นิพพาน...ความรักที่แท้จริงของสรรพสัตว์

ตอนที่ 2 / 35

ตอนที่ 2 — การเดินทางแห่งการปล่อยวาง

แสงแดดเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ยามบ่ายคล้อยคลี่คลายเข้าสู่ยามเย็น ธันวาและอาจารย์สุมงคลยังคงสนทนากันอย่างต่อเนื่องภายในศาลาเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมสระน้ำใส อาจารย์สุมงคลนั่งชันเข่า ใบหน้าเปี่ยมด้วยความเมตตา ส่วนธันวานั่งพับเพียบ ฟังคำสอนด้วยความตั้งใจ "ท่านอาจารย์ครับ ในเมื่อความสุขที่แท้จริงคือการเข้าถึงนิพพาน แล้วทำไมคนส่วนใหญ่จึงดูเหมือนจะแสวงหาความสุขจากสิ่งอื่นเล่าครับ" ธันวาเอ่ยถาม เขายังคงมีความสงสัยในมุมมองของคนทั่วไป อาจารย์สุมงคลยิ้ม "เพราะถูกหลอกลวงมานาน โยมเอ๋ย ถูกหลอกโดยกิเลสที่มันชักนำให้เห็นผิดเป็นชอบ เห็นสิ่งสมมติเป็นของจริง เห็นความสุขชั่วคราวเป็นความสุขถาวร เปรียบเหมือนเด็กที่เห็นลูกแก้วแวววาว แล้วคิดว่าเป็นเพชร ยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา" "แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรครับว่าอะไรคือของจริง อะไรคือของสมมติ" ธันวากล่าวต่อ "ใช้ปัญญาพิจารณา" อาจารย์สุมงคลตอบ "ลองสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวดูนะ อะไรที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป สิ่งนั้นคือของสมมติ อะไรที่คงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นแหละคือของจริง" "แล้วสิ่งไหนเล่าครับที่คงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง?" ธันวาถามด้วยความสงสัย "จิตที่บริสุทธิ์ย่อมคงอยู่" อาจารย์สุมงคลกล่าว "แต่จิตที่ถูกกิเลสครอบงำย่อมไม่คงที่ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย มันเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ ตามเหตุปัจจัยภายนอก" "ผม... ผมนึกถึงชีวิตของผมครับ" ธันวาเริ่มเล่า "ผมเคยคิดว่าความสุขของผมอยู่ที่การมีเงินมากๆ ได้ซื้อสิ่งที่อยากได้ พอได้มันมาก็รู้สึกดีแค่ชั่วครู่ แล้วก็อยากได้อีก พอไม่ได้ก็รู้สึกหงุดหงิด ถ้ามีคนไม่เห็นด้วยกับผม ผมก็จะโกรธ ยิ่งอายุมากขึ้น ผมก็ยิ่งเห็นว่าร่างกายมันเสื่อมโทรมลง มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ" "นั่นแหละคือการเห็นไตรลักษณ์" อาจารย์สุมงคลกล่าว "เห็นอนิจจัง คือไม่เที่ยง เห็นทุกขัง คือเป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ และเห็นอนัตตา คือไม่ใช่ตัวตนของเรา การเห็นเช่นนี้ จะทำให้โยมไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือแม้แต่ร่างกาย" "แล้วพอเราไม่ยึดมั่นถือมั่น เราก็จะไม่ทุกข์ใช่ไหมครับ" ธันวาถามอย่างมีความหวัง "ถูกต้อง" อาจารย์สุมงคลพยักหน้า "เมื่อโยมไม่ยึดมั่น โยมก็จะไม่เกิดความอยาก เมื่อไม่มีความอยาก กิเลสทั้งหลายก็ไม่มีที่ตั้ง จิตใจก็สงบ เมื่อจิตใจสงบ โยมก็จะเข้าถึงความสุขที่แท้จริง คือนิพพาน" "แต่ผมจะวางความรู้สึกต่างๆ ได้อย่างไรครับท่านอาจารย์" ธันวาเอ่ยถามอย่างยากลำบาก "ผมรักครอบครัว ผมมีความผูกพันกับเพื่อนร่วมงาน ผมมีความภูมิใจในผลงานของผม ถ้าผมวางสิ่งเหล่านี้ ผมจะยังเป็นผมอยู่หรือเปล่า" "ความรัก ความผูกพัน ความภูมิใจ... สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ผิด" อาจารย์สุมงคลอธิบาย "ผิดที่โยมไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันเป็น 'ของฉัน' เป็น 'ตัวฉัน' ลองเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่นะ ความรักที่แท้จริง ไม่ใช่การครอบครอง แต่เป็นการปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข การมีความผูกพัน ไม่ใช่การเกาะเกี่ยวเพื่อหวังผลประโยชน์ แต่คือการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การภูมิใจในผลงาน ไม่ใช่การยกตนข่มท่าน แต่คือการเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราได้สร้างสรรค์ขึ้นมา" "หมายถึง... การรักโดยไม่หวังผลตอบแทน การให้โดยไม่หวังการยอมรับ ใช่ไหมครับ" ธันวาเริ่มเข้าใจ "ใช่แล้ว" อาจารย์สุมงคลกล่าว "เมื่อโยมรักโดยไม่หวังผลตอบแทน โยมจะไม่ผิดหวัง เมื่อโยมให้โดยไม่หวังการยอมรับ โยมก็จะไม่เสียใจ การกระทำเช่นนี้ คือการไม่สร้างกิเลสเพิ่ม เมื่อกิเลสเก่าไม่ได้รับการเติมเชื้อ และกิเลสใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น จิตใจก็จะค่อยๆ บริสุทธิ์ขึ้น" "แล้วมันจะเชื่อมโยงกับนิพพานได้อย่างไรครับ" ธันวาถามอย่างต่อเนื่อง "นิพพานก็คือสภาวะที่จิตปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง" อาจารย์สุมงคลกล่าว "เมื่อโยมฝึกฝนการปล่อยวาง การไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ จิตของโยมก็จะค่อยๆ สะอาดขึ้น สะอาดขึ้น จนในที่สุด ก็จะเข้าถึงสภาวะนิพพาน" "ผม... ผมอยากลองฝึกดูครับท่านอาจารย์" ธันวากล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้นกว่าเดิม "ดีมาก" อาจารย์สุมงคลยิ้ม "การฝึกฝนนี้ ไม่ใช่การภาวนาที่ต้องนั่งนิ่งๆ ตลอดเวลา โยมสามารถฝึกได้ในทุกขณะที่ใช้ชีวิต" "ฝึกได้อย่างไรครับ" ธันวาถามอย่างสนใจ "ง่ายๆ คือการมีสติ" อาจารย์สุมงคลกล่าว "ทุกครั้งที่โยมกำลังจะทำสิ่งใด คิดสิ่งใด รู้สึกสิ่งใด ให้มีสติรับรู้มันอยู่เสมอ รู้ว่ากำลังคิดอะไร รู้ว่ากำลังรู้สึกอะไร แล้วถามตัวเองว่า 'สิ่งนี้เที่ยงหรือไม่?' 'สิ่งนี้ทำให้เราเป็นทุกข์หรือไม่?' 'สิ่งนี้เป็นของเราจริงๆ หรือไม่?'" "ถ้าคำตอบคือ 'ไม่เที่ยง' 'เป็นทุกข์' 'ไม่ใช่ของเรา' เราก็ปล่อยวางมันเสีย" อาจารย์สุมงคลอธิบายต่อ "เช่น โยมกำลังโกรธใครสักคน ให้มีสติรู้ว่ากำลังโกรธ แล้วถามตัวเองว่า 'ความโกรธนี้มันเที่ยงหรือไม่?' 'มันทำให้เราเป็นทุกข์หรือไม่?' 'มันเป็นตัวตนของเราจริงๆ หรือไม่?' เมื่อพิจารณาแล้ว ความโกรธนั้นก็จะเบาบางลง โยมก็จะไม่ต้องไปทำร้ายใคร หรือทำร้ายตัวเองด้วยความโกรธ" "เหมือนกับการมองดูเมฆที่ลอยผ่านไปใช่ไหมครับ" ธันวาเปรียบเทียบ "ถูกเผงเลย" อาจารย์สุมงคลกล่าวชื่นชม "เมื่อเรามีสติ เราก็เหมือนยืนอยู่บนพื้นดิน มองดูเมฆที่ลอยผ่านไป เราไม่จำเป็นต้องปีนขึ้นไปเกาะเมฆนั้น หรือไล่ตามเมฆนั้น เมฆนั้นจะลอยไปไหน ก็สุดแล้วแต่ แต่เรายังคงอยู่ตรงนี้อย่างสงบ" "ผมจะลองนำไปใช้ดูครับท่านอาจารย์" ธันวากล่าวด้วยความมุ่งมั่น "ดีแล้วโยม" อาจารย์สุมงคลกล่าว "การเดินทางแห่งการปล่อยวางนั้น อาจจะไม่ได้ผลในทันที ต้องอาศัยความอดทน ความเพียร แต่เมื่อโยมเริ่มเห็นผล โยมจะพบว่าความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม" เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังมาจากกิ่งไม้ใหญ่ ธันวารู้สึกถึงความสงบที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในจิตใจ เขามองอาจารย์สุมงคลด้วยความซาบซึ้ง เขามาที่นี่ด้วยความสับสน แต่กลับได้รับคำตอบที่ไขความกระจ่างในใจ "ขอบพระคุณมากครับท่านอาจารย์" ธันวากล่าวอย่างจริงใจ "ยินดีเสมอโยม" อาจารย์สุมงคลยิ้ม "พรุ่งนี้เช้า มาพบอาตมาอีกครั้ง เราจะลงมือปฏิบัติกันจริงๆ จังๆ" ธันวาพยักหน้ารับ เขารู้สึกตื่นเต้นและมีความหวัง เขาไม่เคยคิดว่าจะมีวันหนึ่งที่เขาจะแสวงหาความสุขจากการ "ปล่อยวาง" สิ่งที่เขาเคยไขว่คว้ามาทั้งชีวิต

4,880 ตัวอักษร