พระผู้ทรงธรรม สู่ นิพพาน

ตอนที่ 9 / 35

ตอนที่ 9 — ปฐมบทแห่งการเดินทางสู่เมืองใหญ่

หลังจากเหตุการณ์เผชิญหน้ากับชายผู้เต็มไปด้วยความสงสัย บุญมาก็เริ่มตระหนักว่า การเผยแผ่ธรรมะในเมืองใหญ่นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เขาเคยคิดไว้ เขามีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือผู้คน แต่ก็มีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังคงยึดติดอยู่กับความคิดเดิมๆ และยากที่จะเปิดใจรับฟัง "โยมบุญมา" หลวงพี่ชูชาติกล่าวหลังจากที่ชายคนนั้นจากไป "อย่าได้กังวลไปเลย" "กระผมกังวลครับหลวงพี่" บุญมาตอบ "กระผมรู้สึกว่า คำสอนของกระผมยังไม่สามารถเข้าถึงใจพวกเขาได้อย่างแท้จริง" "ธรรมะก็เหมือนสายน้ำ" หลวงพี่ชูชาติกล่าว "บางครั้งก็ไหลเอื่อยๆ ไปตามลำธาร บางครั้งก็ต้องเชี่ยวกรากเพื่อข้ามภูผา" "แล้วกระผมควรจะทำอย่างไรครับ" "ความตั้งใจของโยมนั้นดีแล้ว" หลวงพี่ชูชาติกล่าว "แต่บางที เราอาจจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการของเราบ้าง" "ปรับเปลี่ยนอย่างไรครับ" "ลองออกไปสัมผัสโลกภายนอกให้มากขึ้น" หลวงพี่ชูชาติเสนอ "ลองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไป เพื่อที่จะได้เห็นปัญหาของผู้คนในมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น" บุญมาครุ่นคิดถึงคำพูดของหลวงพี่ชูชาติ เขานึกถึงคำสอนของท่านอาจารย์ใหญ่ที่วัดป่า ที่เคยกล่าวไว้ว่า "การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่การหลีกหนีโลก แต่คือการเข้าใจโลกอย่างถ่องแท้" "กระผมเข้าใจแล้วครับหลวงพี่" บุญมากล่าว "กระผมขออนุญาตออกเดินทางอีกครั้ง เพื่อที่จะได้เรียนรู้ และนำธรรมะไปสู่ผู้คนในวงกว้างกว่านี้" หลวงพี่ชูชาติพยักหน้าเห็นด้วย "เป็นความคิดที่ดีโยม" ท่านกล่าว "แต่อย่าลืมว่า ไม่ว่าโยมจะไปที่ไหน ขอให้ตั้งมั่นอยู่ในความเมตตา และความไม่ประมาท" "กระผมจะจำไว้เสมอครับ" บุญมาโค้งคำนับ หลังจากนั้น บุญมาก็กราบลาหลวงพี่ชูชาติ และเตรียมตัวออกเดินทางอีกครั้ง ครั้งนี้ เขาไม่ได้กลับไปยังวัดป่า แต่ตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังเมืองหลวง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของความเจริญ และความสับสนวุ่นวาย เมื่อมาถึงกรุงเทพมหานคร บุญมารู้สึกได้ถึงความแตกต่างอย่างมหาศาล ผู้คนมากมายหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และอาชีพ ต่างก็เร่งรีบแก่งแย่งชิงดีกันอย่างไม่หยุดหย่อน ตึกระฟ้าสูงเสียดฟ้าสะท้อนแสงแดดจนแสบตา เสียงรถราจออไปมาไม่ขาดสาย บรรยากาศเต็มไปด้วยความเครียด และความกดดัน บุญมาเลือกที่จะพักอาศัยอยู่ในวัดที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองมากนัก วัดแห่งนี้มีความเงียบสงบกว่าวัดเล็กๆ ที่เขาเคยพำนัก แต่ก็ยังคงมีผู้คนแวะเวียนเข้ามาทำบุญ และขอคำปรึกษาอยู่เป็นระยะ ในขณะที่กำลังเดินสำรวจบริเวณวัด บุญมาได้พบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง พระรูปนั้นมีท่าทางใจดี ใบหน้ายิ้มแย้มอยู่เสมอ "สวัสดีโยม" พระรูปนั้นกล่าวทักทาย "โยมมาจากที่ไหน" "กระผมชื่อบุญมาครับ" บุญมาตอบ "เพิ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัดครับ" "ยินดีต้อนรับนะโยม" พระรูปนั้นกล่าว "อาตมาภาพชื่อหลวงพี่สมชาย เป็นพระลูกวัดที่นี่" "กระผมขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับหลวงพี่" "แน่นอนโยม" หลวงพี่สมชายยิ้ม "โยมมาที่นี่มีธุระอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า" "กระผมตั้งใจจะมาเผยแผ่ธรรมะ และช่วยเหลือผู้คนครับ" บุญมาบอกความตั้งใจของเขา "เป็นความตั้งใจที่น่าชื่นชมมาก" หลวงพี่สมชายกล่าว "แต่ที่นี่เป็นเมืองหลวงนะโยม มันไม่ง่ายเหมือนอยู่ตามวัดชนบท" "กระผมทราบดีครับหลวงพี่" "ผู้คนในเมืองหลวงมีความคิดที่ซับซ้อน" หลวงพี่สมชายอธิบาย "บางคนก็ติดในลาภสักการะ บางคนก็ติดในความรู้ บางคนก็ติดในอำนาจ" "กระผมจะต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ครับ" บุญมากล่าว "ดีแล้วโยม" หลวงพี่สมชายพยักหน้า "หลวงพี่เองก็พยายามจะทำเช่นนั้นอยู่เหมือนกัน" วันต่อมา บุญมาก็ได้เริ่มบทบาทใหม่ของเขา เขาได้รับอนุญาตให้ช่วยหลวงพี่สมชายในการเทศนาธรรมะให้กับญาติโยมที่เข้ามาทำบุญในตอนเช้า "ญาติโยมทั้งหลาย" บุญมาเริ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง "ในวันนี้ อาตมาภาพจะขอพูดถึงเรื่องของการปล่อยวาง" เขาเริ่มอธิบายถึงความทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่นถือมั่น การคาดหวัง และความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด "เรามักจะคิดว่า ถ้าเรามีเงินทองมากๆ เราจะมีความสุข" บุญมากล่าว "แต่เมื่อเราได้มาแล้ว เรากลับกังวลว่าจะสูญเสียมันไป" "เรามักจะคิดว่า ถ้าเราได้ตำแหน่งใหญ่โต เราจะมีความสุข แต่เมื่อเราได้มาแล้ว เรากลับต้องแบกรับภาระ และความรับผิดชอบที่หนักอึ้ง" "เรามักจะคิดว่า ถ้าเราได้แต่งงานกับคนที่เรารัก เราจะมีความสุข แต่เมื่อได้ครองคู่กันแล้ว เรากลับทะเลาะเบาะแว้งกันเพราะความเห็นไม่ตรงกัน" "สิ่งเหล่านี้ ล้วนเกิดจากการที่เรายึดติด" บุญมาสรุป "การปล่อยวาง ไม่ใช่การทิ้งขว้าง แต่คือการเห็นความจริงว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนไม่เที่ยง" ในระหว่างที่บุญมากำลังเทศนา ก็มีชายคนหนึ่งในกลุ่มผู้ฟัง ลุกขึ้นยืนขึ้นมาทันที "ท่านครับ!" ชายคนนั้นตะโกนขึ้น "ท่านพูดถึงการปล่อยวาง แล้วทำไมท่านถึงยังมาอยู่ที่วัดนี้! ถ้าท่านปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ท่านก็ควรจะออกไปใช้ชีวิตในป่า หรือออกไปบวชตลอดชีวิตสิ!" คำพูดของชายคนนั้นทำให้ผู้คนในศาลาหันไปมองด้วยความประหลาดใจ บุญมาเองก็ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็กลับมาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว "ท่านผู้มีเกียรติ" บุญมาตอบด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง "การที่เรามาอยู่ที่วัด ไม่ได้หมายความว่าเราจะหลุดพ้นจากกิเลสได้ทั้งหมด" "แล้วท่านจะอยู่ที่นี่ทำไม!" ชายคนนั้นถามย้ำ "ท่านก็ยังยึดติดกับที่อยู่อาศัย ยึดติดกับอาหาร ยึดติดกับผ้าเหลือง!" "ใช่ครับ" บุญมายอมรับ "อาตมาภาพยังคงมีกิเลสอยู่" "แสดงว่าคำสอนของท่านก็ใช้ไม่ได้กับตัวท่านเอง!" ชายคนนั้นพูดเสียงดัง "กระผมไม่ได้บอกว่าอาตมาภาพได้หลุดพ้นแล้ว" บุญมาอธิบาย "แต่กระผมกำลังพยายามที่จะฝึกฝนตนเอง" "แล้วถ้าท่านยังฝึกไม่เสร็จ ท่านจะมาสอนคนอื่นได้อย่างไร!" "การสอนผู้อื่น ก็คือส่วนหนึ่งของการฝึกฝนตนเองครับ" บุญมาตอบ "เมื่อเราสอนผู้อื่น เราก็ได้ทบทวนคำสอนที่เราได้เรียนรู้มา เราก็ได้เห็นปัญหาของผู้อื่น ซึ่งทำให้เราได้เข้าใจธรรมะได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น" "แต่ท่านก็ยังเป็นปุถุชนคนหนึ่ง!" ชายคนนั้นยังคงไม่ยอมรับ "ถูกต้องครับ" บุญมาตอบ "แต่แม้แต่พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ ก็ยังต้องบำเพ็ญเพียรเป็นเวลายาวนาน" "แล้วเมื่อไหร่ท่านจะบำเพ็ญเพียรเสร็จ" "เมื่อนั้น อาจจะยังมาไม่ถึงก็ได้ครับท่าน" บุญมาตอบอย่างตรงไปตรงมา "แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ อาตมาภาพก็จะพยายามฝึกฝนต่อไป" "ผมว่าท่านกำลังหลอกลวงผู้คน!" ชายคนนั้นกล่าวอย่างฉุนเฉียว ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากศาลาไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่ปกคลุมทั่วบริเวณ บุญมามองตามหลังชายคนนั้นไป ด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกัน ทั้งความเสียใจ และความเข้าใจ "บางที" บุญมาคิดในใจ "การเดินทางครั้งนี้ คงจะไม่ง่ายอย่างที่คิด"

5,198 ตัวอักษร