เพชรน้ำหนึ่ง แห่งสมณะ สู่ นิพพาน

ตอนที่ 3 / 35

ตอนที่ 3 — แสงธรรมส่องใจ ณ ป่าใหญ่

ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ในป่าลึกอันเงียบสงัด พระหนุ่มนามว่า บุญ กำลังนั่งเพ่งพิจารณาธรรมอย่างแน่วแน่ ลมหายใจของเขาเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ดวงตาหลับพริ้ม แต่ภายในจิตใจกลับสว่างไสวราวกับมีเปลวเทียนที่ส่องนำทางท่ามกลางความมืด ความยากลำบากตลอดหลายปีที่ผ่านมาบนเส้นทางสมณะ ทั้งการอดทนต่อความหิวโหย การเผชิญกับความหนาวเหน็บ การเดินธุดงค์ในป่าเปลี่ยว ได้หล่อหลอมให้จิตใจของเขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น “ท่านหลวงพี่ครับ กระผมเห็นท่านนั่งนิ่งอยู่ตรงนี้นานแล้ว ท่านไม่รู้สึกเบื่อบ้างหรือครับ” เสียงของสามเณรรุ่นน้องดังขึ้น แตกต่างจากความสงบนิ่งของบุญอย่างสิ้นเชิง บุญลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ มองไปยังสามเณรรูปนั้นด้วยรอยยิ้มแห่งความเมตตา “ความเบื่อหน่ายนั้น เกิดขึ้นเมื่อเราไม่ได้เห็นคุณค่าในสิ่งที่เรากำลังทำ” “แต่กระผมก็ไม่เห็นว่าการนั่งเฉยๆ แบบนี้จะมีประโยชน์อะไรเลยครับ” สามเณรน้อยกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “การนั่งเฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าจิตใจของเราจะเฉื่อยชาไปด้วย” บุญอธิบาย “ขณะที่ร่างกายเราอยู่นิ่ง จิตใจของเรากำลังทำงานอย่างหนัก กำลังพิจารณาถึงสภาวะธรรมต่างๆ กำลังฝึกฝนตนเองให้รู้จักการปล่อยวาง” “การปล่อยวางคืออะไรหรือครับ” “การปล่อยวาง คือการยอมรับความจริงว่าทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย เมื่อเรายึดติดกับสิ่งใด เราก็จะทุกข์เมื่อสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป” บุญกล่าว “ลองสังเกตดูนะ เมื่อเราหิว เราก็ทุกข์ เมื่อเราอิ่ม เราก็สบายใจ แต่ความสบายใจนั้นก็อยู่ไม่นาน พอหิวอีกเราก็ทุกข์อีก วนเวียนเช่นนี้” สามเณรน้อยพยักหน้าอย่างเข้าใจ “การปล่อยวาง ไม่ใช่การไม่รับรู้ แต่คือการรับรู้โดยไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น” บุญกล่าวต่อ “เหมือนเมฆที่ลอยผ่านไปบนท้องฟ้า เรารู้ว่ามีเมฆ แต่เราไม่ได้พยายามจะเกาะกุมมันไว้” บุญใช้เวลาส่วนใหญ่ในการศึกษาพระธรรมและปฏิบัติธรรมในป่าแห่งนี้ เขาได้พบกับครูบาอาจารย์ผู้ทรงภูมิปัญญาหลายท่าน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพระป่าที่ใช้ชีวิตอย่างสมถะและเคร่งครัดในพระธรรมวินัย วันหนึ่ง ขณะที่บุญกำลังเดินจงกรมอยู่ริมลำธาร เขาได้เห็นปลาตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งพยายามว่ายทวนกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก มันสู้ไม่ถอย แม้จะถูกกระแสน้ำพัดไปหลายครั้ง แต่มันก็ยังคงพยายามว่ายต่อไป “ดูนั่นสิ” บุญพูดกับสามเณรรูปหนึ่งที่กำลังเดินตามมา “ปลาตัวนั้นกำลังสอนบทเรียนสำคัญให้แก่เรา” “สอนอะไรหรือครับหลวงพี่” “สอนเรื่องความเพียร ความพยายาม” บุญกล่าว “ไม่ว่าอุปสรรคจะใหญ่หลวงเพียงใด หากเรามีความเพียร เราก็ย่อมมีโอกาสที่จะไปถึงจุดหมายได้” บุญได้นำหลักธรรมที่ได้จากการสังเกตธรรมชาติรอบตัว มาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติธรรมของตนเอง เขามักเปรียบเทียบการปฏิบัติธรรมกับการเจียระไนเพชร “เพชรน้ำหนึ่งนั้น กว่าจะเปล่งประกายได้ ต้องผ่านการเผาไหม้ ผ่านการเจียระไนอย่างแสนสาหัส” บุญอธิบายให้เหล่าสามเณรฟัง “จิตใจของพวกเราก็เช่นกัน กว่าจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง ย่อมต้องผ่านการฝึกฝนและการขัดเกลา” “แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังจะได้เพชรน้ำหนึ่งแล้วครับ” สามเณรรูปหนึ่งถาม “เมื่อจิตใจของเจ้าสงบเย็น ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ต่างๆ เมื่อมีความเมตตากรุณาแผ่ไปทั่วสรรพสัตว์ เมื่อสามารถปล่อยวางความทุกข์ได้ นั่นแหละคือสัญญาณว่าเจ้ากำลังจะได้พบกับเพชรน้ำหนึ่งในใจของเจ้า” บุญตอบ การเทศนาสั่งสอนของบุญนั้น เต็มไปด้วยอุปมาอุปไมยที่เรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง ทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจในธรรมะได้ง่าย และนำไปปฏิบัติได้จริง ความโด่งดังในคุณธรรมและวัตรปฏิบัติอันงดงามของบุญ เริ่มแพร่สะพัดออกไปจากป่าแห่งนี้ ผู้คนจากต่างถิ่นต่างแดนพากันเดินทางมาขอฟังธรรม และมาขอคำแนะนำเกี่ยวกับชีวิต “หลวงพี่ครับ ผมประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีเงินทองมากมาย แต่ผมกลับรู้สึกไม่มีความสุขเลยครับ” ชายผู้มีอันจะกินคนหนึ่ง เอ่ยถามด้วยใบหน้าเศร้าหมอง บุญมองเขาด้วยสายตาเปี่ยมเมตตา “ความสุขที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่การมีสิ่งของมากมาย แต่อยู่ที่การมีจิตใจที่สงบและพอเพียง” “แล้วผมจะหาความสุขนั้นได้อย่างไรครับ” “จงกลับไปมองสิ่งที่เจ้ามีอยู่แล้ว ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าขาด” บุญกล่าว “จงใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ฟังเสียงหัวใจของตนเอง และแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้แก่ผู้อื่น เมื่อเจ้าให้ เจ้าจะพบความสุขที่แท้จริง” บุญยังคงสอนให้ผู้คนตระหนักถึงความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความทุกข์นั้นเกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่เที่ยงเหล่านั้น “ชีวิตก็เหมือนสายน้ำ” บุญกล่าวสรุปในธรรมเทศนาครั้งหนึ่ง “ไหลไปเรื่อยๆ ไม่เคยหยุดนิ่ง หากเราพยายามจะตักน้ำนั้นไว้ในมือให้ได้นานที่สุด เราก็จะผิดหวัง เพราะน้ำนั้นจะไหลรินหายไป แต่หากเราปล่อยให้สายน้ำไหลไปตามธรรมชาติ แล้วเราเพียงแค่ดื่มกินเมื่อเรากระหาย เราก็จะมีความสุขอย่างแท้จริง” แสงธรรมที่เปล่งประกายออกจากจิตใจอันบริสุทธิ์ของบุญ ได้ส่องสว่างนำทางแก่ผู้คนมากมาย ทำให้พวกเขาได้เห็นหนทางแห่งความสุขที่แท้จริง ไม่ใช่ความสุขที่ฉาบฉวยจากวัตถุ แต่เป็นความสุขที่เกิดจากการเข้าใจและการปล่อยวาง เป็นความสุขที่ยั่งยืน ดุจดั่งเพชรน้ำหนึ่งที่เปล่งประกายเจิดจ้าตลอดกาล

4,058 ตัวอักษร