ตอนที่ 2 — เงื่อนไขที่ไม่คาดฝัน
เสียงใบไม้เสียดสีกันยามลมพัดพาเอาความเย็นยะเยือกเข้ามาในห้องนอนของชาญชัย เขานอนไม่หลับ ความคิดฟุ้งซ่านไปสารพัด ภาพใบหน้าของพ่อรอยยิ้มของอรทัย และแววตาของลุงบุญ สลับกันปรากฏขึ้นในหัว
เขาหยิบรูปถ่ายเก่าๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงขึ้นมาดู เป็นรูปของเขากับพ่อเมื่อครั้งไปเที่ยวทะเลด้วยกัน พ่อในวัยหนุ่ม ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ดวงตาเป็นประกายแห่งความสุข เขาจำได้ว่าวันนั้นพ่อเล่าให้ฟังว่า กำลังวางแผนขยายกิจการโรงสี แต่ก็ยังกังวลเรื่องการบริหารจัดการ
"พ่อว่านะ ชาญชัย" เสียงพ่อดังก้องอยู่ในความทรงจำ "ธุรกิจมันก็เหมือนต้นไม้ ถ้าไม่หมั่นดูแลรดน้ำพรวนดิน มันก็เหี่ยวเฉาไปได้"
ชาญชัยถอนหายใจยาว เขายังคงรู้สึกถึงความสูญเสียที่หนักอึ้ง แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความรู้สึกมุ่งมั่นที่จะรักษาทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อทิ้งไว้ให้
เขาพลิกตัวไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แสงสีฟ้าจากหน้าจอทำให้ห้องนอนดูสว่างขึ้นเล็กน้อย เขาเลื่อนดูรายชื่อติดต่อ จนไปหยุดอยู่ที่ชื่อของ 'ทนายสมศักดิ์' ทนายความประจำตระกูลมานานหลายปี
"ฮัลโหลครับ คุณชาญชัย" เสียงทนายสมศักดิ์ดังขึ้นอย่างนอบน้อม
"สวัสดีครับคุณทนาย" ชาญชัยตอบ "ผมอยากจะรบกวนคุณทนายมาพบผมที่บ้านหน่อยครับ พอดีมีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับพินัยกรรมของคุณพ่อ"
"ได้ครับคุณชาญชัย ผมจะรีบไปทันทีครับ"
ไม่นานนัก ทนายสมศักดิ์ก็เดินทางมาถึง เขาเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างผอมสูง สวมแว่นตาหนาเตอะ ใบหน้าดูใจดีและน่าไว้วางใจ
"สวัสดีครับคุณชาญชัย" ทนายสมศักดิ์กล่าว "ผมเสียใจด้วยนะครับกับการจากไปของคุณพ่อ"
"ขอบคุณครับคุณทนาย" ชาญชัยพาทนายสมศักดิ์เข้าไปนั่งในห้องทำงานของพ่อ "ผมอยากจะรบกวนคุณทนายช่วยชี้แจงเรื่องพินัยกรรมของคุณพ่อให้ผมเข้าใจอีกครั้งครับ"
ทนายสมศักดิ์พยักหน้า เขาหยิบเอกสารหลายฉบับออกมาจากกระเป๋าหนังสีดำ
"ครับ คุณชาญชัย" ทนายสมศักดิ์เริ่มอธิบาย "ตามพินัยกรรมที่คุณพ่อของคุณได้ทำไว้เมื่อประมาณห้าปีที่แล้ว ท่านได้ระบุเจตจำนงไว้อย่างชัดเจนว่า ทรัพย์สินทั้งหมด รวมถึงธุรกิจโรงสีข้าว จะตกเป็นของคุณชาญชัยแต่เพียงผู้เดียว"
ชาญชัยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย "แล้วเรื่องการบริหารจัดการล่ะครับ"
"ในส่วนของการบริหารจัดการ" ทนายสมศักดิ์เว้นจังหวะ "คุณพ่อได้ระบุไว้ว่า หากคุณชาญชัยยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือยังไม่มีประสบการณ์เพียงพอในการบริหารธุรกิจ ท่านได้แต่งตั้งให้คุณบุญ น้องชายของท่าน เป็นผู้จัดการกองมรดกและดูแลธุรกิจแทนชั่วคราว จนกว่าคุณชาญชัยจะมีความพร้อม"
ชาญชัยขมวดคิ้ว "แต่ผมอายุ 25 ปีแล้วนะครับ และผมก็เรียนจบด้านบริหารธุรกิจมาด้วย"
"ผมเข้าใจครับ" ทนายสมศักดิ์กล่าว "แต่เจตจำนงของคุณพ่อในพินัยกรรมระบุไว้อย่างชัดเจนว่า 'ประสบการณ์' ในที่นี้หมายถึงการได้ผ่านการทำงานจริงในธุรกิจของครอบครัวมาอย่างน้อย 3 ปี"
ชาญชัยรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง "สามปี! เป็นไปไม่ได้ครับ!"
"ผมทราบดีว่านี่อาจเป็นเงื่อนไขที่คาดไม่ถึง" ทนายสมศักดิ์พูดอย่างเห็นใจ "คุณพ่อของคุณคงมีเหตุผลบางอย่าง ท่านคงอยากให้คุณได้มีเวลาเตรียมตัวอย่างเต็มที่ก่อนที่จะต้องมารับภาระหนักอึ้งนี้"
"แต่ลุงบุญ... เขาเพิ่งจะมาเสนอให้ผมเซ็นสัญญาให้เขาเข้ามาดูแลกิจการแทนผม" ชาญชัยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้ทนายสมศักดิ์ฟัง
ทนายสมศักดิ์สีหน้าเคร่งเครียดขึ้น "ถ้าเป็นเช่นนั้น แสดงว่าคุณลุงบุญรับทราบเนื้อหาในพินัยกรรมแล้ว และกำลังพยายามใช้เงื่อนไขนี้ให้เป็นประโยชน์กับตนเอง"
"แล้วผมจะทำอย่างไรดีครับคุณทนาย" ชาญชัยถามอย่างร้อนรน "ผมไม่ยอมให้เขาเข้ามาแทรกแซงเด็ดขาด"
"ตามกฎหมายแล้ว หากคุณชาญชัยยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเองมีประสบการณ์เพียงพอตามที่ระบุในพินัยกรรม อำนาจในการบริหารจัดการก็จะตกเป็นของคุณลุงบุญโดยปริยาย" ทนายสมศักดิ์อธิบาย "แต่ในขณะเดียวกัน คุณลุงบุญก็ไม่สามารถยึดทรัพย์สินหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจไปจากเดิมได้โดยพลการ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากทายาท หรือโดยไม่เป็นไปตามเจตจำนงของคุณพ่อ"
"หมายความว่า ผมยังพอจะมีทางสู้ใช่ไหมครับ"
"มีครับ" ทนายสมศักดิ์พยักหน้า "แต่คุณต้องพิสูจน์ตัวเองให้เร็วที่สุด คุณต้องแสดงให้เห็นว่าคุณมีความรู้ความสามารถ และมีวิสัยทัศน์ในการบริหารธุรกิจนี้จริงๆ"
"ผมจะทำครับ!" ชาญชัยประกาศกร้าว "ผมจะทำงานหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่า"
"ผมดีใจที่คุณมีความมุ่งมั่นเช่นนี้" ทนายสมศักดิ์ยิ้ม "ผมขอแนะนำให้คุณเริ่มต้นจากการทบทวนการดำเนินงานของโรงสีในช่วงที่ผ่านมา ทำความเข้าใจในกระบวนการผลิต การตลาด และการเงินทั้งหมดอย่างละเอียด"
"แล้วเรื่องลุงบุญกับคุณอรทัยล่ะครับ" ชาญชัยถาม
"คุณอรทัยเป็นคนนอกครับ แม้ว่าเธอจะมีความสัมพันธ์กับครอบครัวเรา แต่เธอไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับธุรกิจนี้" ทนายสมศักดิ์กล่าว "ส่วนคุณลุงบุญ แม้จะมีอำนาจดูแลแทน แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบของพินัยกรรมและกฎหมาย คุณต้องระมัดระวังตัวให้มาก อย่าหลงกลเล่ห์เหลี่ยมของพวกเขา"
"ผมจะจำไว้ครับ" ชาญชัยตอบ "ขอบคุณมากครับคุณทนาย"
หลังจากทนายสมศักดิ์กลับไป ชาญชัยก็ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของพ่ออีกครั้ง เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าของพ่อขึ้นมา เปิดอ่านอย่างตั้งใจ
"วันนี้ประชุมกับผู้ใหญ่บ้านเรื่องการจัดซื้อข้าวเปลือกมาเพิ่ม สภาพอากาศปีนี้ดี ผลผลิตน่าจะดีกว่าปีที่แล้ว"
"ประชุมกับพนักงานฝ่ายผลิต ปรับปรุงกระบวนการสีข้าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการสูญเสีย"
"เจรจากับลูกค้าเจ้าประจำเรื่องราคาส่งออก ยังคงต้องรักษามาตรฐานคุณภาพให้ดีที่สุด"
ทุกหน้ากระดาษเต็มไปด้วยลายมือบรรจงของพ่อ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความทุ่มเทในทุกรายละเอียด ชาญชัยรู้สึกราวกับกำลังพูดคุยกับพ่ออยู่ตลอดเวลา
เขาหยิบเอกสารเกี่ยวกับธุรกิจโรงสีที่เขารวบรวมไว้ทั้งหมดออกมา จัดเรียงใหม่ วิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด เขาพบว่ามีจุดที่สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อีกหลายจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการควบคุมคุณภาพและการผลิต
"พ่อครับ ผมจะทำให้ดีที่สุด" ชาญชัยพึมพำกับตัวเอง "ผมจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งชิงสิ่งที่พ่อทุ่มเทมาทั้งชีวิตไปเด็ดขาด"
ขณะที่เขากำลังจดจ่ออยู่กับการวิเคราะห์ข้อมูล ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว
"ชาญชัย! แกกำลังทำอะไรอยู่!" เสียงลุงบุญดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด
ชาญชัยเงยหน้าขึ้นมอง เขาเห็นลุงบุญยืนทำหน้าบึ้งตึงอยู่ตรงหน้า พร้อมกับป้าสมรที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ
"ผมกำลังทำงานครับลุง" ชาญชัยตอบอย่างใจเย็น
"ทำงานบ้านพ่อแกน่ะสิ!" ลุงบุญเดินเข้ามาใกล้ "แกรู้อยู่แล้วนี่ว่าใครมีอำนาจดูแลธุรกิจนี้"
"ผมทราบครับว่าลุงเป็นผู้จัดการกองมรดก" ชาญชัยตอบ "แต่ผมก็เป็นทายาทคนเดียว และผมก็มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาเรียนรู้และมีส่วนร่วม"
"มีส่วนร่วม? แกกำลังจะทำให้ธุรกิจของพ่อแกพังนะ!" ลุงบุญชี้ไปที่กองเอกสารบนโต๊ะ "นี่มันเอกสารเกี่ยวกับฝ่ายผลิต ฝ่ายการตลาด ทั้งที่เรื่องพวกนี้เป็นหน้าที่ของลุง!"
"ผมกำลังศึกษาข้อมูลครับลุง" ชาญชัยอธิบาย "ผมอยากจะเข้าใจภาพรวมทั้งหมดก่อน"
"ภาพรวมน่ะ ลุงเข้าใจดีกว่าแกเยอะ!" ลุงบุญตะคอก "แกมันก็แค่เด็กที่เอาแต่อ่านหนังสือ ไม่เคยเห็นของจริง"
"ผมอาจจะยังไม่มีประสบการณ์เท่าลุง" ชาญชัยยอมรับ "แต่ผมก็มีความตั้งใจ และผมเชื่อว่าผมสามารถเรียนรู้ได้"
"เรียนรู้? จะเรียนรู้ไปถึงไหน! ตอนนี้เราต้องการคนตัดสินใจ ไม่ใช่คนมานั่งเรียน!" ลุงบุญพูดเสียงดัง "แกไม่เห็นหรือไงว่าป้าสมรกับฉันตั้งใจจะทำอะไรเพื่อธุรกิจนี้"
ป้าสมรเดินเข้ามาใกล้ "ใช่ ชาญชัย หลานรัก" เธอพูดเสียงอ่อนลง แต่แววตาดูแข็งกร้าว "ลุงกับป้าหวังดีนะ ป้าเห็นว่าแกยังเด็ก ยังไม่ประสาเรื่องธุรกิจ ถ้าแกอยากให้ธุรกิจของพ่อแกอยู่รอดจริงๆ ก็ควรจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลุงกับป้าไป"
"แต่พินัยกรรมของคุณพ่อ..." ชาญชัยเริ่มพูด
"พินัยกรรมน่ะ มันก็แค่กระดาษแผ่นหนึ่ง!" ลุงบุญพูดขัดขึ้นมาทันที "สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทำให้ธุรกิจนี้ไปต่อได้"
"ผมไม่เข้าใจว่าทำไมลุงถึงไม่อยากให้ผมมีส่วนร่วม" ชาญชัยถามตรงๆ "ถ้าลุงอยากให้ธุรกิจนี้ดีขึ้นจริงๆ ทำไมไม่ลองรับฟังความคิดเห็นของผมบ้าง"
"ความคิดเห็นของแกมันจะไปรู้อะไร!" ลุงบุญสวนกลับ "แกมันก็แค่ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นที่คิดว่าตัวเองเก่ง"
ชาญชัยกัดฟันแน่น เขาพยายามควบคุมอารมณ์
"ถ้าอย่างนั้น" ชาญชัยพูดเสียงเย็น "ผมขอเสนอให้เรามีการประชุมร่วมกันทุกสัปดาห์ เพื่อหารือเกี่ยวกับทิศทางของธุรกิจ"
"ประชุม?" ลุงบุญหัวเราะ "แกคิดว่าแกมีสิทธิ์มาสั่งให้ฉันประชุมกับแกอย่างนั้นหรือ?"
"ผมไม่ได้สั่งครับ" ชาญชัยตอบ "แต่ผมคิดว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่เราทั้งสองฝ่ายจะสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยที่ธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบ"
"ถ้าแกอยากจะประชุม ก็แล้วแต่แก" ลุงบุญพูดอย่างไม่ใส่ใจ "แต่สุดท้าย การตัดสินใจทั้งหมดก็อยู่ที่ฉัน"
"ผมเข้าใจครับ" ชาญชัยตอบ "แต่ผมก็หวังว่าลุงจะรับฟังข้อเสนอแนะของผมด้วย"
ลุงบุญมองชาญชัยอย่างดูแคลน ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไป ป้าสมรยื่นมือมาลูบแขนชาญชัยเบาๆ "ชาญชัยจ๊ะ อย่าคิดมากนะ ลุงบุญเขาก็เป็นห่วงธุรกิจของพ่อนั่นแหละ"
คำพูดปลอบประโลมของป้าสมรกลับยิ่งทำให้ชาญชัยรู้สึกไม่สบายใจ เขารู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงเปลือกนอกที่บดบังความทะเยอทะยานที่ซ่อนอยู่
เมื่อทุกคนออกไป ชาญชัยก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ของพ่อ เขามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นต้นไม้ใหญ่ในสวนที่บัดนี้ดูจะโอนเอนไปตามแรงลม
เขาต้องรีบพิสูจน์ตัวเองให้ได้โดยเร็วที่สุด ก่อนที่ต้นไม้ต้นนี้จะโค่นล้มลงไปเสียก่อน
7,460 ตัวอักษร