การมองโลกตามความเป็นจริง

ตอนที่ 1 / 35

ตอนที่ 1 — สายลมพัดพาพาใจให้ระลึก

แสงแดดยามบ่ายคล้อยสาดส่องลงมายังโถงศาลาไม้สักโบราณ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบร่มเย็น ผนังไม้สีเข้มที่ผ่านกาลเวลามานับร้อยปีสะท้อนแสงระยิบระยับ ชวนให้นึกถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว จานทองเหลืองใบใหญ่ตั้งอยู่กลางโถง สะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นละออง แสดงถึงการดูแลเอาใจใส่ของใครสักคน หญิงสาวร่างบางในชุดสีขาวสะอาดตานั่งพับเพียบอยู่บนอาสนะเก่าแก่ ดวงตาของเธอทอดมองออกไปนอกชาน เห็นเพียงทิวต้นไม้เขียวขจีที่ไหวเอนตามแรงลม แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านใบไม้เป็นก้อนๆ ทำให้เกิดเงาที่เคลื่อนไหวไปมาบนพื้นหญ้า นวลอนงค์ เธอมีนามว่า “แพรวา” นามที่ผู้เป็นมารดาตั้งให้ด้วยความหวังว่าชีวิตของเธอจะงดงามราวกับแพรพรรณ แต่ชีวิตจริงกลับซับซ้อนและยุ่งเหยิงกว่าที่ใครจะคาดคิด แพรวาไม่ใช่คนที่มีพื้นเพมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยหรือมีอำนาจ เธอเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางธรรมดา พ่อแม่ทำงานหนักเพื่อส่งเสียเธอให้ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดเท่าที่ฐานะจะเอื้ออำนวย ชีวิตของเธอเคยเต็มไปด้วยความสุขสดใสเหมือนเด็กสาวทั่วไป แต่เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย โลกที่เธอเคยรู้จักก็พลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอได้พบกับกลุ่มเพื่อนที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งความคิด ทัศนคติ และวิถีชีวิต บางคนใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย บางคนหมกมุ่นกับการเรียนจนแทบไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน และบางคนก็เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน อยากจะปีนป่ายไปให้ถึงจุดสูงสุดของสังคม จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของแพรวาเกิดขึ้นเมื่อเธอได้รู้จักกับ “คุณย่าสมพิศ” ผู้เป็นที่เคารพนับถือของคนในหมู่บ้านแถบชานเมือง คุณย่าสมพิศเป็นหญิงชราที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในบ้านหลังเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ท่านมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนและดวงตาที่ฉายแววแห่งความเมตตาเสมอ แพรวาได้มีโอกาสไปช่วยงานคุณย่าเป็นประจำในช่วงปิดเทอมใหญ่ เธอได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายจากคุณย่า ไม่ใช่แค่เรื่องการทำสวนทำอาหาร แต่ยังรวมถึงหลักการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง “หนูแพรขา มานี่มา” เสียงของคุณย่าสมพิศดังขึ้น ทำลายความเงียบสงบในศาลา “วันนี้เห็นนั่งเหม่ออยู่คนเดียว มีอะไรในใจหรือเปล่าจ๊ะ” แพรวาหันไปมองคุณย่าด้วยรอยยิ้มบางๆ “เปล่าค่ะคุณย่า แค่นั่งมองลม มองต้นไม้เพลินๆ ค่ะ” คุณย่าสมพิศเดินเข้ามาใกล้ ยื่นมือที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลามาแตะที่แขนของแพรวาเบาๆ “ลมกับต้นไม้นี่สอนเราได้หลายอย่างนะรู้ไหม” ท่านกล่าวพลางเดินนำแพรวาออกไปที่ชานบ้าน “ดูสิ ลมมันพัดผ่านไป ไม่เคยยึดติดกับสิ่งใดเลย มาแล้วก็ไป ไม่เคยคิดจะขอให้อยู่ต่อ หรือกลัวว่ามันจะหายไปไหน” แพรวาก้มลงมองฝ่ามือของตัวเองที่วางอยู่บนตัก เธอเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับปรัชญาชีวิตมาบ้าง แต่ก็รู้สึกว่ามันเป็นเพียงทฤษฎีที่จับต้องได้ยาก การได้ยินคำพูดของคุณย่าสมพิศ ทำให้เธอรู้สึกว่าแนวคิดเหล่านั้นเริ่มมีรูปธรรมมากขึ้น “แล้วต้นไม้ล่ะคะคุณย่า” แพรวาถามอย่างใคร่รู้ “ต้นไม้ก็เหมือนกัน” คุณย่าสมพิศชี้ไปยังต้นมะม่วงใหญ่ที่ยืนต้นสูงตระหง่านอยู่กลางสวน “มันเติบโตไปตามธรรมชาติของมัน ออกดอกออกผลเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ไม่เคยฝืน ไม่เคยเร่งรีบ เวลาใบไม้ร่วง มันก็ร่วงไปตามฤดูกาล ไม่เคยเสียดาย ไม่เคยโกรธตัวเองว่าทำไมถึงไม่สามารถรักษามันไว้ได้” แพรวาเงียบไปครู่หนึ่ง เธอพยายามนึกถึงชีวิตของตัวเอง ภาพใบหน้าของเพื่อนสนิทที่กำลังมีปัญหากับความรัก รอยยิ้มที่ฝืนของรุ่นพี่ที่พยายามไขว่คว้าตำแหน่งหัวหน้าพรรคในมหาวิทยาลัย เสียงนินทาว่าร้ายที่ได้ยินมาตลอด เสียงหัวเราะที่ดูจะว่างเปล่าของบางคนในกลุ่มที่เธอคบหาอยู่ “คุณย่าคะ แพรวาไม่เข้าใจค่ะ ทำไมคนเราถึงชอบไปยึดติดกับสิ่งที่มันต้องเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ คะ” แพรวาถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความสับสน “อย่างเรื่องความรัก บางคนก็อยากให้มันคงอยู่ตลอดไป พอถึงวันที่มันเปลี่ยนไป ก็เสียใจมาก ทำใจไม่ได้” คุณย่าสมพิศยิ้มบางๆ “นั่นแหละจ้ะ ความปรุงแต่งของใจ มันสอนให้เราอยากได้อยากเป็นในสิ่งที่เราคิดว่าดี หรือสิ่งที่เรากลัวว่าจะเสียไป โดยลืมไปว่าทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา” ท่านเดินกลับเข้าไปในศาลา นั่งลงที่อาสนะเดิม “เหมือนกับดอกไม้ที่บานสวยงามในตอนเช้า พอสายๆ มามันก็เริ่มเหี่ยวเฉา จะให้มันบานสวยอยู่ตลอดไปได้อย่างไร” “แต่ความสวยงามนั้นก็น่าเสียดายนะคะคุณย่า” แพรวาเอ่ยขึ้น “เสียดายได้ แต่ไม่ควรยึดติด” คุณย่าสมพิศกล่าว “การเห็นความงามของดอกไม้แล้วชื่นชม ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง แต่การจะยึดมั่นว่าดอกไม้นี้ต้องสวยงามตลอดไป แล้วเป็นทุกข์เมื่อมันเหี่ยวเฉา นั่นคือความยึดติด” แพรวาครุ่นคิดตามคำของคุณย่า เธอเคยมีความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นอย่างสวยงามเหมือนดอกไม้แรกแย้ม แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของมัน เธอพยายามฝืน ดึงรั้งความรู้สึกเก่าๆ ไว้ จนสุดท้ายมันก็แตกสลาย และเธอต้องจมอยู่กับความผิดหวังอยู่นานแสนนาน “คุณย่าหมายถึง เราควรจะมองทุกอย่างตามที่มันเป็นไปอย่างนั้นเหรอคะ” แพรวาถาม “ใช่จ้ะ มองตามความเป็นจริง” คุณย่าสมพิศพยักหน้า “ไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่ต้องต่อเติม หรือต่อต้าน เพียงแค่รับรู้และเข้าใจว่ามันเป็นเช่นนั้น” ท่านหยิบพวงมาลัยดอกมะลิที่ร้อยไว้เสร็จแล้วขึ้นมาดม “ดอกมะลิก็หอมเฉพาะตอนที่มันยังสดอยู่ พอแห้งไป กลิ่นก็จางหายไปตามธรรมดา เราชื่นชมความหอมของมันในตอนที่มันยังมีอยู่ แล้วก็ปล่อยมันไปตามธรรมชาติ” แพรวาลองมองไปรอบๆ ตัวอีกครั้ง สายลมที่พัดผ่าน ต้นไม้ที่ยืนต้นสงบนิ่ง ใบไม้ที่ไหวเอนตามแรงลม แสงแดดที่ส่องกระทบดูเหมือนจะมีความหมายที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างที่เปิดออกในใจ “แพรวาเคยรู้สึกเหมือนตัวเองพยายามที่จะควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างค่ะคุณย่า” แพรวาเอ่ยอย่างอึดอัด “อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่แพรวาคิด อยากให้ทุกคนเป็นอย่างที่แพรวาอยากให้เป็น พอมีอะไรที่ไม่เป็นไปตามนั้น แพรวาก็จะรู้สึกผิดหวัง รู้สึกไม่พอใจ” “นั่นแหละจ้ะ ความทุกข์มันเกิดจากตรงนี้เอง” คุณย่าสมพิศกล่าวอย่างอ่อนโยน “การยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตัวเอง การอยากให้โลกเป็นไปตามใจเรา มันเหมือนเราพยายามจะบังคับให้แม่น้ำไหลขึ้นภูเขา มันเป็นไปไม่ได้ แล้วสุดท้ายเราก็เหนื่อยเปล่า” “แล้วเราจะปล่อยวางมันได้อย่างไรคะคุณย่า” แพรวาถามด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะหลุดพ้นจากความรู้สึกที่รุมเร้า “เริ่มจากการสังเกต” คุณย่าสมพิศตอบ “สังเกตลมที่พัดผ่าน สังเกตต้นไม้ที่เติบโต สังเกตดอกไม้ที่ผลิบานและร่วงโรย สังเกตความคิดของตัวเองที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สังเกตอารมณ์ของตัวเองที่เกิดขึ้นแล้วก็จางหายไป” ท่านมองแพรวาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก “ไม่ต้องไปตัดสินว่าดีหรือไม่ดี ไม่ต้องไปปรุงแต่ง เพียงแค่รับรู้และเข้าใจว่ามันเป็นธรรมชาติของมัน” แพรวานั่งนิ่ง สูดลมหายใจลึกๆ รับเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไป เธอรู้สึกว่าคำสอนของคุณย่าสมพิศนั้นเรียบง่าย แต่กลับทรงพลังอย่างน่าประหลาด มันเหมือนกุญแจดอกสำคัญที่จะไขไปสู่ความสงบภายในที่เธอโหยหามาตลอด “ขอบคุณค่ะคุณย่า” แพรวาเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง “แพรวาจะลองทำตามที่คุณย่าสอนค่ะ” “ดีแล้วจ้ะ” คุณย่าสมพิศยิ้ม “แล้วค่อยๆ ดูไปนะจ๊ะ ว่าใจเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร” แพรวานั่งอยู่ตรงนั้นอีกครู่ใหญ่ มองดูแสงแดดที่เริ่มอ่อนแรงลง และเงาของต้นไม้ที่เริ่มทอดยาวออกไป เธอรู้สึกถึงความสงบที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ ความเร่าร้อนของปัญหาต่างๆ ที่เคยรบกวนจิตใจ เริ่มคลี่คลายลง กลายเป็นเพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นและกำลังจะผ่านพ้นไป เหมือนสายลมที่พัดผ่านไม่เคยหยุดนิ่ง

5,962 ตัวอักษร