ตอนที่ 20 — ปมในใจที่ถูกสะกิด
หลายวันผ่านไปหลังจากเหตุการณ์ในห้องประชุมเล็ก คุณสมชายยังคงติดต่อกลับมาตามที่คุณวิชัยได้ให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ เขาไม่ได้ติดต่อเข้ามาเพื่อพูดคุยเรื่องงาน แต่กลับเป็นเรื่องส่วนตัวที่ทำให้คุณปรีชาและคุณวิชัยประหลาดใจ
“คุณวิชัยครับ” เสียงของคุณสมชายดังขึ้นทางโทรศัพท์ “ผมอยากจะขอคำแนะนำเรื่องหนึ่งครับ”
“มีอะไรหรือครับคุณสมชาย” คุณวิชัยถามอย่างสุภาพ
“คือ… คือผมมีปัญหากับลูกชายของผมน่ะครับ” คุณสมชายอธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “เขาไม่ยอมฟังผมเลย พูดอะไรก็ไม่เคยจะเข้าใจกัน”
คุณวิชัยนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า ชายที่เคยแข็งกร้าวและเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางอย่างคุณสมชาย จะมีปัญหากับลูกชายในลักษณะนี้ “ผมเข้าใจครับ” คุณวิชัยกล่าว “เรื่องระหว่างพ่อลูกบางทีก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน”
“ผมไม่รู้จะทำอย่างไรดี” คุณสมชายถอนหายใจ “เขาบอกว่าผมไม่เคยรับฟังเขาเลย เอาแต่ใช้อำนาจสั่งอย่างเดียว”
คุณวิชัยนึกย้อนไปถึงบทสนทนาที่เคยมีกับคุณสมชายในอดีต เขาเห็นเงาบางอย่างที่สะท้อนกลับมา “บางที…” คุณวิชัยเริ่มพูด “เราอาจจะกำลังทำในสิ่งที่เราไม่ชอบให้คนอื่นทำกับเราอยู่ก็ได้นะครับคุณสมชาย”
คุณสมชายเงียบไปเหมือนกำลังคิดตาม “คุณหมายความว่ายังไงครับ”
“ก็… เมื่อก่อนนี้ เวลาที่คุณสมชายไม่เห็นด้วยกับผม หรือคุณปรีชา ท่านก็มักจะใช้วิธีการที่เด็ดขาดในการตัดสินใจใช่ไหมครับ” คุณวิชัยอธิบาย “บางทีลูกชายของคุณสมชาย อาจจะรู้สึกแบบเดียวกันก็ได้”
“แต่ผม… ผมหวังดีกับเขานะ” คุณสมชายกล่าว
“ผมเชื่ออย่างนั้นครับ” คุณวิชัยตอบ “แต่บางครั้ง ความหวังดีของเรา ก็อาจจะแสดงออกไปในรูปแบบที่อีกฝ่ายไม่ได้รับรู้ หรืออาจจะตีความไปอีกแบบหนึ่ง”
“แล้วผมควรจะทำอย่างไรดีครับ” คุณสมชายถาม ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้า
“ลองรับฟังเขาให้มากขึ้นครับ” คุณวิชัยแนะนำ “ลองตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาพูดจริงๆ ไม่ใช่แค่รอให้เขาพูดจบ แล้วเราก็พูดในสิ่งที่เราอยากจะพูด”
“ผม… ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย” คุณสมชายยอมรับ “ผมเอาแต่คิดว่า ผมเป็นพ่อ ผมรู้ดีที่สุด”
“การสื่อสารที่ดี ต้องอาศัยการรับฟังอย่างตั้งใจ และการแสดงความเข้าใจในมุมมองของอีกฝ่ายด้วยครับ” คุณวิชัยกล่าว “ลองเปลี่ยนจากการ ‘บอก’ เป็นการ ‘ชวนคุย’ ดูนะครับ”
คุณสมชายเงียบไปนานกว่าเดิม “ขอบคุณนะครับคุณวิชัย” เขากล่าวในที่สุด “ผมจะลองนำคำแนะนำของคุณไปปรับใช้ดู”
หลังจากวางสายจากคุณสมชาย คุณวิชัยก็หันมามองคุณปรีชาที่นั่งอยู่ข้างๆ “คุณสมชายมีปัญหากับลูกชายครับ”
คุณปรีชาพยักหน้า “ฟังดูแล้วก็น่าเห็นใจนะครับ”
“ผมไม่แน่ใจว่า การให้คำแนะนำเขา จะเป็นการก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวมากเกินไปหรือเปล่า” คุณวิชัยเอ่ย
“ไม่หรอกครับวิชัย” คุณปรีชากล่าว “การที่เราสามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ในยามที่เขามีปัญหา ก็เป็นสิ่งที่ดีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น การที่คุณสมชายกล้าที่จะมาขอคำปรึกษา แสดงว่าเขากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง”
“จริงครับ” คุณวิชัยเห็นด้วย “ผมรู้สึกได้ว่า เขากำลังเปิดใจมากขึ้น”
อรที่นั่งทำงานอยู่ไม่ไกลนัก ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม เขารู้สึกชื่นชมในการเปลี่ยนแปลงของคุณสมชาย และรู้สึกดีที่ได้เห็นคุณวิชัยใช้ทักษะการสื่อสารที่เขาได้เรียนรู้ มาช่วยเหลือผู้อื่น
“ผมว่า นี่เป็นโอกาสที่ดีของเราที่จะได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคุณสมชายในระยะยาวนะครับ” อรกล่าวเสริม
“ถูกต้องเลยอร” คุณปรีชาเห็นด้วย “บางที ปัญหาในอดีต อาจจะทำให้เรามองเห็นแง่มุมบางอย่างที่เรามองข้ามไปก็ได้”
“ผมก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นครับ” คุณวิชัยกล่าว “การที่เราสามารถเยียวยาบาดแผลในอดีต และสร้างความเข้าใจใหม่ๆ ได้ มันจะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง”
อรพยักหน้าเห็นด้วย เขาเชื่อว่า การฝึกสติในการสื่อสาร ไม่ใช่แค่การพูดอย่างเข้าใจ หรือการฟังอย่างตั้งใจเท่านั้น แต่มันยังรวมถึงการมีความเห็นอกเห็นใจ การเข้าใจถึงความเปราะบางของมนุษย์ และการพร้อมที่จะให้อภัย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน
“ผมว่า เราน่าจะลองชวนคุณสมชายมาทานข้าวด้วยกันนะครับ” อรเสนอ “อาจจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี”
“ไอเดียดีมากอร” คุณปรีชากล่าว “แต่เราควรจะให้เขาเป็นคนตัดสินใจเอง ว่าเขาพร้อมเมื่อไหร่”
“ใช่ครับ” คุณวิชัยเห็นด้วย “เราควรจะให้พื้นที่กับเขา”
ทั้งสามคนมองหน้ากันด้วยรอยยิ้มแห่งความหวัง การเปลี่ยนแปลงของคุณสมชาย เป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกว่า แม้บาดแผลในอดีตจะลึกซึ้งเพียงใด แต่ด้วยความอดทน ความเข้าใจ และการสื่อสารที่ถูกต้อง ก็สามารถนำไปสู่การเยียวยา และการเริ่มต้นใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้เสมอ
3,623 ตัวอักษร