สายลมที่พัดพาความหวังและความเจ็บปวด

ตอนที่ 7 / 40

ตอนที่ 7 — ความขมขื่นที่พิมต้องกล้ำกลืน

พิพัฒน์เงยหน้ามองพงษ์ด้วยความซาบซึ้ง เขาไม่เคยคิดว่าพงษ์จะเข้าใจเขามากขนาดนี้ “พี่พิมครับ…” พิพัฒน์พูดเสียงสั่น “ผม… ผมไม่เคยคิดจะหลอกแม่เลยนะ… แม่เองก็รู้ดีว่าผมรักแม่มากแค่ไหน” น้ำตาที่คลอเบ้าของพิพัฒน์ไหลรินลงมาอีกครั้ง เขาหันไปมองพิมที่ยืนตัวแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือดแต่แววตาเต็มไปด้วยความโกรธและความไม่พอใจ “ผม… ผมไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้ทำตามความฝันของผม… และแม่ก็สนับสนุนผมมาตลอด” พิมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน “เจตนารมณ์ของแม่… มันชัดเจนเหลือเกินนะพัฒ” เธอพูดประชดประชัน “ชัดเจนเสียจนฉันไม่กล้าโต้แย้งเลยจริงๆ” เธอหันไปมองทนายความ “แล้ว… หลักฐานอะไรอีกบ้างคะที่คุณทนายมี… ที่จะยืนยันว่านี่คือเจตนารมณ์สุดท้ายของคุณแม่จริงๆ” ทนายความกวาดสายตาไปที่เอกสารอีกครั้ง “คุณนายได้ทำการบันทึกวิดีโอไว้ด้วยครับ” เขาเอ่ย “คุณนายต้องการให้เปิดดูหลังจากที่พินัยกรรมถูกอ่านเสร็จสิ้น เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของท่านอย่างชัดเจน” คำว่า “บันทึกวิดีโอ” ทำเอาทุกคนในห้องเงียบกริบ พิมหน้าซีดลงไปอีก พงษ์พยักหน้าช้าๆ ราวกับรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้น ส่วนพิพัฒน์ก็ยังคงนิ่งงันไปกับกระแสธารแห่งความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามา “งั้น… เปิดเลยค่ะ” พิมพูดเสียงแหบพร่า “ฉันอยากรู้… ว่าแม่ของฉัน… คิดเห็นอย่างไรกันแน่” ทนายความลุกขึ้นไปเปิดเครื่องฉายวิดีโอและจอภาพขนาดใหญ่ ภาพบนจอปรากฏใบหน้าของมารดาของพวกเขา ใบหน้าของท่านดูอ่อนเพลีย แต่ดวงตายังคงฉายแววอบอุ่นและเต็มไปด้วยความรัก “สวัสดีลูกรักทั้งสามของแม่… พิพัฒน์ พิม พงษ์” เสียงของมารดาค่อยๆ ดังขึ้น “แม่รู้ว่าเมื่อแม่จากไป… อาจจะมีความไม่เข้าใจเกิดขึ้น… โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สิน… แม่ได้คิดทบทวนเรื่องนี้มานานแล้ว” ภาพของมารดายิ้มบางๆ “แม่รู้ว่าพิม… ลูกรักคนโตของแม่… เป็นคนเข้มแข็งและมีความรับผิดชอบ… แม่ภูมิใจในตัวลูกเสมอ… และก็ภูมิใจในความสำเร็จของลูก” พิมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า “แต่แม่ก็รู้ว่า… ลูกมีทุกอย่างแล้ว… มีครอบครัวที่ดี… มีหน้าที่การงานที่มั่นคง… ลูกไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติมอีก” “ส่วนพงษ์… ลูกชายคนกลางของแม่… ลูกเป็นคนใจดี… แต่แม่ก็รู้ว่าลูกมีความฝันของตัวเอง… มีเส้นทางที่ลูกอยากจะเดิน” พงษ์พยักหน้าเบาๆ “แม่สนับสนุนลูกเสมอ… และหวังว่าลูกจะมีความสุขในสิ่งที่ลูกเลือก” “และสำหรับพิพัฒน์… ลูกรักของแม่… ลูกเสียสละมากเหลือเกินนะลูก” น้ำตาของมารดาเริ่มไหล “ลูกต้องทิ้งความฝันของตัวเอง… เพื่อมาดูแลแม่… เพื่อให้แม่ได้มีชีวิตที่สบาย… แม่รู้ดี… ว่าลูกรักเสียงเพลงมากแค่ไหน… แม่เห็นแววตาของลูกทุกครั้งที่ลูกสัมผัสเปียโน” มารดาค่อยๆ เอื้อมมือที่สั่นเทาไปสัมผัสอากาศราวกับจะสัมผัสใบหน้าของพิพัฒน์ “แม่ไม่อยากให้ลูกต้องเสียใจไปตลอดชีวิต… แม่รู้ว่าการได้เล่นดนตรี… คือความสุขที่แท้จริงของลูก… คือสิ่งที่ทำให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง… แม่จึงตัดสินใจ… มอบทุกอย่างให้พิพัฒน์… เพื่อให้พิพัฒน์ได้มีโอกาส… ได้สานต่อความฝัน… ได้กลับไปมีความสุขกับการเล่นดนตรีอีกครั้ง” “พิพัฒน์… ลูกคือผู้จัดการมรดกของแม่… ดูแลทุกอย่างให้ดีนะลูก… และแม่ขอให้ลูก… สร้างสรรค์ผลงานเพลงที่สวยงาม… ให้โลกได้ประจักษ์… นี่คือความหวังสุดท้ายของแม่… ที่มีต่อลูก” “แม่รักลูกทุกคนนะ… จงรักและสามัคคีกัน… อย่าให้ความโลภ… หรือความขัดแย้ง… มาทำลายความสัมพันธ์ของครอบครัวเรา… จำคำแม่ไว้นะลูก…” ภาพวิดีโอตัดจบลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบและความอึดอัดที่ปกคลุมไปทั่วทั้งห้องทำงาน พิพัฒน์ยืนน้ำตาไหลพราก เขารู้สึกถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่มารดามีให้ และความเชื่อมั่นที่ท่านมีต่อเขา พิมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเสียใจและความผิดหวัง เธอกล้มหน้าซบกับมือ สูดหายใจสะอื้นไห้ “แม่… แม่…” พงษ์เดินเข้าไปหาพิพัฒน์ ตบไหล่เขาเบาๆ “แม่ของพวกเรา… เขารู้ดีที่สุด” พิพัฒน์หันไปมองพงษ์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย “ผม… ผมไม่รู้จะพูดอะไรเลยพงษ์” “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นแหละพัฒ” พงษ์ตอบ “แค่อยู่ตรงนี้… แล้วก็ทำตามที่แม่หวัง” พิมเงยหน้าขึ้นมา น้ำตาอาบแก้ม “ฉัน… ฉันเสียใจนะพัฒ… ฉัน… ฉันแค่อิจฉา… ฉันแค่นึกว่าแม่ไม่เห็นค่า… ไม่เห็นความเสียสละของฉัน… ฉันขอโทษ” พิพัฒน์เดินเข้าไปหาพิม โน้มตัวลงกอดน้องสาว “ไม่เป็นไรพี่พิม… ผมเข้าใจ… เราทุกคนต่างก็รักแม่… และอยากให้แม่ภูมิใจในตัวเรา” “แต่… ฉัน… ฉันจะทำยังไงต่อไป” พิมถามเสียงสั่น “ฉัน… ฉันรู้สึกว่างเปล่าเหลือเกิน” “พี่พิม… พ่อกับแม่ก็สอนเรามาเสมอว่า… ความสุขที่แท้จริง… มันไม่ได้อยู่ที่ทรัพย์สิน… แต่มันอยู่ที่ใจของเรา” พิพัฒน์พูดปลอบ “พี่มีครอบครัวที่ดี… มีงานที่มั่นคง… นั่นคือสิ่งที่พี่สร้างมาด้วยตัวเอง… ผมเชื่อว่าพี่จะผ่านมันไปได้” “ส่วนเรื่องบ้านหลังนี้…” พิพัฒน์หันไปมองพิม “ผมไม่ได้ต้องการให้มันเป็นของผมคนเดียว… เราตกลงกันได้นี่ครับ… ว่าเราจะดูแลมันไปด้วยกัน… และเราจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่… เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้แก่กันและกัน” พิมมองหน้าพิพัฒน์ น้ำตาไหลอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นน้ำตาแห่งความโล่งใจและความรู้สึกผิด “ขอบคุณนะพัฒ… ขอบคุณที่เข้าใจฉัน… ขอบคุณที่ยังรักฉัน” “เราเป็นพี่น้องกันนี่ครับ” พิพัฒน์ยิ้ม “เรื่องแค่นี้เอง” พงษ์มองดูพี่น้องทั้งสองที่กำลังปรับความเข้าใจกัน เขารู้สึกโล่งใจที่เรื่องราวที่เกือบจะทำลายครอบครัวของพวกเขาได้คลี่คลายลง “งั้น… เรากลับบ้านกันเถอะ” เขาเสนอ “เราควรจะเตรียมงานศพแม่ให้สมเกียรติ” ทั้งสามคนลุกขึ้นยืน พยักหน้าให้กัน พวกเขารู้ว่าหลังจากนี้ชีวิตของพวกเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ความรักและความผูกพันที่มีต่อกันและต่อมารดา จะเป็นเครื่องนำทางให้พวกเขาผ่านพ้นทุกอุปสรรคไปได้ เมื่อเดินออกจากห้องทำงานของทนายความ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามา เป็นสัญญาณเตือนว่าชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป แม้จะมีรอยแผลเป็นจากความสูญเสีย แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังที่เพิ่งจะถูกหว่านลงไปในผืนดินแห่งความสัมพันธ์ของพวกเขา พิพัฒน์เหลือบมองพิม พิมก็เหลือบมองกลับมา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทั้งคู่ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความหวังที่ได้กลับคืนมา.

4,871 ตัวอักษร