ตอนที่ 26 — การต่อรองที่ต้องใช้สติ
วันเวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว เจ็ดวันของการรอคอยที่เปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นด้ายอันตึงเครียด นทีและแก้วตาต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง การติดต่อกับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์หลายราย การประเมินราคาบ้านที่ต่ำกว่าความเป็นจริง การเจรจากับเจ้าหนี้ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด
“ฉันไม่คิดว่าเราจะหาคนซื้อได้ทันภายในอาทิตย์นี้จริงๆ ค่ะ” แก้วตากล่าว ขณะที่เธอกำลังนั่งอยู่กับนทีที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ทั้งสองกำลังขีดเขียนแผนการต่างๆ ลงบนกระดาษโน้ต
“ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” นทีตอบ “แต่นายหน้าบอกว่ามีครอบครัวหนึ่งสนใจเข้ามาดูบ้านเมื่อวานนี้ ถ้าพวกเขาชอบ ก็น่าจะตกลงซื้อได้เร็ว”
“แล้ว… ราคาล่ะคะ?” แก้วตาถามด้วยน้ำเสียงกังวล
“ยังไม่ทราบแน่ชัดครับ” นทีถอนหายใจ “แต่หวังว่าเขาจะยอมจ่ายในราคาที่ใกล้เคียงกับที่เราตั้งไว้”
“ถ้าไม่ได้ราคาที่ต้องการจริงๆ เราจะทำยังไงคะ?” แก้วตาถามต่อ “เราจะขาดทุนไปอีกเท่าไหร่”
“ถ้าจำเป็นจริงๆ เราอาจจะต้องยอมขาดทุนบ้างครับ” นทีกล่าว “เพื่อแลกกับเวลาและความปลอดภัยของเรา”
“แต่… ถ้าขาดทุนมากเกินไป แล้วเงินที่ได้มาไม่พอชำระหนี้ทั้งหมดล่ะคะ?” แก้วตาถาม พลางเอามือกุมขมับ “ฉันกลัวมากเลย นที”
“ผมเข้าใจครับ” นทีจับมือแก้วตาไว้แน่น “แต่เราต้องมีสติ การตัดสินใจที่ผิดพลาดในช่วงเวลาแบบนี้ อาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก”
“แล้ว… ตอนนี้สถานการณ์ของเราเป็นยังไงบ้างคะ?” แก้วตาถาม
“ผมติดต่อกับธนาคารไปแล้วครับ” นทีเล่า “พวกเขากำลังพิจารณาคำขอสินเชื่อของผม โดยใช้ผลงานหนังสือเป็นหลักประกัน แต่ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ”
“แล้ว… คุณพ่อ…” แก้วตาเงียบไปครู่หนึ่ง “ท่านติดต่อมาบ้างไหมคะ?”
“ท่านโทรมาเมื่อเช้านี้ครับ” นทีตอบ “ท่านบอกว่ากำลังพยายามเจรจากับญาติบางคนอยู่ แต่ก็ยังไม่แน่นอน”
“ฉันรู้สึกแย่จริงๆ ที่ต้องให้คุณต้องมาแบกรับเรื่องพวกนี้ไปด้วย” แก้วตากล่าว “ทั้งๆ ที่มันเป็นปัญหาของครอบครัวฉัน”
“ผมบอกคุณแล้วไงครับว่าเราคือทีมเดียวกัน” นทีตอบ “และผมก็เชื่อมั่นในตัวคุณพ่อของคุณด้วย ท่านจะพยายามหาทางออกที่ดีที่สุด”
“แต่… ถ้าสุดท้ายแล้ว… เรายังขาดเงินอีกจำนวนมากจริงๆ…” แก้วตาเอ่ยเสียงแผ่ว “คุณจะทำยังไงคะ?”
นทีนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเขามองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก “ผม… กำลังคิดอีกทางเลือกหนึ่งอยู่ครับ”
“ทางเลือกอะไรคะ?” แก้วตาถามด้วยความสงสัย
“ผมอาจจะต้อง… ยอมลดค่าลิขสิทธิ์บางส่วนให้กับสำนักพิมพ์ครับ” นทีกล่าว “เพื่อให้ได้เงินก้อนใหญ่มาหมุนเวียนก่อน”
แก้วตามองนทีด้วยความตกใจ “คุณแน่ใจเหรอคะ? นั่นหมายถึงรายได้ของคุณจะลดลงไปมากเลยนะคะ”
“ผมรู้ครับ” นทีตอบ “แต่มันคือทางเลือกที่ผมพอจะทำได้ในตอนนี้ มันอาจจะช่วยให้เรามีเงินเพียงพอในการชำระหนี้ส่วนหนึ่งได้”
“คุณ… คุณกำลังเสียสละมากจริงๆ นะคะ” แก้วตากล่าว “ฉัน… ไม่รู้จะขอบคุณคุณยังไงดี”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ” นทีจับมือแก้วตาอีกครั้ง “เราต้องช่วยกัน”
“แล้ว… ถ้าเราต้องไปคุยกับเจ้าหนี้อีกครั้ง…” แก้วตากล่าว “เราจะบอกพวกเขาว่ายังไงดีคะ?”
“เราจะบอกความจริงครับ” นทีตอบ “เราจะบอกพวกเขาว่าเรากำลังพยายามอย่างเต็มที่แล้ว และจะนำเสนอทางเลือกในการชำระหนี้ที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เราทำได้”
“แต่… ถ้าพวกเขาไม่ยอมรับข้อเสนอของเราล่ะคะ?” แก้วตาถาม
“เราก็ต้องเจรจาต่อไปครับ” นทีกล่าว “เราต้องพยายามทำให้พวกเขาเข้าใจสถานการณ์ของเรา และแสดงความจริงใจของเราให้พวกเขาเห็น”
“ฉันหวังว่า… การเจรจาครั้งนี้จะราบรื่นนะคะ” แก้วตากล่าว
“ผมก็หวังเช่นนั้นครับ” นทีตอบ “เราต้องใจเย็น และมีสติให้มากที่สุด”
วันต่อมา ทั้งสองได้นัดพบกับเจ้าหนี้อีกครั้ง บรรยากาศในห้องประชุมยังคงเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่ครั้งนี้ ทั้งแก้วตาและนทีได้เตรียมตัวมาอย่างดี
“พวกเราได้พิจารณาสถานการณ์อย่างถี่ถ้วนแล้วครับ” นทีเริ่มต้นการสนทนา “และเราได้ข้อเสนอที่คิดว่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้”
เจ้าหนี้คนเดิมมองนทีด้วยแววตาเรียบเฉย “ว่ามาสิ”
“เราคาดว่าการขายบ้านจะใช้เวลาอีกสักพัก” นทีกล่าว “แต่เราได้มีการพูดคุยกับทางธนาคารเกี่ยวกับการขอสินเชื่อ โดยใช้ผลงานของผมเป็นหลักประกัน”
“แล้ว… ได้รับอนุมัติหรือยัง?” เจ้าหนี้คนหนึ่งถาม
“ยังไม่เป็นทางการครับ” นทีตอบ “แต่คาดว่าจะได้รับการอนุมัติในเร็วๆ นี้ และอีกทางหนึ่ง ผมได้เสนอที่จะปรับลดค่าลิขสิทธิ์บางส่วนให้กับสำนักพิมพ์ เพื่อให้ได้เงินก้อนมาหมุนเวียน”
เจ้าหนี้ทั้งสามคนหันมามองหน้ากันอีกครั้ง มีบางอย่างที่บ่งบอกว่าพวกเขากำลังพิจารณาข้อมูลที่ได้รับ
“ทั้งหมดนี่… เป็นความจริง?” เจ้าหนี้คนแรกถาม
“เป็นความจริงทั้งหมดครับ” แก้วตาตอบ “เรามาที่นี่เพื่อแสดงความจริงใจ และขอความเห็นใจจากพวกท่าน”
“ถ้า… เงินที่ได้จากการขายบ้านและจากสินเชื่อนั้น ยังไม่พอชำระหนี้ทั้งหมด…” เจ้าหนี้คนหนึ่งเอ่ยขึ้น “พวกคุณจะทำยังไง?”
“เราขอเวลาในการดำเนินการให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนครับ” นทีกล่าว “เราเชื่อว่าเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เราจะสามารถชำระหนี้ได้จำนวนมาก และส่วนที่เหลือ เราจะขอเจรจาผ่อนชำระเป็นงวดเล็กๆ ต่อไป”
“ผ่อนชำระ… เป็นไปไม่ได้” เจ้าหนี้อีกคนปฏิเสธทันที
“แต่… มันเป็นทางออกเดียวที่เรามีในตอนนี้จริงๆ ค่ะ” แก้วตาเสริม “เราไม่อยากให้เรื่องมันบานปลายไปมากกว่านี้”
เจ้าหนี้ทั้งสามคนเริ่มสนทนากันด้วยภาษาที่ทั้งสองไม่เข้าใจนัก ท่าทีของพวกเขาดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความไม่แน่นอน
“เอาอย่างนี้” เจ้าหนี้คนแรกกล่าว หลังจากหยุดการสนทนา “เราจะรอดูผลของการดำเนินการของคุณ”
“ถ้า… การขายบ้านเสร็จสิ้นภายในหนึ่งเดือน และคุณได้รับอนุมัติสินเชื่อตามที่กล่าวอ้าง เราจะพิจารณาอีกครั้ง”
“แต่… ถ้ามีอะไรผิดพลาด หรือล่าช้ากว่ากำหนด… เราคงต้องดำเนินการตามกฎหมาย”
“หนึ่งเดือน…” แก้วตาพึมพำ “มันยังคงเป็นเวลาที่จำกัดมาก”
“เราจะพยายามทำให้ดีที่สุดครับ” นทีกล่าว “ขอบคุณที่ให้โอกาสเราอีกครั้ง”
เมื่อเดินออกมาจากห้องประชุม แก้วตาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ก็ยังคงมีความกังวลปะปนอยู่
“อย่างน้อย… เราก็ยังพอมีเวลา” แก้วตากล่าว “แต่หนึ่งเดือน… มันน้อยจริงๆ”
“ครับ” นทีพยักหน้า “เราต้องเร่งทุกอย่างให้เร็วที่สุด”
“แล้ว… ถ้าเกิดว่า… สินเชื่อไม่ผ่านล่ะคะ?” แก้วตาถาม
“ถ้าสินเชื่อไม่ผ่านจริงๆ… เราอาจจะต้องหาทางอื่น” นทีตอบ “อาจจะต้องลองเจรจากับสำนักพิมพ์อีกครั้ง หรืออาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้”
“ฉัน… ไม่อยากให้คุณต้องไปรบกวนใครอีกแล้วค่ะ” แก้วตากล่าว
“ไม่ต้องห่วงครับ” นทีปลอบ “ผมจะจัดการเอง”
“คุณ… คุณเหนื่อยไหมคะ?” แก้วตาถาม
“เหนื่อยครับ” นทีตอบตรงๆ “แต่ก็ยังไหว”
“ฉันก็เหนื่อยเหมือนกันค่ะ” แก้วตาบอก “แต่พอมีคุณอยู่ข้างๆ ฉันก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาเยอะเลย”
“เราต้องผ่านมันไปให้ได้นะครับ” นทีจับมือแก้วตา “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
5,399 ตัวอักษร