ร่มโพธิ์ธรรม สู่ พระอรหันต์

ตอนที่ 4 / 35

ตอนที่ 4 — สรรพสัตว์ล้วนมีอาสวะ

หยดน้ำค้างบนกลีบบัวยังคงสะท้อนภาพของท้องฟ้าและหมู่เมฆที่เคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า อนันต์มองตามด้วยใจที่จดจ่อ "มันเล็กใส แต่ก็สะท้อนภาพใหญ่ได้" เขาคิด "เหมือนจิตของพวกเรา ที่แม้จะเล็ก แต่ก็สามารถรับรู้เรื่องราวทั้งมวลได้" พระอาจารย์วิมุตติเดินเข้ามาใกล้อีกก้าวหนึ่ง ท่านวางมือบนไหล่ของอนันต์เบาๆ "หยดน้ำค้างนี้ เมื่อรวมกับหยดอื่นๆ ก็จะกลายเป็นสายน้ำ เมื่อสายน้ำไหลรวมสู่มหาสมุทร ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่า" ท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "สรรพสิ่งในโลกนี้ ล้วนมีความสัมพันธ์กัน ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ได้โดยลำพัง" อนันต์พยักหน้า เขารู้สึกถึงความเชื่อมโยงบางอย่างที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ด้วยใจ "แล้ว... อาสวะเล่าครับพระอาจารย์" เขาถาม "พระอาจารย์เคยกล่าวถึงว่า การละอาสวะคือหนทางสู่การหลุดพ้น อาสวะนั้นคืออะไรกันแน่ครับ" พระอาจารย์วิมุตติถอยกลับมายืนข้างๆ อนันต์ มองไปยังต้นไม้ใบหญ้าที่กำลังถูกแสงแดดยามเช้าแต่งแต้มด้วยสีทอง "อาสวะนั้น มีความหมายกว้างขวางนัก" ท่านอธิบาย "แต่โดยรวมแล้ว คือสิ่งที่ไหลซึมเข้าไปในจิตใจ ทำให้จิตใจขุ่นมัว ไม่บริสุทธิ์ เป็นตัวการที่ทำให้เกิดกิเลสตัณหา เกิดการยึดมั่นถือมั่น และเป็นเหตุแห่งทุกข์" ท่านเดินไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ แล้วชี้ไปยังใบไม้ใบหนึ่งที่กำลังแห้งกรอบ "ลองดูใบไม้นี้สิ เมื่อมันยังสดอยู่ มันก็เขียวขจี ให้ร่มเงา เมื่อถึงกาลเวลา มันก็เหี่ยวแห้ง ร่วงหล่น สลายไป กลายเป็นปุ๋ยบำรุงดิน" พระอาจารย์เว้นจังหวะให้คิด "แต่ก่อนที่มันจะสลายไป มันก็อาจจะมีแมลงมาเกาะกิน มีเชื้อโรคมาทำลาย นั่นแหละคือการซึมซับสิ่งที่ไม่ดีเข้าไป" "อาสวะก็เช่นกัน" ท่านกล่าวต่อ "เมื่อจิตใจยังไม่เข้มแข็ง เมื่อยังไม่รู้เท่าทันกิเลส อาสวะก็เหมือนน้ำที่ค่อยๆ ซึมเข้าไปในเนื้อไม้ ทำให้เนื้อไม้ผุกร่อน" พระอาจารย์กวาดตามองไปยังสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่รอบตัว "สรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้วนมีอาสวะ แม้แต่เราเอง ก็ยังมีอยู่" "แล้วเราจะละมันได้อย่างไรครับ" อนันต์ถามด้วยความกระตือรือร้น "หากมันซึมเข้าไปในจิตใจได้ง่ายดายเช่นนี้" "การรู้เท่าทันคือสิ่งแรก" พระอาจารย์วิมุตติกล่าว "เมื่อเราเห็นกิเลสเกิดขึ้นในใจ เราต้องสังเกตมันอย่างละเอียด ว่ามันเกิดจากอะไร มีเหตุปัจจัยอะไรบ้าง แล้วมันแสดงออกอย่างไร" ท่านชี้ไปยังหยดน้ำค้างอีกครั้ง "เหมือนการสังเกตหยดน้ำค้างนี้ เราเห็นความใส ความสวยงาม เห็นการสะท้อนแสง แต่เราก็ต้องรู้ด้วยว่า มันจะคงอยู่ได้ไม่นาน มันจะระเหยหายไป" "ความไม่ประมาท" ท่านเน้นย้ำ "คือสิ่งสำคัญที่สุด เราต้องไม่ประมาทต่อกิเลสที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีสติอยู่กับปัจจุบัน คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด" อนันต์นิ่งคิดตามคำสอนของพระอาจารย์ เขารู้สึกว่าคำว่า 'อาสวะ' นั้นมีความหมายลึกซึ้งกว่าที่เขาเคยเข้าใจ มันไม่ใช่แค่กิเลสที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เป็นเหมือนสิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต "เมื่อเราฝึกฝนจิตใจจนแข็งแกร่ง" พระอาจารย์วิมุตติกล่าวต่อ "จนสามารถปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้ อาสวะเหล่านั้นก็จะค่อยๆ หมดกำลังลง เหมือนน้ำที่ไหลผ่านภาชนะที่แข็งแรง ทนทาน มันก็ไม่อาจทำให้ภาชนะนั้นเสียหายได้" "การภาวนา การเจริญสติ การพิจารณาสังขาร" ท่านสรุป "ล้วนเป็นหนทางที่จะช่วยขัดเกลาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากอาสวะ" อนันต์รู้สึกว่าโลกทัศน์ของเขาได้เปิดกว้างขึ้นอีกครั้ง เขาเคยคิดว่าการปฏิบัติธรรมคือการต่อสู้กับกิเลส แต่บัดนี้ เขาเข้าใจว่ามันคือการทำความเข้าใจธรรมชาติของกิเลส และทำให้จิตใจของเราแข็งแกร่งพอที่จะไม่ถูกมันครอบงำ "กระผมจะนำคำสอนนี้ไปปฏิบัติครับพระอาจารย์" อนันต์กล่าวด้วยความเคารพ "จะพยายามสังเกตอาสวะในใจตนเอง และไม่ประมาทต่อกิเลส" พระอาจารย์วิมุตติพยักหน้าด้วยความพอใจ "ดีแล้ว อนันต์" ท่านกล่าว "การเดินทางสู่การรู้แจ้งนั้น ต้องอาศัยความเพียรพยายามและความอดทน" ท่านมองออกไปเบื้องหน้า "อีกไม่นาน พายุแห่งกิเลสก็จะเข้ามาทดสอบเธอ จงเตรียมจิตใจให้พร้อม" ลมเย็นๆ พัดโชยมา ต้องใบหน้าของอนันต์ เขารู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในตัวเขา ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับอาสวะได้ทำให้เขารู้สึกมั่นคงขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความท้าทายใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า เขาพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน

3,419 ตัวอักษร