ตอนที่ 5 — ลมทะเลพัดพาความคิดถึง
ภาคเดินอยู่ริมชายหาดที่ทอดยาวสุดสายตา หาดทรายสีขาวละเอียดทอประกายใต้แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่าย คลื่นทะเลซัดสาดเข้าฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงคลื่นที่ดังก้องราวกับเสียงกระซิบของธรรมชาติ ทำให้จิตใจที่เคยว้าวุ่น ค่อยๆ สงบลง
หลังจากกลับจากวัดป่าเมื่อวานนี้ ภาคยังคงหมั่นทบทวนคำสอนของหลวงลุงสมหมายอยู่เสมอ เขาพยายามที่จะฝึกฝนการสังเกตอารมณ์และความคิดของตนเอง โดยไม่ปรุงแต่งหรือตัดสิน
“การไม่ไหลไปตามกระแสน้ำ” เขาทวนคำพูดของหลวงลุง “หมายถึงการที่เราไม่ยึดติด ไม่ปรุงแต่ง ไม่ตัดสินสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น”
วันนี้เขาตัดสินใจเดินทางมายังชายหาดแห่งนี้อีกครั้ง ที่นี่คือสถานที่ที่เขามักจะมาหลบความวุ่นวายของเมืองใหญ่เสมอ เมื่อครั้งยังเป็นพระ หนุ่มน้อยที่เคยเข้ามาสนทนากับเขาที่วัดป่าก็มักจะมาหาเขาที่นี่
“สวัสดีครับคุณภาคิน” เสียงทักทายดังขึ้นจากด้านหลัง ภาคหันไปมอง ก็พบกับ ‘มาลี’ หญิงสาวในชุดเดรสสีฟ้าอ่อน กำลังเดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มที่คุ้นเคย
“มาลี” ภาคเอ่ยทักทาย ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้ม “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
“ค่ะ คุณภาคิน” มาลีเดินเข้ามาหยุดยืนข้างๆ ภาค “ฉันก็คิดถึงบรรยากาศที่นี่ค่ะ คิดถึงคุณภาคินด้วย”
ภาคยิ้มรับ “ผมเองก็คิดถึงพวกคุณเหมือนกัน”
“แล้วเป็นไงบ้างคะ หลังลาสิกขา” มาลีถามด้วยความห่วงใย “ปรับตัวได้หรือยัง”
“ก็… กำลังปรับตัวอยู่ครับ” ภาคตอบตามตรง “โลกภายนอกมันแตกต่างจากตอนบวชมากจริงๆ”
“ฉันเข้าใจค่ะ” มาลีพยักหน้า “แต่ฉันเชื่อว่าคุณภาคินจะต้องทำได้ดีแน่ๆ คุณมีสติ และมีความอดทนสูง”
“ผมพยายามอยู่ครับ” ภาคกล่าว “เมื่อวานผมไปหาหลวงลุงสมหมายที่วัดมา ท่านสอนผมหลายอย่างเกี่ยวกับการไม่ไหลไปตามกระแสน้ำ”
“เรื่องการปล่อยวางใช่ไหมคะ” มาลีถาม
“ใช่ครับ” ภาคตอบ “หลวงลุงบอกว่า การปล่อยวางไม่ใช่การทำให้สิ่งภายนอกหายไป แต่เป็นการที่เราไม่ยึดติดกับมัน ไม่ปรุงแต่ง ไม่ตีความ”
“ฟังดูน่าสนใจมากเลยค่ะ” มาลีเอ่ย “ฉันเองก็พยายามฝึกฝนเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่บางครั้งก็ทำได้ยาก”
“ผมก็เหมือนกันครับ” ภาคยอมรับ “บางทีก็อดคิดมากไม่ได้”
“แต่คุณภาคินก็เก่งนะคะ” มาลีกล่าว “อย่างน้อยคุณก็รู้ตัว และพยายามแก้ไข”
บทสนทนาของทั้งสองดำเนินไปอย่างไหลลื่น พวกเขาพูดคุยกันถึงเรื่องต่างๆ นานา ตั้งแต่ชีวิตในวัดป่า ความรู้สึกที่ได้กลับมาใช้ชีวิตฆราวาส ไปจนถึงความคาดหวังของคนรอบข้าง
“คุณแม่ของคุณภาคิน ท่านดูภูมิใจในตัวคุณมากนะคะ” มาลีกล่าว “ตอนงานเลี้ยงเมื่อวาน ฉันเห็นท่านยิ้มตลอดเวลา”
“คุณแม่ท่านเป็นห่วงผมมากครับ” ภาคกล่าว “ท่านอยากให้ผมประสบความสำเร็จในชีวิต และท่านก็เชื่อว่าการกลับมาทำงานต่อ จะทำให้ผมมีความสุข”
“แล้วคุณภาคินล่ะคะ คิดว่าอย่างไร” มาลีถาม
ภาคหยุดคิด เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามที่กว้างใหญ่ “ผม… ผมก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นครับ” เขาตอบ “ผมพยายามที่จะมองเห็นความสุขในทุกๆ วัน แม้ว่าบางครั้งมันจะยากก็ตาม”
“นั่นแหละคือสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ” มาลีกล่าว “การมองเห็นความสุขในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ”
“มาลี” ภาคเอ่ยขึ้น “เธอยังจำพระอาจารย์ที่วัดได้ไหม”
“จำได้ค่ะ” มาลีตอบ “ท่านใจดีมากเลย”
“เมื่อวานผมเจอท่านโดยบังเอิญ” ภาคเล่า “ท่านถามผมว่า ทำไมผมถึงไม่บวชต่อ”
มาลีเลิกคิ้ว “แล้วคุณภาคินตอบท่านว่าอย่างไรคะ”
“ผมบอกท่านว่า ผมอยากกลับมาใช้ชีวิตในทางโลกอีกครั้ง” ภาคกล่าว “ผมอยากลองเรียนรู้ที่จะอยู่กับโลกนี้ ด้วยสติ และด้วยความเข้าใจ”
“พระอาจารย์ท่านก็คงเข้าใจนะคะ” มาลีกล่าว
“ท่านบอกว่า การบวชเป็นการฝึกฝนจิตใจ แต่การใช้ชีวิตในทางโลก ก็เป็นการทดสอบจิตใจเช่นกัน” ภาคเล่าต่อ “ท่านบอกว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะไหน สิ่งสำคัญที่สุด คือการที่เราไม่ทิ้งหลักธรรม”
“จริงค่ะ” มาลีเห็นด้วย “หลักธรรมเป็นเหมือนเข็มทิศที่นำทางเรา”
“ผมยังรู้สึกขอบคุณท่านอยู่เสมอ” ภาคกล่าว “ที่ท่านเปิดโลกทัศน์ให้ผม”
“พวกเราโชคดีนะคะ ที่ได้พบกับท่าน” มาลีกล่าว “และได้เรียนรู้สิ่งดีๆ จากท่าน”
ทั้งสองนั่งเงียบไปครู่หนึ่ง ปล่อยให้เสียงคลื่นและสายลมเป็นบทเพลงที่ขับกล่อม พวกเขารู้สึกถึงความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นระหว่างกัน ไม่ใช่ความรักแบบหนุ่มสาว แต่เป็นความเข้าใจและความปรารถนาดีที่มีให้กัน
“ฉันว่า ฉันเข้าใจที่คุณหลวงลุงสมหมายสอนมากขึ้นแล้วล่ะค่ะ” มาลีเอ่ยขึ้น “การปล่อยวาง คือการยอมรับในทุกสิ่ง ไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ดีก็ตาม”
“ใช่” ภาคเห็นด้วย “และเมื่อเรายอมรับได้ เราก็จะพบกับความสงบ”
“เหมือนสายน้ำที่ไหลไปเรื่อยๆ ไม่ยึดติดกับอะไร” มาลีเสริม
“ใช่แล้ว” ภาคยิ้ม “และเมื่อเราไม่ยึดติด เราก็จะเบา เหมือนสายน้ำที่ไม่ต้องแบกรับสิ่งใดไว้”
ลมทะเลพัดโชยมาแผ่วเบา พาเอาความเย็นสบายและความรู้สึกสดชื่นมาให้ ภาคและมาลีมองหน้ากันด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ พวกเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นภายในจิตใจ
“ฉันว่า ฉันต้องกลับแล้วล่ะค่ะ” มาลีกล่าว “เดี๋ยวจะมืดค่ำเกินไป”
“ผมจะไปส่งนะ” ภาคเสนอ
“ขอบคุณค่ะ” มาลีตอบ “แต่ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกลับเองได้”
“แน่ใจนะ” ภาคถาม
“แน่ใจค่ะ” มาลีตอบ “ไว้เราคงได้เจอกันอีกนะคะ”
“แน่นอน” ภาคกล่าว “แล้วถ้ามีอะไรไม่สบายใจ หรืออยากพูดคุย ก็มาหาผมได้เสมอ”
“ขอบคุณค่ะ” มาลีกล่าว แล้วเดินจากไป ทิ้งให้ภาคยืนมองแผ่นหลังของเธอจนลับสายตา
ภาคหันกลับมามองทะเลอีกครั้ง คลื่นยังคงซัดสาดเข้าฝั่งไม่หยุดหย่อน เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดดูรายชื่อติดต่อ แล้วเลื่อนไปที่ชื่อของ ‘คุณหญิงอารยา’ มารดาของเขา
“สักวันหนึ่ง ผมจะทำให้คุณแม่ภูมิใจ” เขาพึมพำกับตัวเอง แล้วกดโทรออก
4,317 ตัวอักษร