ตอนที่ 4 — พบพระอาจารย์ผู้ทรงภูมิปัญญา
เสียงระฆังยามสายของวัดวิเวกธรรมก้องกังวาน ชวนให้ภัทรละจากสมาธิอันสงบเงียบ เขาลืมตาขึ้นช้าๆ ความรู้สึกผ่อนคลายและสงบยังคงอบอวลอยู่ในใจ มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากความสงบที่เคยสัมผัสจากที่ไหนๆ ความสงบนี้ไม่ได้เกิดจากการหลีกหนีจากโลกภายนอก แต่เกิดจากการปรับมุมมองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของตนเอง
"นี่คือผลจากการได้ปฏิบัติตามที่พระอาจารย์เมธาวินแนะนำสินะ" ภัทรคิด เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ยืดเส้นยืดสาย รู้สึกถึงความเบาสบายที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
หลังจากเก็บอาสนะและทำความสะอาดบริเวณกุฏิเสร็จสิ้น ภัทรก็เดินกลับไปรวมกับพระภิกษุรูปอื่นๆ เพื่อเตรียมตัวรับประทานอาหารเพล เขาพบกับพระอาจารย์ชินวัตต์ที่กำลังรอเขาอยู่
"เป็นอย่างไรบ้าง ภัทร การภาวนาในครั้งแรก" พระอาจารย์ชินวัตต์ถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
ภัทรถวายความเคารพก่อนจะตอบ "รู้สึกดีขึ้นมากครับพระอาจารย์ ในช่วงแรกจิตใจยังวุ่นวายอยู่มาก แต่เมื่อพยายามสังเกตอาการฟุ้งซ่านโดยไม่ปรุงแต่ง อาการเหล่านั้นก็ค่อยๆ เบาบางลง และเมื่อจิตสงบลง ก็รู้สึกถึงความสุขที่แตกต่างออกไปครับ"
พระอาจารย์ชินวัตต์ยิ้มรับ "นั่นแหละคือการเริ่มต้นที่ดี ภัทร การภาวนานั้นไม่ใช่การบังคับจิตให้เป็นไปตามที่เราต้องการ แต่เป็นการเฝ้าสังเกตอย่างเป็นกลาง เมื่อเจ้าเห็นความจริงของจิตใจ ก็จะสามารถปล่อยวางได้เอง"
"กระผมยังสงสัยอยู่บ้างครับพระอาจารย์ เกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่พระอาจารย์เมธาวินท่านได้แนะนำ" ภัทรกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
"มีสิ่งใดที่เจ้ายังสงสัยอยู่เล่า" พระอาจารย์ชินวัตต์ถาม
"คือเรื่อง 'การสังเกตตะกอนโดยไม่ปรุงแต่ง' ครับ กระผมเข้าใจว่าหมายถึงการมองความคิดและความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตัดสิน แต่บางครั้งก็ยังรู้สึกว่าตนเองหลงไปกับการปรุงแต่งอยู่ครับ"
"การปรุงแต่งนั้นเป็นธรรมชาติของจิตนะภัทร มันเหมือนกับคลื่นที่เกิดขึ้นบนผิวน้ำ เมื่อเจ้าเห็นคลื่น ก็อย่าเพิ่งไปตัดสินว่ามันแรงหรืออ่อนดีหรือไม่ดี เพียงแค่รับรู้ว่ามีคลื่นเกิดขึ้นเท่านั้น เมื่อเจ้าไม่เข้าไปปรุงแต่งเพิ่ม คลื่นนั้นก็จะค่อยๆ สงบลงไปเอง" พระอาจารย์อธิบาย
"เหมือนกับการที่เราเห็นก้อนเมฆลอยผ่านไป โดยที่เราไม่ต้องไปพยายามผลักมัน หรือไปบอกว่าเมฆก้อนนี้สวยหรือไม่สวยใช่ไหมครับ" ภัทรพยายามทำความเข้าใจ
"ถูกต้องแล้ว... เจ้าเริ่มเข้าใจแล้ว" พระอาจารย์ชินวัตต์กล่าว "ธรรมชาติของจิตนั้นบริสุทธิ์ ผุดผ่องอยู่แล้ว สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมองคืออุปาทาน หรือการยึดมั่นถือมั่น เมื่อเจ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นในความคิดหรือความรู้สึกใดๆ จิตก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิม"
หลังรับประทานอาหารเพลเสร็จสิ้น ภัทรก็พบกับพระอาจารย์ชินวัตต์อีกครั้งที่บริเวณศาลาวัด
"วันนี้อาตมาจะพาเจ้าไปพบพระอาจารย์เมธาวินอีกครั้งนะ" พระอาจารย์ชินวัตต์กล่าว "เจ้าจะได้ซักถามข้อสงสัยต่างๆ ที่ยังค้างคาใจ"
ภัทรตื่นเต้นและดีใจ เขารู้สึกว่าการได้พบและสนทนากับพระอาจารย์ทั้งสองท่านนี้ เป็นโอกาสอันประเสริฐที่หาได้ยากยิ่ง
ทั้งสองเดินขึ้นไปยังกุฏิของพระอาจารย์เมธาวินบนยอดเขาอีกครั้ง เส้นทางเดิมที่เคยเดินเมื่อวาน วันนี้ภัทรกลับรู้สึกคุ้นเคยและสบายกว่าเดิม เขาเดินด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด และสังเกตความงามของธรรมชาติรอบตัวที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามแสงแดด
เมื่อมาถึงกุฏิที่ตั้งอยู่อย่างสงบเงียบ พระอาจารย์เมธาวินกำลังนั่งอยู่บนอาสนะภายในกุฏิที่เปิดโล่ง มองออกไปยังทิวทัศน์อันงดงามเบื้องล่าง
"กราบพระอาจารย์ครับ" ภัทรและพระอาจารย์ชินวัตต์พร้อมกันกล่าว
"เชิญนั่งก่อนสิ" พระอาจารย์เมธาวินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เปี่ยมด้วยเมตตา "อาตมาทราบแล้วว่าเจ้าได้เริ่มปฏิบัติภาวนาแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง"
"กระผมรู้สึกว่าเริ่มเข้าใจหลักการปฏิบัติมากขึ้นแล้วครับพระอาจารย์ แต่ก็ยังมีข้อสงสัยบางประการที่อยากจะกราบเรียนถามครับ" ภัทรกล่าว
"ถามมาได้เลย" พระอาจารย์เมธาวินพยักหน้า
"คือเรื่อง... ความคิดที่เกิดขึ้น บางครั้งก็ดูเหมือนจะควบคุมไม่ได้เลยครับ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างพยายามจะชักจูงให้เราคิดไปในทางนั้นทางนี้" ภัทรถาม
พระอาจารย์เมธาวินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า "ความคิดนั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในจิต เปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในน้ำ เมื่อก้อนหินจมลงไป ก็จะเกิดคลื่นขึ้น แต่คลื่นนั้นก็จะค่อยๆ จางหายไปเอง เจ้าไม่ต้องไปพยายามหยุดมัน หรือไปต่อต้านมัน เพียงแค่รับรู้ว่ามีคลื่นเกิดขึ้นก็พอ"
"แต่บางครั้ง ความคิดเหล่านั้นมันก็ดูเหมือนจะรุนแรงและทำให้เกิดอารมณ์ต่างๆ ตามมาด้วยครับ ทั้งความโกรธ ความเศร้า หรือความกังวล" ภัทรเล่าต่อ
"เมื่อเจ้าเห็นว่ามีความคิดเกิดขึ้น และมีความรู้สึกตามมา ให้เจ้ากลับมาพิจารณาที่ลมหายใจของเจ้า" พระอาจารย์เมธาวินแนะนำ "ลมหายใจเป็นเหมือนสมอเรือ ที่จะช่วยดึงสติของเจ้ากลับมาอยู่กับปัจจุบัน เมื่อสติกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ความฟุ้งซ่านและความปรุงแต่งต่างๆ ก็จะค่อยๆ ลดน้อยลง"
"การตามรู้ลมหายใจนี่เอง ที่เป็นเสมือนการฝึกฝนให้จิตมีกำลังในการกลับมาสู่ฐานที่ตั้ง" พระอาจารย์ชินวัตต์เสริม
"แล้วถ้าหากกระผมปฏิบัติไปแล้ว เกิดความรู้สึกท้อแท้ หรือรู้สึกว่าตนเองยังไม่ดีพอ จะต้องทำอย่างไรครับ" ภัทรถามถึงอีกหนึ่งความกังวลที่เกิดขึ้น
พระอาจารย์เมธาวินมองภัทรด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจ "ความท้อแท้และความรู้สึกไม่ดีพอนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเช่นกันนะภัทร อย่าได้ตำหนิตนเองเลย ทุกคนล้วนเคยผ่านช่วงเวลานั้นมาทั้งสิ้น"
"ให้เจ้ากลับมาพิจารณาที่ 'เจตนา' ของเจ้า" พระอาจารย์กล่าวต่อ "เจตนาที่เจ้ามาบวช มาปฏิบัติธรรมนี้ คือเพื่ออะไร เพื่อแสวงหาความสุขที่แท้จริง หรือเพื่อหลุดพ้นจากทุกข์ เมื่อเจ้าระลึกถึงเจตนาอันบริสุทธิ์นี้ได้ ความท้อแท้ก็จะค่อยๆ จางหายไป"
"นอกจากนี้ การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความทุกข์" พระอาจารย์เมธาวินกล่าวเสริม "แต่ละคนมีต้นทุนชีวิตและอุปนิสัยที่แตกต่างกัน การปฏิบัติของแต่ละคนจึงมีความเร็วและความลึกซึ้งที่ต่างกันไป จงตั้งใจปฏิบัติไปตามกำลังของตนเอง และเชื่อมั่นในกระบวนการ"
ภัทรตั้งใจฟังคำสอนของพระอาจารย์เมธาวินอย่างเงียบๆ เขาพบว่าคำพูดของพระอาจารย์นั้น ลึกซึ้งและเข้าถึงแก่นแท้ของปัญหาที่เขากำลังเผชิญอยู่
"กระผมรู้สึกเหมือนได้เห็นแสงสว่างมากขึ้นแล้วครับพระอาจารย์ ขอบคุณท่านทั้งสองมากครับ" ภัทรกล่าวด้วยความซาบซึ้ง
"จงปฏิบัติไปเถิดภัทร" พระอาจารย์เมธาวินกล่าว "หนทางแห่งการพ้นทุกข์นั้น อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เพียงแต่เจ้าต้องเพียรพยายามต่อไป"
หลังจากการสนทนาอันมีค่า ภัทรก็เดินทางกลับลงมาจากยอดเขา พร้อมกับพระอาจารย์ชินวัตต์ บรรยากาศรอบกายดูเหมือนจะสดใสขึ้นกว่าเดิม เขารู้สึกถึงพลังใจที่แข็งแกร่งขึ้น และความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางแห่งการปฏิบัติธรรม
5,415 ตัวอักษร