ธรรมะเพื่อสุขภาพกายและใจที่สมบูรณ์

ตอนที่ 2 / 35

ตอนที่ 2 — เสียงสะท้อนจากห้องตรวจ

โรงพยาบาลประจำจังหวัดยามเช้า เต็มไปด้วยความโกลาหลเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงาน ผู้ป่วยและญาติที่มารอรับการรักษา คุณหมอต้นเดินผ่านโถงทางเดินกว้างขวางของอาคารผู้ป่วยนอก ตรงไปยังแผนกจิตเวช บรรยากาศภายในแผนกค่อนข้างเงียบสงบกว่าภายนอกเล็กน้อย มีเพียงเสียงพูดคุยเบาๆ และเสียงคีย์บอร์ดที่ดังเป็นระยะ "อรุณสวัสดิ์ครับคุณหมอ" พยาบาลสาวคนหนึ่งทักทายเขาเมื่อเดินผ่านเคาน์เตอร์พยาบาล "อรุณสวัสดิ์ครับคุณพยาบาล วันนี้มีคิวผู้ป่วยอย่างไรบ้างครับ" คุณหมอต้นถาม "มีเคสที่คุณหมอนัดไว้ 5 ท่านครับ แล้วก็มีผู้ป่วยที่ส่งต่อมาจากแผนกอื่นอีก 2 ท่านครับ" พยาบาลสาวตอบ "ท่านแรกจะเข้ามาประมาณ 9 โมงเช้าครับ" "รับทราบครับ" คุณหมอต้นเดินเข้าสู่ห้องทำงานของเขา ห้องทำงานของเขาตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น ผนังมีรูปภาพทิวทัศน์ธรรมชาติสวยๆ วางประดับอยู่ไม่กี่ภาพ มีชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราทางการแพทย์และหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยา สองข้างของโต๊ะทำงานมีรูปครอบครัวของคุณหมอต้นวางอยู่ เขาหยิบแฟ้มประวัติผู้ป่วยขึ้นมาเปิดอ่านทวนอีกครั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวันทำงาน ผู้ป่วยคนแรกของวันนี้คือ ‘คุณสมชาย’ ชายวัยกลางคนที่มีปัญหาเรื่องโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง และมีอาการวิตกกังวลสูงส่งผลกระทบต่อการทำงาน เขาเคยเข้ารับการรักษาที่อื่นมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร เมื่อถึงเวลา คุณสมชายก็เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาดูอิดโรย "สวัสดีครับคุณหมอ" เขาเอ่ยเสียงเบา "สวัสดีครับคุณสมชาย เชิญนั่งครับ" คุณหมอต้นผายมือไปยังเก้าอี้ตรงหน้า "วันนี้รู้สึกเป็นอย่างไรบ้างครับ" "ก็เหมือนเดิมครับคุณหมอ นอนไม่หลับเลย คืนนี้ก็เหมือนกัน กว่าจะหลับได้ก็ปาเข้าไปตีสามแล้ว ตื่นมาก็เพลีย รู้สึกหงุดหงิดง่ายไปหมด" คุณสมชายเล่าพลางกุมขมับ "คุณสมชายครับ ผมเข้าใจดีว่าอาการนอนไม่หลับมันทรมานแค่ไหน" คุณหมอต้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ "ผมอยากจะลองปรับวิธีการรักษาดูนะครับ นอกจากการใช้ยาแล้ว ผมอยากจะแนะนำให้คุณสมชายลองนำหลักธรรมบางอย่างมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันดูด้วยครับ" คุณสมชายเงยหน้าขึ้นมองคุณหมอด้วยความประหลาดใจ "หลักธรรมเหรอครับคุณหมอ ผมไม่ค่อยคุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้เลยครับ" "ไม่เป็นไรครับ" คุณหมอต้นยิ้ม "ผมจะอธิบายให้ฟัง หลักๆ เลยก็คือ การฝึกสติ" "สติเหรอครับ" "ใช่ครับ" คุณหมอต้นอธิบาย "การฝึกสติคือการที่เราตั้งใจอยู่กับปัจจุบันขณะขณะที่เราทำสิ่งต่างๆ เช่น เวลาคุณสมชายกำลังจะเข้านอน ผมอยากให้ลองสังเกตลมหายใจของตัวเอง ดูว่าลมหายใจเข้าเป็นอย่างไร ลมหายใจออกเป็นอย่างไร ผ่อนคลายตามลมหายใจไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปพยายามบังคับให้นอนหลับ แค่สังเกตลมหายใจไปเรื่อยๆ" "แล้วมันจะช่วยให้นอนหลับได้จริงๆ เหรอครับ" คุณสมชายถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจ "การฝึกสติจะช่วยให้จิตใจของคุณสมชายสงบลง ลดความคิดฟุ้งซ่านที่วนเวียนอยู่กับเรื่องต่างๆ ที่ทำให้กังวลครับ" คุณหมอต้นอธิบายต่อ "เมื่อจิตใจสงบลง ร่างกายก็จะผ่อนคลาย และมีแนวโน้มที่จะหลับได้ง่ายขึ้น" "ผมเคยลองคิดเรื่องอื่นไปเรื่อยๆ เหมือนกันครับคุณหมอ แต่มันก็ยิ่งทำให้คิดมากไปกันใหญ่" คุณสมชายยอมรับ "นั่นเป็นเพราะเรายังไม่ได้ฝึก 'การปล่อยวาง' ความคิดเหล่านั้นครับ" คุณหมอต้นกล่าว "การฝึกสติจะช่วยให้เรารู้ทันความคิดของตัวเอง เมื่อมีสิ่งใดผุดขึ้นมา เราก็รู้ว่ามีสิ่งนั้นเกิดขึ้น แต่เราไม่จำเป็นต้องไปต่อยอด หรือไปยึดติดกับมัน เราแค่สังเกตมัน แล้วปล่อยให้มันผ่านไป เหมือนเรามองดูเมฆที่ลอยอยู่ในท้องฟ้า" "ฟังดูเหมือนจะยากนะครับคุณหมอ" คุณสมชายถอนหายใจ "ตอนแรกอาจจะยากหน่อยครับ" คุณหมอต้นเห็นด้วย "แต่ถ้าฝึกบ่อยๆ มันจะง่ายขึ้นเอง เหมือนการฝึกทักษะอื่นๆ ครับ นอกจากนี้ ผมอยากให้คุณสมชายลองทำสมาธิก่อนนอนสัก 5-10 นาที" "สมาธิเหรอครับ" "ใช่ครับ ไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตาภาวนาอะไรที่ซับซ้อน แค่ลองหาที่เงียบๆ นั่งสบายๆ แล้วกำหนดจิตอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ลมหายใจ หรือเสียงเพลงเบาๆ ที่ผ่อนคลายก็ได้ครับ" คุณหมอต้นเสริม "การทำสมาธิจะช่วยให้จิตใจเราได้พักผ่อนอย่างแท้จริง" "แล้วมีอย่างอื่นอีกไหมครับคุณหมอ" คุณสมชายถาม "มีครับ" คุณหมอต้นตอบ "เรื่องอาหารก็สำคัญ คุณสมชายควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในช่วงบ่ายแก่ๆ และตอนเย็น งดอาหารมื้อหนักก่อนนอน และพยายามเข้านอนให้เป็นเวลาทุกวันครับ" "ผมพยายามแล้วครับคุณหมอ แต่มันก็ยังควบคุมตัวเองไม่ได้ดีนัก" คุณสมชายกล่าวด้วยน้ำเสียงท้อแท้ "ผมเข้าใจครับ" คุณหมอต้นกล่าว "แต่คุณสมชายครับ การเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง มันต้องใช้เวลาและกำลังใจ อย่าเพิ่งท้อแท้นะครับ" เขาหยุดไปครู่หนึ่ง นึกถึงคำที่คุณย่าพวงเคยสอน "มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากแนะนำคุณสมชาย คือการฝึก 'การแผ่เมตตา' ครับ" "แผ่เมตตา" คุณสมชายทวนคำอีกครั้ง "ผมจะทำไปทำไมครับคุณหมอ" "การแผ่เมตตาคือการปรารถนาดีต่อผู้อื่น และต่อตนเองครับ" คุณหมอต้นอธิบาย "เมื่อเราคิดถึงสิ่งดีๆ และปรารถนาให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับผู้อื่น รวมถึงตัวเราเอง จิตใจของเราจะรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขมากขึ้น ความรู้สึกเหล่านี้จะส่งผลดีต่อร่างกาย ลดความเครียดและความกังวลลงไปได้ครับ" "ลองคิดดูนะครับคุณสมชาย เวลาที่เราหงุดหงิด โกรธ หรือไม่พอใจใครสักคน เราจะรู้สึกไม่สบายตัวใช่ไหมครับ" คุณหมอต้นถาม "ใช่ครับคุณหมอ มันเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่อก" คุณสมชายตอบ "นั่นแหละครับ" คุณหมอต้นกล่าว "แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนความคิด เป็นการแผ่เมตตาให้กับเขา หรือให้กับสถานการณ์นั้นๆ แทน จิตใจเราจะค่อยๆ เบาลง" "แล้วผมจะเริ่มแผ่เมตตาได้อย่างไรครับ" คุณสมชายถามอย่างสนใจ "เริ่มจากง่ายๆ ครับ" คุณหมอต้นแนะนำ "ก่อนนอน หรือตอนไหนก็ได้ที่คุณสมชายรู้สึกสงบ ลองหลับตา แล้วนึกถึงหน้าคนที่เราอยากแผ่เมตตาให้ อาจจะเป็นคนที่เรารัก ครอบครัว เพื่อน หรือแม้กระทั่งคนที่ทำให้เราไม่สบายใจ แล้วกล่าวคำว่า 'ขอให้ท่านมีความสุข ปราศจากทุกข์ ปราศจากโทษ' ทำแบบนี้กับตัวเองด้วยนะครับ 'ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข ปราศจากทุกข์ ปราศจากโทษ'" คุณสมชายฟังอย่างตั้งใจ เขาดูเหมือนจะกำลังประมวลผลข้อมูลใหม่ที่ได้รับ "ฟังดูน่าสนใจดีครับคุณหมอ แต่ผมไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม" "ไม่ต้องกังวลครับ" คุณหมอต้นกล่าว "เราลองทำดูก่อนนะครับ ถ้าไม่ไหวจริงๆ หรือรู้สึกว่ามันไม่ได้ผล ค่อยมาคุยกันอีกครั้ง ผมจะปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับคุณสมชายเสมอ" "ขอบคุณมากครับคุณหมอ" คุณสมชายกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูมีความหวังมากขึ้น "ผมจะลองทำตามที่คุณหมอแนะนำดูครับ" "ดีมากครับ" คุณหมอต้นยิ้ม "จำไว้นะครับว่า การดูแลสุขภาพกายและใจ มันต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และต้องมีความอดทน อย่าเพิ่งตัดสินผลลัพธ์เร็วเกินไปนะครับ" หลังจากที่คุณสมชายออกจากห้องไปแล้ว คุณหมอต้นก็หยิบแฟ้มผู้ป่วยรายต่อไปขึ้นมาอ่าน แต่ในใจของเขายังคงนึกถึงบทสนทนาที่คุณย่าพวงได้สอนเขาเมื่อเช้านี้ ธรรมะเหล่านี้ แม้จะดูเรียบง่าย แต่กลับมีพลังในการเยียวยาผู้คนได้อย่างน่าอัศจรรย์ และเขาเองก็รู้สึกดีขึ้นทุกครั้งที่ได้แบ่งปันสิ่งเหล่านี้ให้กับผู้ป่วย

5,585 ตัวอักษร