อัคคีธรรม ส่องใจ ไร้กิเลส

ตอนที่ 25 / 35

ตอนที่ 25 — หลักฐานชิ้นสุดท้ายเปิดเผย

ขณะที่พระอัคคีกำลังจะกล่าวต่อ ทันใดนั้น เสียงของรถยนต์คันหนึ่งก็ดังขึ้นใกล้เข้ามา ทุกสายตาหันไปมอง ท่ามกลางความเงียบงันของสวนผลไม้ ปรากฏร่างของชายสูงวัยผู้หนึ่ง เดินลงมาจากรถยนต์คันหรู ร่างนั้นคือ ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าสักทองนั่นเอง พระอาจารย์ใหญ่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันราวกับรู้ล่วงหน้าถึงเหตุการณ์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น "หลวงพ่อ!" พระอัคคีอุทานด้วยความประหลาดใจระคนยินดี ท่านเจ้าอาวาสเดินตรงมายังกลุ่มของพระอัคคีด้วยใบหน้าที่สงบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่น "อาตมาได้ยินว่ามีการพูดคุยกันที่นี่ จึงแวะมาฟังด้วย" ท่านเจ้าอาวาสกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ วิทยาและคณะทนายความดูจะประหลาดใจไม่น้อยกับการปรากฏตัวของท่านเจ้าอาวาส พวกเขาสังเกตเห็นว่าพระอาจารย์ใหญ่ดูจะมีอิทธิพลต่อพระอัคคีอย่างมาก "ยินดีมากครับท่านเจ้าอาวาส" วิทยารีบกล่าว "พวกเรากำลังหารือกันถึงข้อพิรุธของเอกสารที่ทางพระอัคคีนำเสนอมา ซึ่งดูเหมือนจะไม่น่าเชื่อถือเท่าที่ควร" ท่านเจ้าอาวาสพยักหน้าช้าๆ "อาตมาเข้าใจในความกังวลของท่าน แต่บางครั้ง สิ่งที่ดูไม่น่าเชื่อถือในสายตาของโลกภายนอก อาจมีความจริงซ่อนอยู่ภายในก็ได้" "ท่านกำลังจะบอกว่า... เอกสารเหล่านั้นเป็นของจริงอย่างนั้นหรือครับ" ทนายความคนหนึ่งถามด้วยน้ำเสียงท้าทาย "อาตมาไม่ได้บอกว่าเอกสารเหล่านั้นถูกต้องสมบูรณ์ทุกประการ" ท่านเจ้าอาวาสตอบ "แต่อาตมาบอกว่า เจตนาที่อยู่เบื้องหลังการสร้างเอกสารเหล่านั้น คือสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณา" พระอัคคีมองท่านเจ้าอาวาสด้วยความซาบซึ้ง ท่านอาจารย์ใหญ่กำลังช่วยเสริมคำพูดของเขาได้อย่างเหมาะสม "ถูกต้องครับคุณทนาย" พระอัคคีกล่าว "ดังที่อาตมาได้บอกไปก่อนหน้านี้ เอกสารโบราณเหล่านั้น อาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อปกปิดความจริง แต่เจตนาเดิมของผู้ที่บันทึกไว้ คือความต้องการที่จะมอบที่ดินผืนนี้ให้กับวัด เพื่อใช้ประโยชน์ในการบำเพ็ญกุศล" "แล้วท่านจะพิสูจน์เจตนานั้นได้อย่างไรครับ" วิทยากดดัน "หากหลักฐานที่ท่านนำมา มันเต็มไปด้วยข้อกังขา" "อาตมาจะพิสูจน์ด้วยหลักฐานชิ้นสุดท้าย" พระอัคคีกล่าวเน้นเสียง "หลักฐานที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้" ทุกคนในที่นั้นต่างจ้องมองไปที่พระอัคคีด้วยความคาดหวัง วิทยาเองก็ดูจะเริ่มหวั่นไหวเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจว่าพระรูปนี้จะมีหลักฐานอะไรอีก ที่จะสามารถพลิกสถานการณ์ที่กำลังเป็นคุณกับบริษัทของเขาได้ "หลักฐานชิ้นสุดท้ายนั้น..." พระอัคคีหยุดไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังรวบรวมสมาธิ "...คือพยานบุคคล" คำพูดนั้นทำให้ทุกคนยิ่งประหลาดใจ พยานบุคคล? ใครกัน? "ใครคือพยานบุคคลนั้นครับ" วิทยารีบถาม "บุคคลผู้นั้น... มีชีวิตอยู่มาอย่างยาวนาน" พระอัคคีกล่าว "และได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับที่ดินผืนนี้มาตั้งแต่ต้น" ทันใดนั้นเอง เสียงประตูกระท่อมเล็กๆ ก็ถูกเปิดออกช้าๆ ร่างของชายชราผู้หนึ่งปรากฏขึ้นที่หน้าประตู ชายชราผู้นั้นมีใบหน้าเหี่ยวย่น ดวงตาของเขาทอประกายแห่งความทรงจำอันยาวนาน เขาค่อยๆ ก้าวเข้ามาในกระท่อมอย่างช้าๆ "ท่านตา!" พระอัคคีอุทานด้วยความตื่นเต้น ชายชราผู้นั้นคือตาของพระอัคคีเอง ผู้ซึ่งเคยเป็นอดีตคนสวนของคหบดีผู้ใจบุญที่เคยเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้มาก่อน เขาเป็นผู้เดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ และเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขความจริงทั้งหมด "ตา... ตามาแล้วลูก" ชายชรากล่าวด้วยเสียงแหบพร่า แต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น วิทยาและคณะทนายความมองตาของพระอัคคีด้วยความไม่เชื่อสายตา พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเรื่องราวจะบานปลายมาถึงขั้นนี้ "นี่คือใครครับ" วิทยากล่าวถามอย่างระแวง "นี่คือตาของอาตมาครับ" พระอัคคีตอบ "ท่านเป็นผู้ที่เคยทำงานรับใช้ตระกูลของคหบดีเจ้าของที่ดินผืนนี้มาตั้งแต่สมัยที่ท่านยังหนุ่ม" "ท่านตา... ท่านได้เห็นอะไรบ้างครับ" พระอัคคีถามตาของตนเอง ชายชรามองไปที่วิทยาและคณะทนายความ ก่อนจะหันมาสบตาพระอัคคี "ตาเห็นทุกอย่างลูก... ตาเห็นตอนที่ท่านคหบดี... ท่านบอกว่าจะยกที่ดินตรงนี้ให้วัด... เพื่อสร้างเป็นสำนักปฏิบัติธรรม" คำพูดของชายชราทำให้ทุกคนในห้องเงียบกริบ วิทยามีสีหน้าตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ท่านคหบดี... ท่านได้พูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านในยุคนั้น... แล้วก็มีคนของวัดมาดูที่ดิน... แล้วพวกเขาก็ทำสัญญา... สัญญานั่น... ตาจำได้ว่ามีตราประทับของวัดด้วย" ชายชราเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ "แล้วหลังจากนั้นล่ะครับตา" พระอัคคีถามอย่างใจเย็น "หลังจากนั้น... ก็มีคนของพวกนายทุน... มาหาตา... มาบอกให้ตา... ปลอมลายเซ็น... ปลอมเอกสาร... แล้วก็ให้เงินตา... เพื่อให้ตาเงียบ..." ชายชรากล่าว "ตาไม่รับ... ตาไม่ยอม... ตาบอกว่า... การทำแบบนี้... มันบาป... ตาไล่พวกเขาไป..." วิทยาหน้าซีดเผือด เขาหันไปมองทนายความอย่างร้อนรน ทนายความเองก็ดูจะจนมุมไม่น้อย คำให้การของพยานปากสำคัญนี้ กำลังจะทำลายแผนการทั้งหมดของพวกเขา "แล้ว... แล้วทำไมท่านตาถึงไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใครมาก่อนเลยครับ" พระอัคคีถามอย่างสงสัย "ตา... ตากลัวลูก... ตาเห็นพวกนั้น... มาเฟีย... พวกนั้นน่ากลัว... ตาคิดว่า... ถ้าตาพูดไป... ตาอาจจะโดนทำร้าย... หรืออาจจะทำให้ลูกกับหลานเดือดร้อน..." ชายชรากล่าว "จนกระทั่ง... ตาได้ยินข่าว... ว่ามีคนพยายามจะเอาที่ดินของวัดไป... ตาถึงได้... กล้าออกมาพูด..." "ตา... ตาเสียใจนะลูก... ที่ปล่อยให้เรื่องมันมาถึงขั้นนี้..." ชายชรากล่าวพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม พระอัคคีเข้าไปประคองตาของตนเอง "ตาไม่ต้องเสียใจนะครับตา... สิ่งที่ตาทำในวันนี้... คือการยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง... เพื่อความยุติธรรม... นี่คือธรรมะที่แท้จริงครับ" วิทยาหน้าซีดเผือด เขาเหลือบมองทนายความอีกครั้ง แต่ทนายความก็ทำได้เพียงส่ายหน้าเบาๆ หลักฐานจากพยานบุคคลผู้มีชีวิตอยู่มายาวนาน ย่อมมีน้ำหนักมากพอที่จะหักล้างข้อสงสัยในเอกสารโบราณได้ "ท่านประธานธนินท์... ท่านได้ยินแล้วนะครับ" พระอัคคีกล่าวหันไปมองธนินท์ที่เพิ่งเดินทางมาถึงหลังจากทราบข่าว "นี่คือความจริง ที่ถูกบิดเบือนมานาน" ธนินท์ยืนตัวแข็งทื่อ เขาไม่เคยคาดคิดว่าเรื่องราวจะพลิกผันได้ขนาดนี้ แผนการอันแยบยลณ์ของเขา กำลังจะพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า "ผม... ผมไม่เชื่อ..." ธนินท์พึมพำ "นี่มันเรื่องโกหก... ตาแก่คนนี้... ถูกจ้างมา..." "คุณธนินท์ครับ" พระอาจารย์ใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "การปฏิเสธความจริง อาจจะทำให้ท่านรู้สึกสบายใจในตอนนี้ แต่มันจะสร้างความทุกข์ให้กับท่านในระยะยาว" "ท่านเจ้าอาวาสครับ" วิทยากล่าวขอความช่วยเหลือ "ท่านก็เห็นว่าพยานคนนี้... อายุมากแล้ว... ความจำอาจจะเลอะเลือน..." "ความจำเลอะเลือนหรือไม่" ท่านเจ้าอาวาสถามกลับ "ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป แต่คำพูดของท่านตาผู้นี้ มีความสอดคล้องกับเอกสารโบราณที่พระอัคคีนำเสนอมา" "และที่สำคัญที่สุด" พระอัคคีเสริม "คือการที่ท่านตาท่านนี้ กล้าที่จะเผชิญหน้ากับอดีต เพื่อเปิดเผยความจริง แม้จะต้องเสี่ยงอันตราย นั่นคือจิตใจที่กล้าหาญและบริสุทธิ์" บรรยากาศในกระท่อมเล็กๆ นั้น ตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ วิทยาได้แต่ก้มหน้ายอมรับความพ่ายแพ้ที่กำลังจะมาถึง

5,631 ตัวอักษร