พระผู้ทรงธรรม สู่ นิพพาน

ตอนที่ 4 / 35

ตอนที่ 4 — การฝึกฝนในสมถวิปัสสนากรรมฐาน

บุญมายิ่งฟังยิ่งซาบซึ้งในคำสอนของพระอาจารย์ เขาน้อมรับทุกถ้อยคำด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง "กระผมเข้าใจแล้วครับท่าน กระผมเคยคิดว่าความสุขคือการได้มีสิ่งต่างๆ มากมาย แต่บัดนี้ กระผมเริ่มเข้าใจว่าความสุขที่แท้จริงอาจอยู่ที่การปลดปล่อยความยึดมั่นถือมั่น" พระอาจารย์แย้มสรวล "ถูกต้องแล้วโยม ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้ ความทุกข์เกิดจากการยึดมั่นในสิ่งที่ไม่เที่ยง เมื่อเราเข้าใจความจริงข้อนี้ เราก็จะเริ่มคลายความทุกข์ได้ การปฏิบัติธรรม คือการฝึกฝนจิตใจให้เห็นแจ้งในความจริงเหล่านั้น" "การปฏิบัติธรรม ต้องทำอย่างไรบ้างครับท่าน" บุญมาถามด้วยความกระตือรือร้น "การปฏิบัติธรรมมีหลายวิธี แต่วิธีที่สำคัญที่สุดคือการเจริญสติ" พระอาจารย์ตอบ "การเจริญสติคือการระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ปล่อยให้จิตใจล่องลอยไปกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง การมีสติ จะช่วยให้เราเท่าทันความคิด อารมณ์ และความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้น" "แล้วเราจะเจริญสติได้อย่างไรครับท่าน" "เริ่มจากการสังเกตลมหายใจเข้า ลมหายใจออก" พระอาจารย์กล่าว "เมื่อใดที่รู้สึกว่าจิตใจเริ่มวอกแวก ให้ดึงกลับมาที่ลมหายใจ เมื่อใดที่รู้สึกไม่สบายกาย หรือไม่สบายใจ ให้สังเกตอาการนั้นโดยไม่ปรุงแต่ง ไม่ตัดสิน เพียงแค่รับรู้" บุญมาพยักหน้าช้าๆ "กระผมจะลองทำดูครับท่าน" "ดีมากโยม" พระอาจารย์กล่าว "นอกจากนี้ การภาวนาในสมถกรรมฐาน ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้จิตใจสงบ ตั้งมั่น เมื่อจิตใจสงบแล้ว จึงค่อยเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้เห็นแจ้งในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" "สมถกรรมฐาน คือการทำให้จิตใจสงบ ใช่ไหมครับ" "ใช่แล้ว" พระอาจารย์อธิบาย "มีหลายวิธี เช่น การภาวนาพุทโธ การภาวนาภาณ โดยการระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า หรือการเจริญเมตตาภาวนา เพื่อขยายความรัก ความปรารถนาดี ไปสู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย" "ส่วนวิปัสสนากรรมฐาน คือการพิจารณาความเป็นจริงของสรรพสิ่ง" พระอาจารย์กล่าวต่อ "เมื่อเรามีสติที่ตั้งมั่น เราจะเริ่มเห็นว่ากายและใจของเรานั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง" บุญมาฟังแล้วเหมือนได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาได้พบกับทิศทางที่แท้จริงแล้ว "กระผมขอฝากตัวเป็นศิษย์ท่านได้ไหมครับท่าน" พระอาจารย์มองบุญมาด้วยความเอ็นดู "โยมมีความตั้งใจอันแน่วแน่ อาตมาภาพยินดีเป็นอย่างยิ่ง" จากนั้น พระอาจารย์ก็เริ่มสอนวิธีการปฏิบัติธรรมเบื้องต้นให้บุญมาอย่างละเอียด ท่านให้บุญมาเริ่มจากการนั่งสมาธิวันละสองเวลา เช้าและเย็น ครั้งละหนึ่งชั่วโมง พร้อมทั้งสอนวิธีการเจริญสติในชีวิตประจำวัน เช่น การรู้ตัวเมื่อกำลังกิน การรู้ตัวเมื่อกำลังเดิน การรู้ตัวเมื่อกำลังพูด บุญมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัดป่าแห่งนี้ ฝึกฝนตนเองตามคำสอนของพระอาจารย์ ในช่วงแรก จิตใจของเขายังคงฟุ้งซ่านไปมาตามประสาผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น แต่ด้วยความเพียรพยายาม และคำแนะนำของพระอาจารย์ บุญมาก็ค่อยๆ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตนเอง เขาสังเกตได้ว่า เมื่อเขานั่งสมาธิ จิตใจจะค่อยๆ สงบลง ความคิดฟุ้งซ่านที่เคยมีก็ลดน้อยลง ความรู้สึกหงุดหงิด หรือไม่พอใจต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น ก็ค่อยๆ จางหายไป "เมื่อวานนี้ ข้าพเจ้ายังรู้สึกหงุดหงิดกับเสียงแมลงที่ดังรบกวนตลอดคืน" บุญมาคิดในใจขณะนั่งสมาธิ "แต่วันนี้ ข้าพเจ้ากลับรู้สึกเฉยๆ กับเสียงเหล่านั้น มันเป็นเพียงเสียงที่เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป" นอกจากนี้ บุญมายังได้เรียนรู้ที่จะสังเกตอารมณ์ของตนเองอย่างละเอียด เขาเริ่มเห็นว่าอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้คงอยู่ถาวร เมื่อเกิดความสุข เขาก็รับรู้ว่ามันเป็นเพียงสุขชั่วคราว เมื่อเกิดความทุกข์ เขาก็รับรู้ว่ามันก็เป็นเพียงทุกข์ชั่วคราว "ความรู้สึกเศร้าที่เคยเกิดขึ้นเมื่อนึกถึงบ้าน" บุญมาเล่าให้พระอาจารย์ฟัง "เมื่อก่อน มันจะกัดกินจิตใจข้าพเจ้าไปทั้งวัน แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อความเศร้าเกิดขึ้น ข้าพเจ้าแค่รับรู้ว่ามันคือความเศร้า แล้วมันก็ค่อยๆ คลายไปเอง" พระอาจารย์พยักหน้าด้วยความพอใจ "นั่นคือการเห็นแจ้งในความไม่เที่ยงของอารมณ์ โยมกำลังก้าวไปถูกทางแล้ว" วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว บุญมาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในวัดป่า เขารับประทานอาหารที่ญาติโยมนำมาถวาย ทำวัตรเช้าวัตรเย็น ช่วยเหลืองานวัดเท่าที่กำลังวังชาจะอำนวย และใช้เวลาส่วนใหญ่กับการปฏิบัติธรรม เขาได้พบกับพระภิกษุรูปอื่นๆ ในวัด ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีภูมิธรรมสูงส่ง แต่ละรูปมีวิธีสอนและแนวทางการปฏิบัติที่แตกต่างกันไป แต่เป้าหมายเดียวกันคือการพาผู้คนไปสู่ความหลุดพ้น บุญมาได้มีโอกาสสนทนากับพระลูกวัดรูปหนึ่ง ชื่อหลวงพี่สมชาย หลวงพี่สมชายเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการภาวนามานาน และมีอารมณ์ขัน "โยมบุญมา" หลวงพี่สมชายเอ่ยขึ้นขณะที่ทั้งสองกำลังช่วยกันขนฟืน "ช่วงแรกๆ ข้าพเจ้าก็เหมือนโยมแหละ นั่งสมาธิทีไร จิตใจวิ่งไปนู่นไปนี่เหมือนม้าพยศ" บุญมาหัวเราะเบาๆ "ผมก็เป็นเหมือนกันครับหลวงพี่ บางทีนั่งไปก็คิดถึงเรื่องราวในอดีต บางทีก็กังวลกับอนาคต" "นั่นแหละคือธรรมชาติของจิต" หลวงพี่สมชายกล่าว "หน้าที่ของเราคือการดึงมันกลับมาอย่างอ่อนโยน ไม่ใช่การบังคับ เหมือนเราฝึกสุนัข ถ้าดึงแรงไป มันก็จะยิ่งต่อต้าน" "แล้วถ้าเรากลับมาไม่ได้ล่ะครับ" บุญมาถาม "ก็กลับมาใหม่" หลวงพี่สมชายตอบอย่างสบายๆ "ทุกครั้งที่ดึงกลับมาได้ แม้เพียงเสี้ยววินาที นั่นก็คือชัยชนะแล้ว โยมอย่าเพิ่งท้อแท้ การปฏิบัติธรรมไม่ใช่การแข่งขันกับใคร แต่เป็นการแข่งขันกับกิเลสในใจของเราเอง" คำพูดของหลวงพี่สมชายทำให้บุญมารู้สึกผ่อนคลาย เขาได้เรียนรู้ว่า การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดจนเกินไป แต่ควรทำด้วยความเข้าใจและความเมตตาต่อตนเอง วันหนึ่ง ขณะที่บุญมากำลังเดินจงกรมอยู่ริมลานวัด เขาพลันรู้สึกถึงความสงบที่เกิดขึ้นภายในจิตใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลมหายใจของเขาลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ร่างกายของเขารู้สึกเบาโปร่ง และสายตาของเขาก็มองเห็นความงามของธรรมชาติรอบตัวได้อย่างชัดเจน เขาเห็นใบไม้ที่ไหวเอนไปตามลม เห็นแสงแดดที่สาดส่องลอดกิ่งไม้ลงมาเป็นริ้ว เห็นดอกไม้ป่าที่กำลังเบ่งบานอย่างสง่างาม ทุกสิ่งล้วนดูงดงามและมีชีวิตชีวา "นี่สินะ คือความสงบที่พระอาจารย์ทรงกล่าวถึง" บุญมาพึมพำกับตนเอง "เมื่อจิตใจสงบ โลกภายนอกก็ดูงดงามไปเสียหมด" ขณะนั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นว่า ความยึดมั่นถือมั่นในตนเองเริ่มคลายลง เขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็น "บุญมา" ผู้โดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่

5,147 ตัวอักษร