม่เข้าใจ และสามารถเชื่อมโยงกับผู้คนได้อย่างแท้จริง สวนแห่งความเงียบที่เคยปกคลุมห้องทำงานของเขา บัดนี้เริ่มถูกแทนที่ด้วยความหวังและความตั้งใจใหม่ๆ คุณหมอสุเมธรู้ดีว่าเส้นทางนี้อาจจะไม่ง่าย แต่เขาก็พร้อมที่จะก้าวเดินต่อไป เพื่อพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น

5,114 ตัวอักษร