ตอนที่ 21 — ความลับในจดหมาย
หลังจากวันจัดตลาดนัดหนังสือ "ห้องสมุดสีรุ้ง" ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม ยอดบริจาคพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในระยะแรก การประชาสัมพันธ์ของมาร์คผ่านช่องทางออนไลน์ได้ผลเกินคาด ผู้คนให้ความสนใจกับโครงการนี้เป็นจำนวนมาก และเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวมาร์ค เขาดูมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น มีความรับผิดชอบ และแสดงออกถึงความตั้งใจจริงที่จะทำความดีอย่างสม่ำเสมอ
"คุณรินดาคะ ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากคุณมาร์คค่ะ" อรุณแจ้งข่าวขณะกำลังจัดเอกสาร "เขาบอกว่าเขาเจอเรื่องสำคัญบางอย่างที่อยากจะให้คุณมาดูด้วยตัวเอง"
รินดาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "เรื่องสำคัญอะไรคะ"
"เขาไม่ได้บอกรายละเอียดค่ะ แต่เขาเน้นว่าอยากให้คุณมาที่ห้องทำงานของเขาที่ตึกออฟฟิศเร็วที่สุด" อรุณตอบ
รินดารู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง เธอรีบตอบรับ "ได้ค่ะ ดิฉันจะไปเดี๋ยวนี้เลย"
เมื่อรินดาเดินทางไปถึงห้องทำงานของมาร์ค เธอก็พบว่าบรรยากาศภายในห้องดูตึงเครียดกว่าปกติ มาร์คยืนอยู่กลางห้อง มือข้างหนึ่งถือซองจดหมายเก่าๆ สีเหลืองกรอบ ดวงตาของเขาดูฉายแววสับสนและตกใจ
"คุณมาร์ค เกิดอะไรขึ้นคะ" รินดาถามด้วยความเป็นห่วง
มาร์คเงยหน้าขึ้นมองรินดา "คุณรินดาครับ ผม... ผมเจอของบางอย่างที่อาจจะเปลี่ยนทุกอย่างที่เราเข้าใจไปตลอด"
เขาเดินไปที่โต๊ะทำงาน และวางซองจดหมายลงบนนั้น "เมื่อวานนี้ ขณะที่ผมกำลังรื้อค้นเอกสารเก่าๆ ของคุณพ่อ เพื่อจะหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมูลนิธิฯ ผมเจอซองจดหมายนี้ซ่อนอยู่ในลิ้นชักลับของโต๊ะทำงานครับ"
รินดาค่อยๆ หยิบซองจดหมายขึ้นมาดู ด้านหน้ามีชื่อและที่อยู่ของเธอเขียนด้วยลายมือที่ดูคุ้นตา แต่หมึกสีซีดจางไปตามกาลเวลา "นี่มัน... จดหมายของดิฉันนี่นา"
"ใช่ครับ" มาร์คพยักหน้า "แต่ผมสงสัยว่า ทำไมคุณพ่อถึงเก็บจดหมายของคุณไว้ และที่สำคัญกว่านั้นคือ... ข้างในซองนี้ มีเอกสารบางอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน"
รินดาเปิดซองจดหมายออกอย่างระมัดระวัง กระดาษแผ่นแรกเป็นจดหมายที่เธอเขียนถึงคุณวิศาลเมื่อหลายปีก่อน เป็นจดหมายที่แสดงความรู้สึกขอบคุณ และความห่วงใยที่คุณวิศาลมีต่อเธอเสมอมา เธอจำได้ดีว่าเธอเขียนจดหมายฉบับนี้ในช่วงเวลาที่เธอรู้สึกท้อแท้ และกำลังจะถอดใจจากการทำงานเพื่อสังคม
"ดิฉันจำจดหมายฉบับนี้ได้ค่ะ" รินดากล่าว "ตอนนั้นดิฉันรู้สึก... ท้อแท้มากค่ะ และคุณวิศาลก็เป็นกำลังใจให้ดิฉันเสมอ"
แต่สิ่งที่ทำให้เธอตกใจยิ่งกว่า คือกระดาษอีกแผ่นที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง มันเป็นเอกสารที่ดูเหมือนจะเป็นพินัยกรรมฉบับหนึ่ง ซึ่งเขียนด้วยลายมือของคุณวิศาลเอง
"นี่มัน... อะไรกันคะ" รินดาอุทานด้วยความตกใจ
มาร์คเองก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน "ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับคุณรินดา แต่ผมอ่านคร่าวๆ แล้ว... มันเหมือนกับว่า คุณพ่อได้มอบหมายให้คุณเป็นผู้ดูแลมรดกส่วนหนึ่งของท่าน นอกเหนือจากมูลนิธิฯ ครับ"
รินดาหน้าซีดเผือด เธอค่อยๆ อ่านข้อความในพินัยกรรมด้วยความสั่นเครือ "ท่าน... ท่านยกที่ดินผืนใหญ่ พร้อมกับเงินจำนวนหนึ่ง ให้กับดิฉัน... โดยระบุว่า เพื่อให้ดิฉันนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนที่ด้อยโอกาส..."
"ผม... ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยครับ" มาร์คกล่าวเสียงสั่น "คุณพ่อไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับผมเลย"
"แล้ว... เอกสารนี้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่คะ" รินดาถามอย่างกังวล
"ผมคิดว่าถูกต้องนะครับ" มาร์คตอบ "ลายเซ็นของคุณพ่อชัดเจน และมีพยานรับรองสองคน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของคุณพ่อที่ผมพอจะจำได้"
บรรยากาศในห้องกลับมาเงียบงันอีกครั้ง รินดายังคงตะลึงกับสิ่งที่เธอเพิ่งค้นพบ ความรู้สึกสับสนเข้ามาแทนที่ความตื่นเต้นที่เคยมี
"คุณรินดาครับ" มาร์คเอ่ยขึ้น "ผมเข้าใจดีว่าเรื่องนี้อาจจะทำให้คุณรู้สึกสับสน หรืออาจจะเกิดคำถามในใจเกี่ยวกับผม"
รินดาเงยหน้าขึ้นมองมาร์ค "คุณกำลังจะบอกว่า... คุณพ่ออาจจะ... ไม่ได้ตั้งใจจะยกมรดกส่วนนี้ให้คุณใช่ไหมคะ"
"ผมไม่ทราบครับคุณรินดา" มาร์คตอบอย่างซื่อสัตย์ "แต่จากพินัยกรรมฉบับนี้ มันชัดเจนว่าคุณพ่อมีความเชื่อมั่นในตัวคุณมากเพียงใด ท่านไว้ใจให้คุณดูแลทรัพย์สินของท่าน และนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของสังคม"
"ดิฉัน... ดิฉันไม่เคยคิดเลยว่าคุณวิศาลจะไว้ใจดิฉันมากขนาดนี้" รินดากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ท่านไม่ได้มองเห็นแค่ความสามารถของดิฉัน แต่ยังมองเห็นหัวใจของดิฉันด้วย"
"คุณรินดาครับ" มาร์คเดินเข้ามาใกล้ "ผมขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา ผมเข้าใจดีว่าการกระทำในอดีตของผมอาจจะทำให้คุณไม่ไว้วางใจผม แต่ผมอยากให้คุณรู้ว่า ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะมาแสวงหาผลประโยชน์จากกองมรดกของคุณพ่อ"
"แล้วคุณต้องการอะไรจากดิฉันคะ" รินดาถาม
"ผมต้องการเพียงแค่โอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเองครับ" มาร์คตอบ "ผมอยากจะทำความดีให้สมกับความตั้งใจของคุณพ่อ และผมอยากจะเรียนรู้จากคุณ จากคุณอรุณ จากมูลนิธิบัวหลวง ผมเชื่อว่าเราสามารถทำงานร่วมกันเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของคุณพ่อได้อย่างแท้จริง"
รินดามองเข้าไปในดวงตาของมาร์ค เธอเห็นความจริงใจและความสำนึกผิดในแววตาของเขา เธอตระหนักได้ว่า การค้นพบพินัยกรรมฉบับนี้ ไม่ใช่แค่การเปิดเผยความลับในอดีตเท่านั้น แต่มันยังเป็นการทดสอบครั้งสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับมาร์ค และสำหรับอนาคตของมูลนิธิฯ
"ดิฉันจะอ่านพินัยกรรมฉบับนี้อย่างละเอียดอีกครั้งค่ะ" รินดากล่าว "และเราจะหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน"
"ขอบคุณครับคุณรินดา" มาร์คกล่าวด้วยความโล่งใจ "ผมเชื่อว่าเราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกันได้"
รินดากุมกระดาษพินัยกรรมไว้ในมือ เธอรู้สึกถึงน้ำหนักของมัน ไม่ใช่แค่น้ำหนักของทรัพย์สิน แต่คือน้ำหนักของความรับผิดชอบ และความไว้วางใจที่เธอได้รับ ดอกบัวในใจของเธอกำลังเบ่งบานอย่างงดงาม แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รับรู้ได้ถึงความท้าทายใหม่ที่กำลังจะมาถึง
4,566 ตัวอักษร