ตอนที่ 7 — ความศรัทธาที่สั่นคลอนและบททดสอบ
บุญมาเริ่มคุ้นชินกับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่มากขึ้น เขาได้เรียนรู้วิธีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากวัดป่าอย่างสิ้นเชิง ผู้คนในเมืองมีความคิดความเชื่อที่หลากหลาย บางครั้งก็เต็มไปด้วยมายาคติที่บดบังแสงแห่งธรรมะ การเทศนาสั่งสอนของหลวงพี่ชูชาติที่วัดเล็กๆ แห่งนี้ ก็ดูเหมือนจะเข้าถึงกลุ่มผู้ฟังได้ไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่สัญจรไปมา หรือผู้สูงอายุที่มาทำบุญตามประเพณี แต่สำหรับคนหนุ่มสาว หรือผู้ที่มีปัญหาชีวิตซับซ้อนกว่านั้น การเทศนาธรรมะแบบเดิมๆ อาจไม่เพียงพอที่จะจุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
"หลวงพี่ครับ" บุญมาเอ่ยถามหลวงพี่ชูชาติขณะที่กำลังเก็บกวาดบริเวณศาลา "ทำไมคนสมัยนี้ถึงฟังธรรมะยากขึ้นเรื่อยๆ ครับ"
หลวงพี่ชูชาติถอนหายใจเบาๆ "นั่นเป็นคำถามที่ดี โยมบุญมา" ท่านหยุดมือที่กำลังกวาดใบไม้อยู่ชั่วครู่ "โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว โยมเห็นไหม ความเร็ว ความสะดวกสบาย วัตถุนิยม สิ่งล่อตาล่อใจมันมีอยู่รอบตัว คนเราก็เลยถูกดึงดูดไปทางนั้นง่าย"
"แล้วเราจะทำอย่างไรดีครับ" บุญมาถามอย่างจริงจัง "ถ้าธรรมะไม่สามารถเข้าถึงใจพวกเขาได้ แล้วเราจะช่วยพวกเขาได้อย่างไร"
"มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกโยม" หลวงพี่ชูชาติกล่าว "แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว การเผยแผ่ธรรมะ ไม่ใช่แค่การเทศนาบนธรรมาสน์เท่านั้น มันคือการดำเนินชีวิตของเราเอง การเป็นแบบอย่าง การช่วยเหลือเกื้อกูล การแสดงความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ในทุกโอกาส"
"หมายความว่า อย่างที่กระผมเคยทำใช่ไหมครับ" บุญมานึกถึงตอนที่เขาช่วยเหลือหญิงชราคนหนึ่งที่สะดุดล้ม หรือตอนที่เขาแบ่งปันอาหารให้กับคนจรจัด
"ใช่แล้วโยม" หลวงพี่ชูชาติพยักหน้า "สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น มันคือการโปรยเมล็ดพันธุ์แห่งธรรมะลงไปในใจผู้คน แม้ในวันนี้จะยังไม่เห็นผล แต่วันหนึ่งมันอาจจะงอกเงยขึ้นมาก็ได้"
แต่ถึงกระนั้น บุญมาก็ยังคงมีความรู้สึกบางอย่างที่ค้างคาใจ เขาเห็นผู้คนจำนวนมากที่ยังคงทุกข์ระทมด้วยปัญหาต่างๆ นานา บางคนก็หาทางออกด้วยอบายมุข บางคนก็จมปลักอยู่กับความทุกข์โดยไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง
"กระผมอยากจะทำอะไรที่มากกว่านี้ครับหลวงพี่" บุญมาเอ่ย "กระผมรู้สึกว่า ความรู้ที่ได้จากวัดป่า และจากท่านอาจารย์ มันมีค่ามากเกินกว่าจะเก็บไว้คนเดียว"
"ความตั้งใจของโยมเป็นสิ่งที่ดี" หลวงพี่ชูชาติกล่าว "แต่โยมต้องเข้าใจด้วยว่า การเผยแผ่ธรรมะไม่ใช่เรื่องของการบังคับใครให้เชื่อ มันคือการชี้ทางให้เขาเห็นเอง"
ในขณะที่บุญมากำลังขบคิดถึงคำพูดของหลวงพี่ชูชาติอยู่ ก็มีชายคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาที่วัด ชายคนนั้นมีท่าทางหงุดหงิด ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธ เขาเดินตรงเข้าไปหาหลวงพี่ชูชาติทันที
"ท่านเจ้าอาวาส!" ชายคนนั้นตะโกนเสียงดัง "เมื่อวานนี้ ลูกชายของผมมาที่นี่ แล้วโดนพวกท่านหลอกเอาเงินไปใช่ไหม!"
หลวงพี่ชูชาติผงะเล็กน้อย แต่ก็ยังคงรักษาอาการสงบ "ใจเย็นๆ ก่อนโยม มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า"
"ไม่สบายใจอย่างแรงเลย!" ชายคนนั้นตวาด "ลูกชายผมบอกว่า มาวัดนี้แล้วได้ยินท่านเทศนาเรื่องการทำบุญแล้วจะรวย เขาเลยเอาเงินเก็บทั้งหมดมาให้พวกท่านไปทำบุญ! แต่วันนี้ผมเห็นลูกชายผมนั่งซึมอยู่บ้าน ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้นเลย! พวกท่านหลอกลวงกันชัดๆ!"
บุญมามองเหตุการณ์ด้วยความตกใจ เขาเห็นความทุกข์ที่ประทุออกมาจากชายคนนั้นอย่างชัดเจน เขาเข้าใจทันทีว่านี่คือความขัดแย้งที่กำลังจะเกิดขึ้น
"โยม" หลวงพี่ชูชาติกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง "อาตมาภาพเทศนาเรื่องการทำบุญ เพื่อให้เกิดกุศลผลบุญ เพื่อฝึกให้ใจรู้จักการให้ การแบ่งปัน ไม่ได้เทศนาว่าทำบุญแล้วจะรวยทันตาเห็น"
"แต่ลูกชายผมก็บอกว่าอย่างนั้น!" ชายคนนั้นเถียงเสียงดัง "พวกท่านก็พูดให้เขาเข้าใจผิดเอง!"
"บางที การสื่อสารของเราอาจจะยังไม่ชัดเจนพอ" หลวงพี่ชูชาติยอมรับ "แต่การให้ทาน การทำบุญ ไม่ใช่การลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่แน่นอน แต่มันคือการชำระใจ ลดความตระหนี่ เพิ่มเมตตา"
"ผมไม่สนหรอก! ผมจะแจ้งตำรวจให้มาจับพวกท่านฐานฉ้อโกง!" ชายคนนั้นประกาศกร้าว
บุญมารู้สึกว่านี่เป็นโอกาสที่เขาจะได้ทดสอบหลักธรรมที่เขาได้ร่ำเรียนมา เขาเดินเข้าไปหาชายคนนั้นอย่างช้าๆ
"ท่านครับ" บุญมาเอ่ยเสียงนุ่มนวล "ผมเข้าใจความรู้สึกของท่านครับ"
ชายคนนั้นหันมามองบุญมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ "แล้วท่านจะมาเข้าข้างพวกหลอกลวงนี่หรือไง!"
"เปล่าครับท่าน" บุญมาตอบ "ผมเพียงแต่อยากจะบอกท่านว่า ผมเองก็เคยมีความทุกข์มาก่อน"
"แล้วไง!"
"ผมเคยคิดว่า การไขว่คว้าหาวัตถุ การมีเงินทองมากๆ จะทำให้ผมมีความสุข" บุญมาเล่าต่อ "แต่ยิ่งผมไขว่คว้า ผมก็ยิ่งทุกข์ ผมไม่มีวันพอใจ"
"แล้วท่านมาเจออะไร!"
"ผมได้มาเจอวัดแห่งนี้ ได้เจอธรรมะ" บุญมากล่าว "ผมได้เรียนรู้ว่า ความสุขที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่วัตถุ หรือเงินทอง แต่อยู่ที่ใจของเราเอง"
"เรื่องของท่านก็เรื่องของท่าน! อย่ามายุ่งกับเรื่องของผม!" ชายคนนั้นยังคงไม่ยอมรับ
"ผมไม่ได้จะมายุ่งครับท่าน" บุญมายังคงยืนยันในความใจเย็น "แต่ผมอยากจะขอให้ท่านลองคิดดูอีกครั้งหนึ่ง ลูกชายของท่านที่มาทำบุญ เขาได้อะไรจากการมาวัดในครั้งนี้บ้าง"
ชายคนนั้นนิ่งไปชั่วครู่ เหมือนกำลังคิดตาม
"อย่างน้อยที่สุด" บุญมาพูดต่อ "เขาอาจจะได้เจอสถานที่ที่สงบ ได้เจอผู้คนที่มีเมตตา เขาอาจจะได้เรียนรู้ถึงการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มันอาจจะไม่ได้ทำให้เขารวยขึ้นในทันที แต่มันอาจจะทำให้จิตใจของเขาเข้มแข็งขึ้นในระยะยาว"
"แล้วถ้าเขาไปเจอคนที่ไม่ดีล่ะ! ถ้าเขาไปเจอคนหลอกลวงจริงๆ ล่ะ!" ชายคนนั้นยังคงมีอารมณ์ฉุนเฉียว
"นั่นเป็นความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอครับท่าน" บุญมายอมรับ "แต่การที่เราจะสอนให้ลูกหลานของเรา รู้เท่าทันโลก รู้เท่าทันกิเลสของคนอื่น มันสำคัญไม่แพ้กัน"
หลวงพี่ชูชาติยืนฟังบทสนทนาด้วยรอยยิ้มบางๆ เขาเห็นแววตาของบุญมาที่เปลี่ยนไป จากความประหม่าในตอนแรก มาเป็นความมั่นคง และความเมตตาที่ฉายออกมา
"การทำบุญ มันไม่ได้มีแค่การให้เงินทองอย่างเดียว" บุญมากล่าวต่อ "เราสามารถทำบุญด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น การรักษาศีล การเจริญภาวนา หรือแม้แต่การให้อภัย"
ชายคนนั้นเงียบไปนาน เขาจ้องมองบุญมา สลับกับมองหลวงพี่ชูชาติ ราวกับกำลังประมวลผลสิ่งที่ได้ยิน
"บางที..." ชายคนนั้นพึมพำเสียงเบา "ลูกชายผม อาจจะอยากมาที่นี่อีกก็ได้"
"ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง" หลวงพี่ชูชาติกล่าว "อาตมาภาพยินดีเสมอที่จะต้อนรับเขา"
ชายคนนั้นพยักหน้าอย่างอึ้งๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบๆ ราวกับว่าเขากำลังแบกรับภาระที่หนักอึ้งกว่าเดิม แต่ครั้งนี้ มันอาจจะเป็นภาระแห่งความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น
บุญมาหันไปมองหลวงพี่ชูชาติ "กระผมทำถูกต้องแล้วใช่ไหมครับหลวงพี่"
"ดีมากโยมบุญมา" หลวงพี่ชูชาติกล่าว "นี่แหละ คือการนำธรรมะไปสู่ผู้คนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การเทศนา แต่คือการใช้ปัญญา และเมตตา ในการคลี่คลายปัญหา"
"กระผมยังต้องเรียนรู้อีกมากครับ" บุญมากล่าว
"ทุกคนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต" หลวงพี่ชูชาติยิ้ม "แต่สิ่งที่โยมแสดงออกมาในวันนี้ มันคือแสงสว่างที่แท้จริง"
หลังจากเหตุการณ์นั้น บุญมาก็เริ่มมองเห็นความสำคัญของการสื่อสารธรรมะที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้น เขาไม่เพียงแต่ตั้งใจเทศนาให้เข้าใจง่าย แต่ยังพยายามที่จะเป็นแบบอย่าง และช่วยเหลือผู้คนในทุกโอกาสเท่าที่ทำได้ เขาเริ่มเข้าใจว่า การเผยแผ่ธรรมะ ไม่ใช่การสร้างสาวก แต่คือการช่วยให้ผู้คนได้พบเจอหนทางแห่งความสงบสุขในจิตใจของตนเอง
5,841 ตัวอักษร