ร่มโพธิ์ธรรม สู่ พระอรหันต์

ตอนที่ 6 / 35

ตอนที่ 6 — จิตอันเป็นอิสระไม่หวั่นไหว

หลังจากที่ได้พิจารณาถึงอาสวะและกายสังขารอย่างลึกซึ้งแล้ว อนันต์ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของตนเอง เขารู้สึกว่าความคิดฟุ้งซ่านต่างๆ ที่เคยครอบงำจิตใจเริ่มเบาบางลง การยึดติดกับอารมณ์ต่างๆ ก็ลดน้อยลงไป เช้าวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องลงมาผ่านใบไม้ เกิดเป็นลวดลายของแสงและเงาที่เคลื่อนไหวไปมาบนพื้นดิน อนันต์หลับตาลง แล้วค่อยๆ ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง ปล่อยวางความคิด ปล่อยวางความรู้สึก ปล่อยวางแม้กระทั่งการรับรู้ถึงร่างกาย เขาดำดิ่งลงไปสู่สภาวะที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังลอยอยู่ในมหาสมุทรอันเงียบสงบ จิตของเขาว่างเปล่า ปราศจากสิ่งปรุงแต่งใดๆ ความรู้สึกสงบสุขที่แท้จริงเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย ขณะนั้นเอง มีเสียงประหลาดดังขึ้นมา เสียงนั้นเหมือนเสียงกรีดร้องของสัตว์ป่าที่กำลังเจ็บปวด ตามมาด้วยเสียงกิ่งไม้หักสะบั้น และเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนก อนันต์ไม่ลืมตาขึ้น แต่เขารู้สึกถึงคลื่นพลังงานที่ปั่นป่วนเข้ามาในบริเวณที่เขากำลังนั่งอยู่ สัญชาตญาณบอกว่ามีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น แต่จิตของเขาไม่ได้ถูกดึงดูดเข้าไปในความวุ่นวายนั้น "นี่คือการทดสอบ" เขาคิด "ว่าจิตที่เริ่มเป็นอิสระนี้ จะยังคงความสงบนิ่งได้หรือไม่" เสียงปะทะกันดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงคำราม เสียงร้องด้วยความโกรธ เสียงแห่งความหวาดกลัว อนันต์รับรู้ถึงทั้งหมดนั้น แต่เขาก็ยังคงปล่อยวาง ไม่เข้าไปยึดติด ไม่เข้าไปตัดสิน "สิ่งเหล่านี้... ไม่ใช่ของเรา" เขาพึมพำกับตัวเอง "มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย" ไม่นานนัก เสียงต่างๆ ก็ค่อยๆ เงียบลง ความวุ่นวายค่อยๆ จางหายไป อนันต์ยังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นเดิม เมื่อเขาลืมตาขึ้น สิ่งที่เขาเห็นคือภาพของพระอาจารย์วิมุตติที่กำลังเดินเข้ามาหา พร้อมด้วยชาวบ้านสองสามคนที่มีสีหน้าตื่นตระหนก "เกิดอะไรขึ้นหรือครับพระอาจารย์" อนันต์ถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พระอาจารย์วิมุตติมองอนันต์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชม "มีพรานป่ากลุ่มหนึ่ง เข้ามาล่าสัตว์ในเขตนี้" ท่านกล่าว "แต่เกิดการกระทบกระทั่งกันเอง ทำให้มีผู้บาดเจ็บ" ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "พวกเราตกใจมากครับ ไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นที่นี่" อีกคนเสริม "ตอนแรกได้ยินเสียงดัง เรานึกว่ามีสัตว์ร้าย แต่พอไปดู กลับเป็นคนทะเลาะกันเอง" อนันต์มองไปยังกลุ่มคนเหล่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัว ความโกรธ ความเสียใจที่แผ่ออกมาจากพวกเขา แต่ในใจของเขา กลับไม่มีความรู้สึกเหล่านั้นเจือปนเลย "การปรุงแต่งของจิต" เขาคิด "ทำให้เกิดทุกข์" พระอาจารย์วิมุตติหันมามองอนันต์อีกครั้ง "เธอสังเกตเห็นอะไรบ้าง อนันต์" "กระผมสังเกตเห็นว่า แม้จะเกิดเหตุการณ์ที่น่าตกใจขึ้น" อนันต์ตอบ "แต่จิตของกระผมยังคงสงบนิ่งอยู่ได้" "การรับรู้เหตุการณ์ภายนอก" เขากล่าวต่อ "ไม่ได้หมายความว่าจิตของเราจะต้องถูกดึงเข้าไปในสภาวะเหล่านั้นด้วย" "เมื่อเราเข้าใจธรรมชาติของจิต" อนันต์อธิบาย "ว่ามันสามารถเป็นอิสระจากสิ่งปรุงแต่งได้ เราก็จะสามารถวางเฉยต่อสิ่งเหล่านั้นได้" พระอาจารย์วิมุตติพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ "ยอดเยี่ยมมาก อนันต์" ท่านกล่าว "นี่คือผลของการฝึกฝนอย่างแท้จริง" "จิตอันเป็นอิสระ" ท่านกล่าว "คือจิตที่ไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลส ไม่ถูกพันธนาการด้วยอารมณ์ ไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งกระทบภายนอก" ท่านหันไปทางชาวบ้าน "พวกเธอเห็นไหม" ท่านถาม "เมื่อมีสติอยู่กับตัว แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าตกใจ ก็ยังสามารถตั้งมั่นอยู่ได้" ชาวบ้านพยักหน้ารับ แต่แววตายังคงมีความสับสนปนเปอยู่ พวกเขาอาจจะยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่างระหว่างอนันต์กับพวกเขา "กระผมจะนำคำสอนนี้ไปปฏิบัติครับพระอาจารย์" อนันต์กล่าว "จะพยายามรักษาจิตอันเป็นอิสระนี้ไว้" "การรักษาจิตอันเป็นอิสระ" พระอาจารย์วิมุตติกล่าว "คือการหมั่นเจริญสติอยู่เสมอ คือการไม่ประมาทต่อกิเลสที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา" ท่านมองไปยังอนันต์ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง "เส้นทางสู่พระนิพพานนั้น ยังอีกยาวไกล แต่อย่างน้อยที่สุด วันนี้ เธอได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า จิตที่ได้รับการฝึกฝนอย่างถูกต้อง ย่อมเป็นอิสระ และไม่หวั่นไหวไปตามกระแสน้ำวนของโลก" อนันต์ก้มลงกราบพระอาจารย์วิมุตติ เขารู้สึกถึงความเบาบางในจิตใจ ความสงบสุขที่แท้จริงกำลังก่อตัวขึ้นภายใน เขาได้ก้าวข้ามผ่านอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญบนเส้นทางแห่งการรู้แจ้ง และเขาพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไป สู่การค้นพบสัจธรรมอันสูงสุด.

3,613 ตัวอักษร