น้ำค้างยามเช้าที่ระเหยไป

ตอนที่ 1 / 19

ตอนที่ 1 — ยามเช้ากับหยาดน้ำค้างใส

ลมเย็นยามรุ่งอรุณพัดโชยมาแผ่วเบา พาเอากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าและดินชื้นๆ ลอยมาแตะจมูก ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังยืนสงบนิ่งอยู่ริมระเบียงไม้เก่าแก่ของเรือนไทยหลังเล็กที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวนผลไม้ร่มรื่น แสงแดดอ่อนๆ ของวันใหม่กำลังค่อยๆ ทอแสงลอดผ่านใบไม้เขียวขจี ส่องประกายระยิบระยับบนหยาดน้ำค้างเล็กๆ ที่เกาะพราวอยู่บนยอดหญ้าและกลีบดอกไม้แต่ละกลีบ เขาคือ “ธันวา” ชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ที่มีใบหน้าหมดจด ผิวขาวผ่อง ดวงตาคมกริบฉายแววครุ่นคิด ดวงตาคู่นั้นมักจะมองสิ่งต่างๆ ด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่าที่เห็น ธันวานิยมความสันโดษ เขาใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ที่นี่เพียงลำพัง ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงไก่ไข่ หาปลาในลำธารใกล้บ้าน และศึกษาธรรมะอย่างสม่ำเสมอ ชีวิตของเขาดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ทว่าเปี่ยมสุข เช้านี้เช่นเดียวกับทุกเช้า ธันวาตื่นขึ้นมาก่อนตะวันจะขึ้นขอบฟ้า เขาชอบสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของธรรมชาติในยามเช้าตรู่เป็นพิเศษ ช่วงเวลาที่ทุกสิ่งยังคงความบริสุทธิ์ สดชื่น และยังไม่ถูกรบกวนจากความวุ่นวายของโลกภายนอก เขาก้าวเท้าออกมายืนรับลมเย็นๆ หายใจลึกๆ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด “อรุณสวัสดิ์นะเจ้าหยาดน้ำค้าง” ธันวากล่าวกับหยาดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนใบหญ้าใกล้ๆ ราวกับกำลังพูดคุยกับเพื่อนเก่า “เจ้าสวยงามเหลือเกินในยามนี้ ช่างใสบริสุทธิ์ราวกับแก้ว” เขาหยิบกล้องถ่ายรูปเก่าคู่ใจขึ้นมาอย่างช้าๆ ยกมันขึ้นประคองแนบกับดวงตา ตั้งใจจะบันทึกภาพความงามของหยาดน้ำค้างนี้ไว้ก่อนที่มันจะหายไป เขาชอบถ่ายรูปหยาดน้ำค้าง เพราะมันเตือนใจเขาถึงสัจธรรมบางอย่างที่ไม่อาจมองข้าม “แชะ!” เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นเบาๆ ธันวาเลื่อนสายตาจากช่องมองภาพมามองหยาดน้ำค้างอีกครั้ง มันยังคงนิ่งสงบ สะท้อนภาพท้องฟ้าสีฟ้าอ่อนและก้อนเมฆปุกปุยเบาๆ ราวกับโลกทั้งใบถูกย่อส่วนลงมาอยู่ในหยดน้ำเล็กๆ นั้น “ท่านธันวาเจ้าคะ” เสียงใสๆ ดังมาจากด้านหลัง ทำให้ธันวาละสายตาจากหยาดน้ำค้าง หันกลับไปมอง “อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ” “อรุณสวัสดิ์เช่นกันจ้ะ ปิ่น” ธันวาตอบด้วยรอยยิ้ม ดวงตาของเขามองไปยังหญิงสาวที่เดินเข้ามาหา เธอคือ “ปิ่น” หญิงสาวชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียง ปิ่นมีนิสัยร่าเริง แจ่มใส เป็นคนขยันขันแข็ง และมักจะนำอาหารหรือขนมมาแบ่งปันให้ธันวาอยู่เสมอ ปิ่นมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับธันวา และดูเหมือนว่าเธอจะมีความรู้สึกพิเศษบางอย่างให้กับชายหนุ่มผู้สันโดษผู้นี้ “ปิ่นเอาข้าวเหนียวหมูปิ้งมาฝากเจ้าค่ะ ท่านธันวา เมื่อเช้าไปตลาดเห็นร้านเจ้านี้คนเยอะ อดใจไม่ไหวต้องซื้อมาฝาก” ปิ่นยื่นถุงข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ห่อด้วยใบตองอย่างดีให้กับธันวา ธันวารับมาด้วยความยินดี “ขอบใจมากนะปิ่น ข้าวเหนียวหมูปิ้งของเจ้านี่หอมน่ากินจริงๆ” “เช้านี้อากาศดีจังเลยนะเจ้าคะ ท่านธันวา” ปิ่นพูดพลางชี้ไปยังหยาดน้ำค้างที่ธันวากำลังมองอยู่ “ดูสิคะ เจ้าหยดน้ำค้างนี่สวยจังเลย เหมือนเพชรเม็ดเล็กๆ เลย” “ใช่แล้ว” ธันวาพยักหน้าเห็นด้วย “มันสวยงามมากจริงๆ แต่ก็สวยงามเพียงชั่วครู่เท่านั้น” ปิ่นขมวดคิ้วเล็กน้อย “หมายความว่ายังไงเจ้าคะ” ธันวาหันกลับมามองหยาดน้ำค้างอีกครั้ง แสงแดดเริ่มทอแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หยดน้ำค้างเริ่มระยิบระยับน้อยลง “เจ้าเห็นไหม ปิ่น ยามเช้าตรู่ หยาดน้ำค้างจะปรากฏขึ้นมาใสบริสุทธิ์ งดงามราวกับสิ่งไม่มีค่าใดจะมาเปรียบได้ แต่มันคงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อแสงแดดเริ่มทอแรงขึ้น มันก็จะค่อยๆ ระเหยหายไป กลายเป็นไอไปกับอากาศ” “อ๋อ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ปิ่นทำหน้าครุ่นคิด “มันก็เหมือนกับความสุขบางอย่างที่เกิดขึ้นแล้วก็หายไปใช่ไหมเจ้าคะ” “ถูกเผงเลย” ธันวายิ้ม “สุขทางโลกก็เช่นกัน มันอาจจะงดงามและทำให้เราพึงพอใจในขณะนั้น แต่สุดท้ายมันก็ไม่ยั่งยืน มันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตามเหตุปัจจัยต่างๆ เหมือนกับหยาดน้ำค้างที่ต้องสลายไปเมื่อเจอแสงแดด” ธันวากวาดสายตาไปรอบๆ สวน มองเห็นดอกไม้ที่กำลังแย้มบาน ต้นไม้ที่กำลังเติบโต ใบหญ้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำค้าง “สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความงามในตัวของมันเอง และความงามนั้นก็เปลี่ยนแปลงไปเสมอ ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ถาวร” “แล้วเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ ท่านธันวา ถ้าทุกอย่างมันไม่ยั่งยืน” ปิ่นถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงนั้น” ธันวาตอบ “และค้นหาความสุขที่ยั่งยืนแทน” “ความสุขที่ยั่งยืน…มันอยู่ที่ไหนเจ้าคะ” ปิ่นถามด้วยความสงสัย ธันวาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ “มันอยู่ในใจของเราเอง ปิ่น” เขาตอบ “เมื่อเราเข้าใจในสัจธรรม เข้าใจในความไม่เที่ยง เราก็จะปล่อยวางความยึดติดในสิ่งต่างๆ ที่เป็นเพียงมายา เมื่อเรามีสติอยู่กับปัจจุบัน และทำความดี ละเว้นความชั่ว จิตใจเราก็จะสงบ และนั่นคือความสุขที่แท้จริงที่ไม่มีวันจางหายไป” ธันวาหยิบกล้องขึ้นมาอีกครั้ง เขาตั้งใจจะบันทึกภาพการเปลี่ยนแปลงของหยาดน้ำค้างนี้ไว้ให้ดีที่สุด เขาเฝ้ามองดูหยดน้ำค้างเล็กๆ นั้นค่อยๆ เล็กลงๆ จนในที่สุดก็สลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าบนใบหญ้า “เห็นไหมปิ่น” ธันวากล่าว “มันหายไปแล้ว หายไปอย่างรวดเร็ว” ปิ่นมองตามด้วยความรู้สึกว่างเปล่าเล็กน้อย “น่าเสียดายจังเลยเจ้าค่ะ” “ไม่น่าเสียดายหรอก” ธันวาพูดพร้อมกับยิ้ม “เพราะเราได้เห็นมันแล้ว ได้เรียนรู้จากมันแล้ว การได้เห็นและการได้เรียนรู้คือสิ่งสำคัญที่สุด” เขาหันมายิ้มให้กับปิ่น “ขอบใจอีกครั้งสำหรับข้าวเหนียวหมูปิ้งนะปิ่น ข้าจะเก็บไว้กินทีหลัง” “เจ้าค่ะ ท่านธันวา” ปิ่นตอบพลางเหลือบมองใบหน้าของธันวาอย่างมีความหวัง “ถ้าท่านธันวาไม่มีธุระอะไร พรุ่งนี้เช้าปิ่นจะเอาขนมครกมาฝากอีกนะเจ้าคะ” “ยินดีเสมอจ้ะ” ธันวาตอบอย่างใจดี ปิ่นยิ้มกว้าง รีบกล่าวลาแล้วเดินจากไป ทิ้งให้ธันวาอยู่กับความคิดของเขาอีกครั้ง เขามองตามแผ่นหลังของปิ่นที่ค่อยๆ หายลับไปในทางเดินเล็กๆ สวนผลไม้ ธันวาหันกลับมามองสวนอีกครั้ง แสงแดดเริ่มทอแรงขึ้นแล้ว หยาดน้ำค้างที่เคยเกาะพราวอยู่ทั่วบริเวณ บัดนี้แทบจะหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความชุ่มชื้นที่ยังคงอยู่เล็กน้อยบนใบไม้บางใบ “ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปเสมอ” ธันวากล่าวพึมพำกับตัวเอง “แม้แต่สิ่งที่เราเห็นว่าสวยงามที่สุดในวันนี้ ก็อาจจะเลือนหายไปในวันพรุ่งนี้” เขาเดินกลับเข้าไปในเรือน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอาความสดชื่นของยามเช้าเข้ามาเติมเต็มร่างกายและจิตใจ ธันวารู้ดีว่าชีวิตของเขาอาจจะดูเรียบง่ายและเงียบเหงาสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเขาแล้ว นี่คือความสงบสุขที่แท้จริง ที่เขาได้ค้นพบจากการสังเกตสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว การเรียนรู้จากธรรมชาติ และการทำความเข้าใจในสัจธรรมของชีวิต ตอนนี้เขารู้สึกพร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นวันใหม่ ด้วยจิตใจที่สงบและเบิกบาน พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น โดยไม่หวั่นไหวไปกับความไม่แน่นอนของโลกภายนอก

5,364 ตัวอักษร