เมื่อหัวใจเต้นผิดจังหวะในวันวาน

ตอนที่ 4 / 40

ตอนที่ 4 — ความสนิทสนมที่ทำให้ใจสั่น

เมื่อภาคินเดินเข้ามาในห้องเรียนสัมมนา พร้อมกับเมษาที่เดินตามมาด้านหลัง น้ำใสก็รู้สึกใจหายวูบ ความคิดที่ว่าภาคินจะมาเป็นวิทยากรในวันนี้ ทำให้เธอทั้งตื่นเต้นและประหม่า แต่เมื่อเห็นเมษายืนเคียงข้างเขาด้วยท่าทีคุ้นเคย เธอกลับรู้สึกหน่วงๆ ในใจอย่างประหลาด ภาคินยิ้มกว้างเมื่อเห็นน้ำใสอยู่ในกลุ่มนักศึกษา "อรุณสวัสดิ์นักศึกษาทุกคนครับ" เขาเอ่ยทักทายเสียงใส "ผมอาจารย์ภาคิน ยินดีที่ได้มาเป็นวิทยากรให้พวกคุณในวันนี้" จากนั้นเขาก็ผายมือไปทางเมษา "และนี่คืออาจารย์เมษา จากภาควิชาภาษาไทย ท่านจะมาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์กับพวกเราในวันนี้ด้วยเช่นกัน" เมษายิ้มให้กลุ่มนักศึกษาด้วยท่าทีสง่างาม "สวัสดีค่ะนักศึกษาทุกท่าน" น้ำใสพยายามมองไปที่ภาคินเพียงคนเดียว พยายามไม่สนใจเมษา แต่ก็ทำได้ยาก เมื่อทั้งสองคนยืนใกล้กันเกินไป ราวกับเป็นคู่ที่เหมาะสมกันอย่างน่าประหลาด "วันนี้หัวข้อของเราคือ 'การอ่านเพื่อการวิเคราะห์และตีความ'" ภาคินเริ่มบรรยาย "เป็นทักษะที่สำคัญมากสำหรับนักศึกษาทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้น เราจำเป็นต้องมีวิจารณญาณในการรับสาร" เขาอธิบายหลักการต่างๆ ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และยกตัวอย่างที่น่าสนใจ ทำให้น้ำใสค่อยๆ ผ่อนคลายลงบ้าง เธอมัวแต่ตั้งใจฟังคำบรรยาย จนแทบจะลืมความรู้สึกอึดอัดเมื่อครู่ไป "การอ่านเพื่อการวิเคราะห์ ไม่ใช่แค่การจับใจความสำคัญเท่านั้น" ภาคินกล่าวต่อ "แต่ยังรวมถึงการตั้งคำถามกับสิ่งที่อ่าน การมองหาเจตนาที่ซ่อนเร้นของผู้เขียน และการเปรียบเทียบกับข้อมูลอื่นๆ ที่เรามี" เสียงของภาคินทุ้ม นุ่ม ชวนฟัง ทำให้น้ำใสรู้สึกเคลิบเคลิ้ม เธอชอบวิธีที่เขาอธิบายเรื่องยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายได้เสมอ "ลองนึกถึงบทกวีสักบท" ภาคินยกตัวอย่าง "นักอ่านทั่วไปอาจจะเห็นเพียงความงามของถ้อยคำ แต่การอ่านเพื่อวิเคราะห์ จะมองลึกลงไปถึงอารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ของผู้แต่ง และบริบททางสังคมในยุคนั้นๆ" น้ำใสเผลอยิ้มออกมากับคำพูดนั้น มันเหมือนกับว่าภาคินกำลังพูดถึงสิ่งที่เธอเคยหลงใหล สมัยที่เธออยู่ชมรมวรรณกรรม "แล้วเราจะพัฒนาทักษะนี้ได้อย่างไร?" นักศึกษาคนหนึ่งยกมือถาม "คำถามที่ดีมากครับ" ภาคินหันไปมองนักศึกษาคนนั้น "สิ่งสำคัญที่สุดคือการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ลองอ่านให้หลากหลายประเภท อ่านให้ลึกซึ้งขึ้น ตั้งคำถามกับทุกสิ่งที่คุณอ่าน และที่สำคัญ อย่ากลัวที่จะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง" เมษาก็เสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล "การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่นก็เป็นสิ่งสำคัญนะคะ การฟังมุมมองที่แตกต่างจะช่วยเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้น" น้ำใสรู้สึกว่าเมษากำลังพูดกับเธอโดยตรง เธอมองไปที่เมษาอย่างลังเล ก่อนจะหันกลับมามองภาคินอีกครั้ง "จริงครับ" ภาคินพยักหน้าเห็นด้วยกับเมษา "การถกเถียงอย่างมีเหตุผลจะช่วยให้เราเข้าใจประเด็นต่างๆ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น" เมื่อการบรรยายดำเนินไปเรื่อยๆ น้ำใสก็สังเกตเห็นว่าภาคินและเมษามีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสนิทสนม พวกเขาจะสบตากันบ่อยครั้งเมื่อพูดถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน หรือบางครั้งก็หัวเราะให้กับมุกตลกเล็กๆ น้อยๆ ของอีกฝ่าย "บางครั้ง..." ภาคินกล่าวพลางมองไปที่เมษา "การอ่านเรื่องราวในอดีต ก็เหมือนกับการย้อนเวลากลับไป เราจะได้เห็นว่าผู้คนในยุคนั้นคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร และตัดสินใจอย่างไร" "และนั่นก็เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับเราในปัจจุบัน" เมษากล่าวเสริม "ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้จักความผิดพลาด และป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำอีก" น้ำใสรู้สึกว่าบทสนทนาของทั้งคู่กำลังสร้างกำแพงบางๆ ขึ้นมา ล้อมรอบตัวเธอเอาไว้ เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกไม่สบายใจขนาดนี้ เธอควรจะดีใจที่ได้เจอภาคินอีกครั้ง และได้เรียนรู้จากเขา แต่กลับมีเงาของเมษาเข้ามาบดบังความสุขนั้น "คุณน้ำใสครับ" ภาคินเอ่ยขึ้น จู่ๆ ก็เรียกชื่อเธอ ทำให้น้ำใสสะดุ้ง "ผมเห็นคุณจดบันทึกอย่างตั้งใจเลย มีคำถามอะไรที่อยากจะถามผมหรืออาจารย์เมษาไหมครับ?" น้ำใสรีบตั้งสติ "เอ่อ...ไม่มีค่ะอาจารย์ หนูแค่กำลังพยายามทำความเข้าใจตามที่อาจารย์บรรยายค่ะ" เธอตอบเสียงแผ่ว "ดีมากครับ" ภาคินยิ้ม "ผมชอบนักศึกษาที่ตั้งใจเรียนแบบนี้" เมษามองน้ำใสด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก "คุณน้ำใส... ดูเหมือนจะสนใจเรื่องการวิเคราะห์บทกวีเป็นพิเศษนะคะ" เธอกล่าว น้ำใสรู้สึกประหลาดใจที่เมษารู้ชื่อเธอ "ค่ะ...ก็...นิดหน่อยค่ะ" เธอตอบอย่างตะกุกตะกัก "เคยเขียนกลอนเองบ้างไหมครับ?" ภาคินถามด้วยความสนใจ น้ำใสรู้สึกหน้าแดงขึ้นมาทันที "เคยค่ะ...สมัยมัธยม..." เธอตอบเสียงเบา "แต่ตอนนี้ไม่ได้เขียนแล้วค่ะ" "เสียดายจัง" ภาคินพูด "ผมเชื่อว่าคุณต้องมีพรสวรรค์" "ใช่ค่ะ" เมษากล่าวเสริม "หากคุณน้ำใสสนใจจริงๆ ภาควิชาภาษาไทยของเรามีชมรมวรรณศิลป์ที่น่าสนใจนะคะ คุณอาจจะลองไปเข้าร่วมดู" คำชวนของเมษาทำให้น้ำใสยิ่งรู้สึกสับสน เธอไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกับคำพูดของทั้งสองคนนี้ เมื่อการบรรยายใกล้จะสิ้นสุดลง ภาคินกล่าวว่า "ผมหวังว่าวันนี้ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราแบ่งปันไปนะครับ หากมีคำถามเพิ่มเติม หรืออยากจะปรึกษาเรื่องอะไร สามารถเข้ามาหาผม หรืออาจารย์เมษาได้เสมอ" น้ำใสรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก การบรรยายที่เธอเคยตั้งตารอ กลับจบลงไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกที่หลากหลายปะปนกัน หลังจากนักศึกษาทยอยกันออกจากห้องเรียนไปเกือบหมดแล้ว น้ำใสก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เธอต้องการเวลาสักครู่เพื่อประมวลผลทุกอย่างที่เกิดขึ้น "ยังไม่กลับอีกเหรอครับ น้ำใส?" เสียงของภาคินดังขึ้นข้างๆ น้ำใสสะดุ้งเล็กน้อย "อ้อ...ค่ะอาจารย์ หนูแค่นั่งพักสักครู่ค่ะ" "ผมเองก็กำลังจะกลับเหมือนกัน" ภาคินยิ้ม "คุณเมษาเขาต้องไปประชุมต่อ" "ค่ะ" น้ำใสตอบสั้นๆ "คุณดูเหมือนมีอะไรในใจนะครับ" ภาคินสังเกตเห็น "มีอะไรที่อยากจะคุยกับผมหรือเปล่า?" น้ำใสลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามออกไป "อาจารย์คะ...อาจารย์กับอาจารย์เมษาสนิทกันมากเลยเหรอคะ?" ภาคินเลิกคิ้วเล็กน้อย "เราเป็นเพื่อนร่วมงานกันครับ สนิทกันพอสมควร ทำงานด้วยกันมาหลายปีแล้ว" เขาตอบอย่างตรงไปตรงมา "ทำไมเหรอครับ?" "เปล่าค่ะ" น้ำใสรีบปฏิเสธ "หนูแค่...เห็นว่าทั้งสองคนคุยกันถูกคอดีค่ะ" "ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ" ภาคินหัวเราะเบาๆ "เรามีอะไรที่คล้ายกันหลายอย่าง" คำตอบของภาคินยิ่งทำให้น้ำใสรู้สึกไม่สบายใจ เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องมาใส่ใจเรื่องนี้ด้วย ทั้งที่เธอควรจะดีใจที่ภาคินดูมีความสุข "คุณน้ำใสครับ" ภาคินกล่าวอีกครั้ง "ผมดีใจที่เราได้เจอกันอีกครั้งนะครับ" "หนูก็ดีใจค่ะอาจารย์" น้ำใสตอบพร้อมรอยยิ้มที่พยายามจะให้ดูเป็นธรรมชาติ "ถ้ามีอะไรอยากจะปรึกษา หรืออยากจะพูดคุยเรื่องวรรณกรรม ก็มาหาผมได้เสมอนะครับ" ภาคินกล่าว "ผมยินดีเสมอ" "ค่ะอาจารย์" น้ำใสพยักหน้า "ขอบคุณค่ะ" เมื่อภาคินเดินจากไปแล้ว น้ำใสก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่คนเดียวในห้องเรียนที่ว่างเปล่า เธอหลับตาลง พยายามข่มความรู้สึกสับสนในใจ ทำไมการเจอภาคินอีกครั้ง ถึงได้นำพาความรู้สึกที่ซับซ้อนมาให้เธอขนาดนี้? และทำไมเงาของเมษาถึงได้ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปได้ง่ายดายนัก?

5,615 ตัวอักษร