ตอนที่ 1 — แสงธรรมส่องนำทางสู่หนทาง
แสงอรุณแรกของวันใหม่ทอประกายลอดผ่านม่านหมอกบางๆ ที่ปกคลุมยอดเขาดอยอินทนนท์ ชำระล้างความมืดมิดให้จางหายไป พร้อมกับการเริ่มต้นวันอันศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดป่าอรุณวดี วัดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่อย่างสงบเงียบท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ บนเนินเขาที่มองเห็นวิวทิวทัศน์อันงดงามของผืนป่าเบื้องล่าง พระสงฆ์รูปหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นกาสะลองที่กำลังออกดอกสีขาวบริสุทธิ์ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกกาสะลองฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ สร้างบรรยากาศอันร่มรื่นและสงบเย็น พระรูปนั้นคือ พระครูภาวนาวัชระ หรือที่เหล่าศิษยานุศิษย์รู้จักกันในนาม "หลวงปู่ภา" พระภิกษุผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมและมีวัตรปฏิบัติอันงดงามยิ่ง เป็นที่เคารพรักของสาธุชนทั้งหลาย หลวงปู่ภาเป็นพระป่าผู้สันโดษ ไม่สะสม ไม่ยึดติด มีเพียงไตรครองและบาตรที่ใช้บิณฑบาตเท่านั้น ชีวิตของท่านดำเนินไปอย่างเรียบง่าย อาศัยเพียงศรัทธาและความเพียรในการปฏิบัติธรรมเพื่อมุ่งตรงสู่พระนิพพาน
ท่านมีอายุราวหกสิบกว่าปี เส้นผมสีดอกเลาแซมผมดำสนิท ใบหน้ามีริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่แววตาของท่านกลับเปล่งประกายความเมตตาและความสงบเยือกเย็น ประหนึ่งแหล่งน้ำใสสะอาดที่สะท้อนแสงแห่งธรรมอยู่ภายใน การนั่งสมาธิของท่านนั้นดูมั่นคง ท่าทางสงบนิ่ง ประหนึ่งภูผาที่ไม่หวั่นไหวต่อพายุลมใดๆ ร่างกายที่ผอมบางตามอัตภาพของการถือธุดงค์ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งจิตอันแน่วแน่
"หลวงปู่ครับ" เสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำลายความเงียบสงัดของยามเช้า พระอาจารย์ชานนท์ พระหนุ่มที่เพิ่งบวชได้ไม่นาน และเป็นศิษย์ใกล้ชิดของหลวงปู่ภา เดินถือถาดอาหารเช้าเข้ามาอย่างแผ่วเบา เขาหยุดยืนน้อมเคารพอยู่ห่างๆ รอให้หลวงปู่ภาทำวัตรเช้าจนเสร็จ
หลวงปู่ภากล่าวลืมตาขึ้นช้าๆ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า "มาแล้วรึ พ่อหนุ่มชานนท์" เสียงของท่านแหบพร่าเล็กน้อย แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
"ครับ หลวงปู่ เช้านี้มีข้าวต้มกับผักลวกที่โยมมาถวายครับ" พระอาจารย์ชานนท์ตอบ พลางวางถาดลงบนแคร่ไม้ไผ่ข้างๆ หลวงปู่
หลวงปู่ภาพยักหน้า "ดีแล้ว วันนี้อากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การปฏิบัติภาวนา" ท่านกล่าว พลางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างกายของท่านไม่ได้แข็งแรงเหมือนหนุ่มๆ แล้ว แต่ความแข็งแกร่งทางจิตใจนั้นยังคงเต็มเปี่ยม
"หลวงปู่ครับ เมื่อคืนผมมีนิมิตแปลกๆ น่ะครับ" พระอาจารย์ชานนท์กล่าวอย่างลังเลเล็กน้อย
หลวงปู่ภามองหน้าศิษย์หนุ่มด้วยความเมตตา "นิมิตเป็นเพียงเงาของใจ อย่าไปยึดติดมันมากนัก แต่ถ้าอยากเล่า หลวงปู่ก็พร้อมจะรับฟัง"
"ผมฝันเห็นป่าใหญ่ที่มืดมิด มีหนทางคดเคี้ยว มองไม่เห็นปลายทางเลยครับ ผมเดินไปเรื่อยๆ ด้วยความหวัง แต่ก็ยิ่งหลงทางมากขึ้นทุกที ผมรู้สึกท้อแท้และเหนื่อยล้ามากเลยครับ" พระอาจารย์ชานนท์เล่าด้วยน้ำเสียงที่ยังคงมีความกังวล
หลวงปู่ภาพยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ "หนทางที่เจ้าเห็นนั้น ก็คือหนทางแห่งวัฏสงสารนั่นเอง" ท่านกล่าว "เต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน ที่ทำให้เราหลงวนเวียนไปมา ไม่เห็นแสงสว่าง ไม่เห็นทางออก"
"แล้วเราจะพ้นจากความหลงทางนี้ได้อย่างไรครับหลวงปู่" พระอาจารย์ชานนท์ถามด้วยความกระหายใคร่รู้
"ด้วยธรรมะของพระพุทธองค์" หลวงปู่ภาตอบเสียงหนักแน่น "ด้วยการเจริญสติปัญญา การเห็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การปล่อยวาง การไม่ยึดมั่นถือมั่น เมื่อจิตใจเราสงบเย็น เป็นอิสระจากกิเลส เมื่อนั้นเราจะเห็นแสงสว่าง นำพาเราไปสู่หนทางอันบริสุทธิ์"
"แต่หลวงปู่ครับ บางครั้งผมก็รู้สึกท้อแท้เหลือเกินครับ การปฏิบัติธรรมนั้นยากเย็นเหลือเกิน บางวันจิตก็สงบดี บางวันก็ฟุ้งซ่านไปสารพัด ผมกลัวว่าผมจะไปไม่ถึงที่สุดแห่งธรรมครับ" พระอาจารย์ชานนท์ระบายความรู้สึกในใจ
หลวงปู่ภามองสบตาของศิษย์หนุ่มอย่างอ่อนโยน "ความท้อแท้นั้นเป็นธรรมดาของปุถุชนทุกคน แม้แต่พระอรหันต์ในอดีต ก็เคยผ่านช่วงเวลานี้มาเช่นกัน สิ่งสำคัญคือการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค" ท่านกล่าว "จงระลึกถึงพระคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ น้อมนำคำสอนของพระองค์มาเป็นเครื่องนำทาง และหมั่นเพียรปฏิบัติอยู่เสมอ อย่าหยุดหย่อน"
"การภาวนาเปรียบเหมือนการถางป่าให้โล่ง" หลวงปู่ภาเปรียบเทียบ "ป่าที่รกทึบคือ กิเลส ตัณหา ที่ครอบงำจิตใจเรา การภาวนาอย่างต่อเนื่องก็เหมือนการถางป่าไปเรื่อยๆ แม้จะเหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง แต่หากไม่หยุด ก็ย่อมมีสักวันที่ป่านั้นจะโล่งเตียน เมื่อป่าโล่งแล้ว แสงสว่างก็จะส่องเข้ามาได้"
"แล้วแสงสว่างนั้นคืออะไรครับหลวงปู่" พระอาจารย์ชานนท์ถามต่อ
"คือ ปัญญา" หลวงปู่ภาตอบ "ปัญญาที่เห็นแจ้งในอริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ปัญญาที่ทำให้เราละวางกิเลสได้ทั้งหมด เป็นปัญญาที่นำไปสู่การดับทุกข์โดยสิ้นเชิง คือ พระนิพพาน"
"พระนิพพาน..." พระอาจารย์ชานนท์เอ่ยชื่อนั้นด้วยความรู้สึกเลื่อมใส "ผมใฝ่ฝันอยากจะไปถึงตรงนั้นสักครั้งในชีวิตครับ"
"ทุกคนสามารถไปถึงได้ พ่อหนุ่ม" หลวงปู่ภาชี้แจง "ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ และยังมุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรม ไม่ว่าเราจะอยู่ในเพศใดก็ตาม หากทำถึงพร้อมด้วยเหตุปัจจัย ก็สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้"
"แต่การบวชในบวรพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นหนทางที่ประเสริฐที่สุด เป็นโอกาสอันดีงามที่จะได้ศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติธรรม เจริญภาวนา ได้อย่างเต็มที่" หลวงปู่ภาเสริม "โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถือวัตรปฏิบัติของพระป่า การอยู่แบบสันโดษ การไม่สะสม การพึ่งพาตนเอง ย่อมช่วยส่งเสริมการตัดกิเลสให้รวดเร็วยิ่งขึ้น"
"ผมรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมากเลยครับหลวงปู่ ขอบคุณครับ" พระอาจารย์ชานนท์กล่าวด้วยรอยยิ้มที่กลับมาสดใสอีกครั้ง
"ดีแล้ว" หลวงปู่ภากล่าว "เอาล่ะ ทานข้าวเช้ากันเถอะ การบำรุงร่างกายก็สำคัญไม่แพ้การบำรุงจิตใจ"
ทั้งสองรูปนั่งลงฉันอาหารเช้าอย่างสงบเงียบ ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่แสนบริสุทธิ์ แสงแดดสีทองเริ่มทอแสงส่องลงมายังพื้นดิน ทำให้เห็นละอองน้ำที่ลอยอยู่ในอากาศระยิบระยับ ชวนให้รู้สึกถึงความสดชื่นและมีชีวิตชีวา
หลังจากฉันเช้าเสร็จ หลวงปู่ภาก็กล่าวกับพระอาจารย์ชานนท์ว่า "วันนี้ หลวงปู่จะไปบิณฑบาตที่หมู่บ้านห่างออกไปสักหน่อย เจ้าเตรียมบาตรและย่ามไว้ให้พร้อม"
"ครับหลวงปู่" พระอาจารย์ชานนท์รับคำอย่างกระตือรือร้น
การบิณฑบาตของหลวงปู่ภาไม่ใช่เพียงแค่การขออาหารประทังชีวิตเท่านั้น แต่เป็นการโปรดสัตว์โลก เป็นการแสดงธรรมแก่ผู้ที่มาทำบุญ เป็นการเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้แผ่ขยายไปในวงกว้าง ทุกย่างก้าวของท่านเปี่ยมไปด้วยสติสัมปชัญญะ การเดินอย่างสำรวม การมองพื้นดิน การรับอาหารด้วยความสำรวม ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ล้วนเป็นการปฏิบัติธรรมอันละเอียดอ่อนที่ท่านได้ฝึกฝนมาเป็นเวลายาวนาน
วันเวลาแห่งการปฏิบัติธรรมอันบริสุทธิ์ยังคงดำเนินต่อไป ณ วัดป่าอรุณวดีแห่งนี้ ภายใต้การนำของหลวงปู่ภา ผู้เป็นเสมือนประทีปธรรมที่ส่องนำทางเหล่าศิษยานุศิษย์ให้พ้นจากห้วงแห่งความมืดมิด มุ่งตรงสู่หนทางแห่งการหลุดพ้น
5,402 ตัวอักษร