การดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า

ตอนที่ 4 / 35

ตอนที่ 4 — สู่เส้นทางแห่งการใคร่ครวญตน

พงศธรนั่งนิ่งอยู่บนแคร่ไม้ข้างคุณย่า แสงอาทิตย์ที่อ่อนแรงลงยามเย็นอาบไล้ใบหน้าของทั้งสองคน บรรยากาศรอบกายอบอวลไปด้วยความสงบของธรรมชาติริมคลอง เสียงน้ำไหลเอื่อยๆ และเสียงแมลงยามค่ำคืนที่เริ่มดังขึ้น เป็นเสมือนบทเพลงกล่อมประสาทที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจที่กำลังสับสนของเขา คำพูดของคุณย่าเรื่อง "กลับเข้าหาตัวเอง" ยังคงก้องอยู่ในหัว แต่เขากลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ยากเย็นเหลือเกิน “นั่งสมาธิ… ฟังเสียงหัวใจตัวเอง…” พงศธรทวนคำพูดของคุณย่าในใจ เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ที่ปิดสนิท โดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากุญแจอยู่ที่ไหน “ผม… ผมไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดีครับย่า” พงศธรเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ “ผมพยายามคิด พยายามหาคำตอบ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน ยิ่งพยายามจะทำความเข้าใจตัวเอง ก็เหมือนยิ่งหลงทาง” คุณย่ามะลิยิ้มอย่างอ่อนโยน “การค้นหาตัวเองไม่ใช่เรื่องของการคิดมากนะพงษ์ แต่มันคือการปล่อยวาง แล้วสังเกต” “สังเกตอะไรครับย่า” พงศธรถามอย่างตั้งใจ “สังเกตทุกสิ่งรอบตัวเรา และสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจเรา” คุณย่ากล่าว “ลองมองดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นแต่ละขณะ ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ ความโกรธ ความเศร้า หรือแม้แต่ความเบื่อหน่าย อย่าเพิ่งไปตัดสินว่าดีหรือไม่ดี แค่สังเกตมันเหมือนกำลังดูเมฆที่ลอยผ่านไปในท้องฟ้า” พงศธรพยักหน้าช้าๆ เขาพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่ย่าพูด แต่ภาพของกองเอกสาร โทรศัพท์ที่ดังไม่หยุด และการประชุมที่รออยู่ ก็แวบเข้ามาในความคิดอีกครั้ง “ผม… ผมกลัวว่าถ้าผมปล่อยวาง ผมจะพลาดโอกาสสำคัญๆ ในชีวิตครับย่า ผมกลัวว่าผมจะสูญเสียทุกสิ่งที่ผมสร้างมา” “แล้วสิ่งที่พงษ์กำลังสร้างมานั้น… มันทำให้พงษ์มีความสุขจริงๆ หรือ” คุณย่าถามกลับอย่างนุ่มนวล “หรือมันเป็นเพียงสิ่งที่คนอื่นคาดหวัง หรือสังคมบอกว่าควรจะมี” คำถามนี้ทำให้พงศธรสะอึก เขาไม่เคยคิดถึงมุมนี้มาก่อน เขาทำงานหนัก ประสบความสำเร็จตามที่ผู้ใหญ่หลายคนคาดหวัง และได้รับคำชมมากมาย แต่ความรู้สึกว่างเปล่าข้างในกลับไม่เคยจางหายไปเลย “ผม… ผมก็ไม่แน่ใจครับย่า” พงศธรตอบตามตรง “ผมแค่รู้สึกว่า… ผมต้องทำ มันเป็นหน้าที่ เป็นความรับผิดชอบ” “หน้าที่และความรับผิดชอบนั้นดีแล้วลูก” คุณย่ากล่าว “แต่หน้าที่ที่แท้จริงของมนุษย์ คือการใช้ชีวิตให้มีความสุขอย่างมีคุณค่า ไม่ใช่การแบกรับภาระจนตัวเราเองไม่มีความสุข” “แล้วผมจะหาความสุขที่แท้จริงเจอได้อย่างไรครับย่า” พงศธรถามอีกครั้ง ราวกับว่าคำตอบยังคงล่องลอยอยู่ไกลเกินเอื้อม “ลองเริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวเราก่อนนะ” คุณย่าแนะนำ “เมื่อเช้าตอนที่พงษ์ตื่นนอน พงษ์ได้สัมผัสกับอากาศยามเช้าไหม ได้ยินเสียงนกร้องไหม ได้มองเห็นแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาไหม” พงศธรนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาพยายามนึกย้อนกลับไป “ผม… ผมรีบแต่งตัวครับย่า แล้วก็รีบออกไปทำงานเลย แทบไม่ได้สังเกตอะไรเลย” “นั่นแหละลูก” คุณย่ากล่าว “เรามัวแต่รีบ มัวแต่จดจ่อกับเป้าหมายข้างหน้า จนลืมมองดูความสุขที่อยู่ตรงหน้า เรามีทุกอย่างที่คนอื่นใฝ่หา แต่เรากลับมองข้ามคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้ว” “ผม… ผมควรจะทำอย่างไรดีครับย่า” พงศธรถามอีกครั้ง คราวนี้เสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวัง “ลองกลับไปที่บ้านนะลูก” คุณย่าเอื้อมมือไปลูบศีรษะของหลานชาย “พรุ่งนี้เช้า… ลองตื่นให้เช้ากว่าเดิมสักครึ่งชั่วโมง นั่งลงที่แคร่นี้เหมือนที่ย่าทำอยู่ตอนนี้ แล้วลองหายใจลึกๆ หลับตาลง ปล่อยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย ฟังเสียงรอบตัว ฟังเสียงหัวใจตัวเอง แล้วสังเกตดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง” “ผม… ผมจะลองดูครับย่า” พงศธรตอบรับอย่างตั้งใจ เขาไม่แน่ใจว่าวิธีนี้จะได้ผลจริงหรือไม่ แต่เขารู้สึกว่ามันเป็นหนทางเดียวที่จะพาเขาออกจากวังวนแห่งความสับสนนี้ได้ “ไม่ต้องคาดหวังอะไรมากนะลูก” คุณย่ากล่าวเสริม “แค่ทำในสิ่งที่ทำได้ แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ” ตลอดทางกลับบ้าน พงศธรครุ่นคิดถึงคำพูดของคุณย่า เขาพยายามจะปล่อยวางความกังวลเรื่องงาน แต่ก็เป็นเรื่องยากเหลือเกิน เขารู้สึกเหมือนกำลังจะก้าวเข้าไปสู่ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อกลับถึงคอนโดหรูของเขา ความเงียบสงัดยิ่งทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น โทรศัพท์มือถือวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง มีสายที่ไม่ได้รับหลายสาย และข้อความอีกมากมาย แต่เขาเลือกที่จะไม่สนใจมัน เขาเดินไปที่หน้าต่าง กระจกบานใหญ่สะท้อนภาพของเมืองกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ ยิ่งมองออกไปก็ยิ่งเห็นถึงความใหญ่โตและความวุ่นวาย เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงจุดเล็กๆ จุดหนึ่งในจักรวาลอันกว้างใหญ่ “ย่าบอกให้สังเกต… แล้วจะสังเกตอะไรล่ะ” พงศธรพึมพำกับตัวเอง เขาเดินไปหยิบชุดนอน สวมใส่แล้วทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มๆ ทันทีที่หัวถึงหมอน เขาก็รู้สึกถึงความอ่อนเพลียที่ถาโถมเข้ามา เขาลองหลับตาลง พยายามจะนึกถึงภาพท้องฟ้าสีคราม เสียงนกร้อง หรือสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ ตามที่คุณย่าบอก แต่ภาพของตัวเลข สถิติ และแผนงานต่างๆ กลับผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่หยุดหย่อน “พรุ่งนี้… ต้องไปประชุมตอนเช้า… แล้วก็… ต้องเคลียร์งานด่วน” พงศธรคิดอย่างเหนื่อยใจ เขาพยายามจะบังคับตัวเองให้นอนหลับ แต่สมองกลับยังคงทำงานอย่างหนัก “มันยากจริงๆ ครับย่า” พงศธรพูดกับตัวเองในความมืด “ผมไม่รู้ว่าผมจะทำได้ไหม” เขาพลิกตัวไปมาอยู่สักพัก จนกระทั่งความเหนื่อยล้าค่อยๆ เข้าครอบงำเปลือกตาของเขาที่หนักอึ้งลงไป ภาพสุดท้ายก่อนที่เขาจะหลับไป คือภาพใบหน้าเปี่ยมเมตตาของคุณย่า ที่กำลังส่งยิ้มให้เขา ราวกับจะบอกว่า “ทุกอย่างจะดีเอง”

4,369 ตัวอักษร