ตอนที่ 4 — สองโลกปะทะใจไร้ทางออก
กานดาเดินออกจากห้องของคุณหญิงพัชราด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ราวกับถูกก้อนหินทับถม คำพูดของมารดาเมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในหู การจับคู่กับบุตรชายของหุ้นส่วนคนสำคัญ นี่มันเรื่องอะไรกัน? เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตของเธอจะถูกกำหนดโดยการตัดสินใจของผู้ใหญ่เช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหัวใจของเธอได้ผูกพันกับกวีไปแล้ว
"คุณแม่คะ กานดาไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานกับใครเลยค่ะ" กานดาเอ่ยเสียงสั่นเครือ พยายามรวบรวมสติ "แล้วกานดา... กานดาชอบคุณกวีค่ะ"
คำพูดนั้นหลุดออกจากปากเธอไปแล้ว กานดาเองก็ตกใจกับความกล้าของตัวเอง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโล่งอกที่ได้เอ่ยความรู้สึกที่แท้จริงออกไป
คุณหญิงพัชราเงียบไปชั่วครู่ สีหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตาฉายแววผิดหวังระคนไม่เชื่อ "คุณกวี? ใครคือคุณกวี? เด็กหนุ่มที่ไหนที่ลูกไปเจอมา?"
"เขาเป็น... เป็นคนที่กานดาพบที่ทุ่งดอกไม้ค่ะคุณแม่" กานดาตอบ พยายามเก็บน้ำเสียงไม่ให้สั่น "เราคุยกันเรื่องบทกวี แล้ว... กานดาชอบเขาค่ะ"
"ทุ่งดอกไม้?" คุณหญิงพัชราแค่นเสียง "กานดา แม่เลี้ยงลูกมาอย่างดี ส่งเสียให้เรียนถึงเมืองนอก เพื่อให้ลูกมีอนาคตที่ดีที่สุด แต่ลูกกลับไปใช้เวลาอยู่กับเด็กหนุ่มที่ไม่รู้ที่มาที่ไปในทุ่งดอกไม้? แล้วยังมาบอกว่า 'ชอบ' เขาอีกเนี่ยนะ?"
"เขาไม่ใช่คนไม่รู้ที่มาที่ไปนะคะคุณแม่" กานดาเริ่มรู้สึกว่ามารดาของเธอตัดสินคนจากเปลือกนอก "เขาเป็นคนดีมากเลยค่ะ เขาเข้าใจกานดา แล้วเราก็... เรามีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน"
"ความสุข?" คุณหญิงพัชราหัวเราะเยาะ "ความสุขมันกินไม่ได้หรอกนะกานดา แม่พูดถึงชีวิตจริง ชีวิตที่มั่นคง หน้าที่การงาน ครอบครัวที่เหมาะสม กานดาคิดว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ท่ามกลางดอกไม้ จะสามารถดูแลชีวิตลูกได้ตลอดรอดฝั่งหรือไง?"
"แต่คุณสมชายก็ใช่ว่าจะรักกานดานะคะคุณแม่" กานดาต่อสู้ "การแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก แล้วต้องอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต มันจะมีความสุขจริงๆ เหรอคะ?"
"เรื่องความรักน่ะ มันค่อยๆ สร้างกันได้ลูก" คุณหญิงพัชราพยายามโน้มน้าว "แต่ความมั่นคงทางฐานะ มันหาไม่ได้ง่ายๆ นะ แม่ทำทุกอย่างเพื่อลูก เพื่ออนาคตของลูก ลูกเข้าใจบ้างไหม?"
"กานดาเข้าใจค่ะว่าคุณแม่หวังดี" กานดาเอ่ยเสียงแผ่ว "แต่กานดาก็มีชีวิตของกานดาเอง กานดาอยากเลือกทางเดินของตัวเองบ้าง"
"เลือกทางเดินของตัวเอง?" คุณหญิงพัชราเงยหน้าขึ้นมองลูกสาว ดวงตาแข็งกร้าวขึ้น "ทางเดินที่แม่ปูไว้ให้ลูก มันไม่ดีพอสำหรับลูกแล้วใช่ไหม? แม่ไม่เคยขออะไรจากลูกมากไปกว่าการที่ลูกมีชีวิตที่ดีนะกานดา"
"กานดาไม่ได้บอกว่าทางที่แม่ปูให้ไม่ดีค่ะ" กานดาพยายามระงับน้ำตา "แต่กานดาแค่... กานดาอยากจะมีทางของกานดาเองด้วย"
"ถ้าทางของลูกคือการไปอยู่กับเด็กหนุ่มคนนั้น แล้วทิ้งทุกอย่างที่แม่สร้างมา งั้นแม่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรกับลูกแล้ว" คุณหญิงพัชราน้ำเสียงเย็นชา "แม่จะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ที่บ้านในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ลูกต้องมาทำความรู้จักกับคุณสมชาย และแม่ก็หวังว่าลูกจะคิดให้ดีๆ ถึงอนาคตของตัวเอง"
พูดจบ คุณหญิงพัชราก็ลุกเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้กานดาเผชิญหน้ากับความสับสนและอึดอัดเพียงลำพัง
กานดาตัดสินใจว่าเธอต้องไปหาคำปรึกษาจากกวี เธอรีบแต่งตัวและมุ่งหน้าไปยังทุ่งดอกไม้ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความกังวล เมื่อไปถึง เธอก็เห็นกวียืนมองดอกไม้อยู่เช่นเคย
"กวีคะ" กานดาเรียกเสียงเบา
กวีหันมาเห็นกานดาก็ยิ้ม "อ้าว คุณกานดา วันนี้ดูหน้าตาไม่ค่อยสดใสนะครับ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า"
กานดาเดินเข้าไปหา เขาเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของเธอจึงเอ่ยถามอีกครั้ง "มีอะไรรึเปล่าครับ เล่าให้ผมฟังได้นะ"
กานดาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้กวีฟัง ตั้งแต่การพูดคุยกับมารดา การถูกจับคู่กับคุณสมชาย ไปจนอจนกระทั่งคุณหญิงพัชราประกาศจะจัดงานเลี้ยง
เมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมด กวีเงียบไปชั่วขณะ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ก็ยังคงแววตาที่เป็นห่วง
"ผมเสียใจด้วยนะครับ คุณกานดา" กวีเอ่ยเสียงนุ่ม "ผมไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรดี แต่ผมเชื่อในตัวคุณกานดาเสมอ"
"ฉันไม่รู้จะทำยังไงดีเลย กวี" กานดาเอ่ยเสียงเครือ "คุณแม่ไม่เข้าใจฉันเลย คุณแม่คิดว่าสิ่งที่ฉันชอบมันไร้สาระ แล้วก็... ฉันไม่แน่ใจว่าฉันจะสามารถปฏิเสธคุณแม่ได้จริงๆ"
"คุณกานดา" กวีเดินเข้าไปใกล้กานดา วางมือบนไหล่ของเธอเบาๆ "ผมไม่รู้ว่าครอบครัวของคุณกานดามีธรรมเนียมอย่างไร แต่ผมเชื่อว่าความสุขที่แท้จริงของคนเรา มันต้องมาจากข้างใน การทำในสิ่งที่รัก และการอยู่กับคนที่เรารัก"
"แต่ถ้าความรักของฉัน มันต้องแลกกับการทำให้คนที่ฉันรักต้องผิดหวังล่ะคะ" กานดาถามด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ "คุณแม่ของฉัน... ท่านก็รักฉันมากเหมือนกัน"
"ผมเข้าใจครับ" กวีพยักหน้า "แต่บางครั้ง เราก็ต้องหนักแน่นกับความรู้สึกของตัวเองนะครับคุณกานดา การประนีประนอมมากเกินไป อาจจะทำให้เราเสียใจในภายหลัง"
"แล้วถ้าคุณแม่บังคับให้ฉันแต่งงานกับคุณสมชายล่ะคะ" กานดาถามอย่างหวาดหวั่น "ฉันจะทำยังไง"
"ผม... ผมไม่รู้เหมือนกันครับ" กวีตอบอย่างตรงไปตรงมา "แต่ผมอยากให้คุณกานดารู้ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะอยู่ข้างคุณเสมอ"
กานดามองเข้าไปในดวงตาของกวี เธอเห็นความจริงใจและความห่วงใยในนั้น มันทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่ความกังวลก็ยังคงไม่จางหายไป
"ขอบคุณนะคะ กวี" กานดาเอ่ย "ฉันรู้สึกดีขึ้นมากที่ได้คุยกับคุณ"
"ผมดีใจครับ" กวีจับมือของกานดาเบาๆ "เรามานั่งคุยกันตรงนี้ก่อนนะครับ ค่อยๆ คิดไป ผมเชื่อว่าเราจะหาทางออกที่ดีที่สุดได้"
ทั้งสองคนนั่งลงบนผืนหญ้า มองไปยังทุ่งดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน เสียงกระซิบแผ่วเบาของลมพัดผ่านใบไม้ และเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว กลายเป็นเพียงเสียงประกอบที่แผ่วเบา เมื่อเทียบกับพายุที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจของกานดา
"ผมว่าเราน่าจะลองเขียนบทกวีเกี่ยวกับเรื่องนี้ดูไหมครับ" กวีเสนอ "บางที การถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษร อาจจะช่วยให้เรามองเห็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น"
กานดายิ้มบางๆ "ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะ"
ทั้งสองคนนั่งลงข้างกัน กวีหยิบสมุดบันทึกและปากกาออกมา ขณะที่กานดาหยิบสมุดเล่มโปรดของเธอขึ้นมา พวกเขาเริ่มจรดปลายปากกาลงบนกระดาษ เริ่มต้นบทกวีบทใหม่ ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างความรักและความคาดหวัง ความฝันของตนเอง และความต้องการของผู้ใหญ่
"ข้ามาจากโลกหนึ่ง ซึ่งแต่งแต้มสีสัน / ด้วยบทกวี ดอกไม้ และเสรีภาพอันงดงาม" กานดาเริ่มเขียน "แต่แล้วเงาหนึ่งก็ทาบทาลงมา / เปรียบดั่งกรงทอง ที่พันธนาการจิตวิญญาณ"
"กรงทองนั้นสร้างโดยมือที่รักยิ่ง / หวังเพียงให้ข้าเดินบนทางที่มั่นคง / แต่หัวใจข้ากลับโหยหาเสียงเพรียกหา / จากผืนดิน กลิ่นหอม และชายผู้เข้าใจ" กวีเขียนต่อ
"เขาคือใคร ผู้มาจากโลกอีกใบ / ที่วัดค่าคนด้วยทรัพย์สินและอำนาจ?" กานดาถาม "เขาจะเข้าใจหรือไม่ ว่าความสุขที่แท้จริง / มิอาจซื้อขาย หรือต่อรองได้ด้วยเงินตรา"
"เขาอาจไม่เข้าใจ" กวีตอบ "แต่หัวใจเราเข้าใจกัน / สองดวงที่ผูกพัน ด้วยบทกวีและแรงฝัน / จะต่อสู้เพื่อรักนี้ ดั่งดอกไม้ผลิบาน / ท่ามกลางพายุร้าย ไม่ยอมแพ้พ่ายวัน"
บทกวีของทั้งสองคนค่อยๆ ถักทอขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง มันไม่ได้เป็นเพียงบทกวีที่สวยงาม แต่เป็นเหมือนการระบายความรู้สึก เป็นการปลอบประโลมซึ่งกันและกัน และเป็นการประกาศเจตจำนงอันแน่วแน่ ว่าพวกเขาจะไม่ยอมให้โชคชะตาถูกลิขิตโดยผู้อื่นอย่างง่ายดาย
"กานดา" กวีหันมามองเธอ "ผมจะทำทุกอย่างเท่าที่ผมจะทำได้ เพื่อให้เราได้อยู่ด้วยกัน"
"ฉันก็เหมือนกันค่ะ กวี" กานดามองตอบ แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ฉันจะสู้เพื่อความรักของเรา"
แสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ทอแสงสีทองอาบไล้ทุ่งดอกไม้ เป็นภาพที่สวยงามแต่กลับแฝงไปด้วยความกังวลในใจของคนทั้งสอง
6,029 ตัวอักษร