ตอนที่ 9 — แสงสว่างจากความเสียสละ
เช้าวันรุ่งขึ้น พงศธรมาถึงออฟฟิศก่อนเวลาตามปกติ เขามุ่งตรงไปยังห้องทำงานของคุณอรรถกร
“คุณอรรถกรครับ ผมขออนุญาตปรึกษาเรื่องหนึ่งครับ” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อคุณอรรถกรเปิดประตูต้อนรับ
“เชิญเลย พงศธร มีอะไรหรือเปล่า” คุณอรรถกรถามด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น
พงศธรเล่าเรื่องราวของสมศักดิ์ และความกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลของแม่ให้คุณอรรถกรฟังอย่างละเอียด เขาเน้นย้ำถึงความขยันขันแข็งและทุ่มเทของสมศักดิ์ต่องาน
“ผมเข้าใจครับว่าบริษัทมีข้อจำกัด” พงศธรกล่าว “แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราพอจะช่วยเหลืออะไรสมศักดิ์ได้บ้าง มันจะเป็นกำลังใจที่ดีให้กับเขามากเลยครับ”
คุณอรรถกรพยักหน้าขณะฟัง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “พงศธร นายทำถูกแล้วที่นำเรื่องนี้มาปรึกษาฉัน ฉันชื่นชมในน้ำใจและความเป็นห่วงเพื่อนร่วมงานของนายนะ”
“ขอบคุณครับคุณอรรถกร”
“จริงๆ แล้ว บริษัทของเรามีกองทุนช่วยเหลือพนักงานอยู่ ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่ทราบรายละเอียด” คุณอรรถกรอธิบาย “ฉันจะลองประสานงานกับฝ่ายบุคคลเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของสมศักดิ์ และดูว่าเราจะสามารถช่วยเหลือเขาได้มากน้อยแค่ไหน”
“ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะขออนุญาตเสนอตัวว่า ถ้ากองทุนไม่เพียงพอ ผมยินดีที่จะช่วยเหลือสมศักดิ์ในส่วนที่ขาดไปครับ” พงศธรกล่าวอย่างหนักแน่น
คุณอรรถกรเงยหน้าขึ้นมองพงศธรด้วยความประหลาดใจ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจในแววตาของเขา “พงศธร… ฉันรู้ว่านายก็มีภาระของตัวเองนะ”
“ผมเข้าใจครับคุณอรรถกร” พงศธรตอบ “แต่ผมเชื่อว่าการเสียสละเล็กๆ น้อยๆ ของเรา อาจจะช่วยให้ชีวิตของสมศักดิ์และครอบครัวเขาดีขึ้นได้มาก”
คุณอรรถกรมองพงศธรอยู่นาน ก่อนจะยิ้มออกมา “ดีมาก พงศธร ฉันภูมิใจในตัวนายจริงๆ”
“ขอบคุณครับ” พงศธรกล่าว
หลังจากนั้น พงศธรก็กลับมาที่โต๊ะทำงานของเขา เขารู้สึกโล่งใจที่ได้พูดเรื่องนี้กับคุณอรรถกร เขาเชื่อมั่นว่าเรื่องนี้จะได้รับการจัดการอย่างดี
เมื่อเขาเริ่มทำงาน สมศักดิ์ก็เดินเข้ามาที่โต๊ะทำงานของเขาด้วยสีหน้าที่ดูดีขึ้นกว่าเมื่อวาน
“คุณพงศธรครับ” สมศักดิ์กล่าว “เมื่อคืนผมได้พักผ่อนเต็มที่เลยครับ อาการดีขึ้นเยอะแล้ว”
“ดีแล้วล่ะ” พงศธรยิ้ม “ถ้ายังรู้สึกไม่สบาย บอกผมได้นะ”
“ขอบคุณมากครับ” สมศักดิ์กล่าว “ผมได้ยินคุณอรุณีพูดถึงเรื่องที่คุณพงศธรได้คุยกับคุณอรรถกร ผมซาบซึ้งใจมากๆ เลยครับ”
“ไม่ต้องคิดมากหรอก” พงศธรตอบ “เราทำงานด้วยกัน เราก็ต้องช่วยเหลือกัน”
ตลอดทั้งวัน พงศธรยังคงทำงานอย่างหนักเช่นเคย แต่ความรู้สึกเหนื่อยล้ากลับลดน้อยลง เขาพบว่าการได้ช่วยเหลือผู้อื่นนั้น เป็นแหล่งพลังใจชั้นดีที่ทำให้เขามีกำลังใจในการทำงานของตนเอง
เขาตระหนักว่า ความเสียสละไม่ใช่การสูญเสีย แต่คือการเพิ่มพูน เขาได้เสียสละเวลาและแรงกายไปบ้าง แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมานั้น มีค่ามากกว่าสิ่งใด นั่นคือความสุขที่ได้เห็นผู้อื่นมีความหวัง และได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ชีวิตของใครสักคนดีขึ้น
ในช่วงบ่าย คุณอรรถกรเดินมาหาพงศธรที่โต๊ะทำงาน
“พงศธร” คุณอรรถกรกล่าว “ฉันได้คุยกับฝ่ายบุคคลแล้ว เรื่องของสมศักดิ์ เราจะสามารถอนุมัติเงินช่วยเหลือจากกองทุนให้เขาได้บางส่วนนะ”
“เยี่ยมเลยครับคุณอรรถกร” พงศธรกล่าวด้วยความยินดี
“และสำหรับส่วนที่เหลือ” คุณอรรถกรกล่าวพลางยื่นเช็คใบหนึ่งให้กับพงศธร “นี่เป็นเงินส่วนตัวของฉันเอง ฉันขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสมศักดิ์ด้วย”
พงศธรรับเช็คมาด้วยมือที่สั่นเทา เขารู้สึกตื้นตันใจกับน้ำใจของคุณอรรถกรเป็นอย่างยิ่ง
“ขอบคุณมากครับคุณอรรถกร”
“เราทุกคนคือส่วนหนึ่งขององค์กรนี้” คุณอรรถกรกล่าว “เมื่อมีใครคนหนึ่งเดือดร้อน เราก็ต้องช่วยกันนะ”
พงศธรรับเช็คมาและเดินไปหาสมศักดิ์ เขาอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้สมศักดิ์ฟัง สมศักดิ์ถึงกับน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งใจ
“ขอบคุณครับคุณพงศธร ขอบคุณคุณอรรถกรด้วยนะครับ ผมจะไม่มีวันลืมบุญคุณครั้งนี้เลย”
พงศธรยิ้ม “ดีใจที่ได้ช่วยนะ”
ในขณะนั้นเอง พงศธรก็รู้สึกได้ถึงแสงสว่างอันอบอุ่นที่ฉายส่องมาจากภายในใจของเขา เขาได้เรียนรู้ว่า การดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด แต่คือการแบ่งปันแสงสว่างแห่งความดีงามและความเสียสละให้กับผู้อื่นด้วย
3,327 ตัวอักษร