ตอนที่ 3 — แสงเทียนในความมืด
วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า สุมาลีพยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติที่สุด เธอไปทำงาน ไปพบปะเพื่อนฝูง และยังคงเข้าร่วมงานสังคมต่างๆ ตามปกติ แต่ภายในใจของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดหวั่น ข่าวคราวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับธุรกิจของพ่อเงียบหายไป ราวกับว่าทุกอย่างถูกกลืนกินไว้ภายใต้ความเงียบงัน
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร สุชาดาเดินลงมาด้วยท่าทีที่ดูสดใสกว่าทุกวัน
“พี่สุมาลี วันนี้มีนัดทานข้าวกับคุณธนาวัฒน์นะคะ” สุชาดาบอก
สุมาลีชะงักมือที่กำลังจะคีบขนมปัง “คุณธนาวัฒน์? ใคร”
“ก็คนที่หนูคุยด้วยตอนงานเลี้ยงน้ำชาไงคะ” สุชาดาตอบ “เขาเป็นเพื่อนของคุณพ่อ แล้วก็สนใจเรื่องธุรกิจของเรา”
สุมาลีเริ่มไม่แน่ใจ “สนใจเรื่องธุรกิจ หรือสนใจเรื่องอื่น”
สุชาดาหน้าแดง “พี่สุมาลีอย่าคิดมากสิคะ เขาแค่จะมาคุยเรื่องงาน”
“คุณพ่อรู้เรื่องนี้เหรอ” สุมาลีถาม
“คุณพ่ออนุญาตแล้วค่ะ” สุชาดาตอบ “เขาบอกว่าคุณธนาวัฒน์อาจจะมีข้อเสนอดีๆ มาให้”
สุมาลีมองหน้าน้องสาวอย่างประหลาดใจ เธอไม่คิดว่าสุชาดาจะกล้าตัดสินใจทำอะไรแบบนี้ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็สัมผัสได้ถึงความหวังบางๆ ที่ฉายออกมาจากแววตาของน้องสาว
“ก็ได้” สุมาลีพยักหน้า “พี่ไปด้วยนะ”
“จริงเหรอคะ” สุชาดาดีใจ “ขอบคุณค่ะพี่”
เมื่อถึงเวลานัด สุมาลีและสุชาดาเดินทางไปยังร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง ธนาวัฒน์ ชายวัยกลางคน รูปร่างท้วม ใบหน้ายิ้มแย้ม เป็นมิตร กำลังรอพวกเธออยู่
“สวัสดีครับคุณสุมาลี คุณสุชาดา” ธนาวัฒน์ลุกขึ้นยืนทักทาย “ผมนึกว่าคุณสุชาดาจะมาคนเดียวเสียอีก”
“หนูอยากให้พี่สุมาลีมาด้วยค่ะ” สุชาดาบอก “พี่สุมาลีเก่งเรื่องธุรกิจค่ะ”
สุมาลีรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยกับคำพูดของน้องสาว แต่เธอก็พยายามยิ้มตอบ “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณธนาวัฒน์”
บทสนทนาเริ่มต้นขึ้นอย่างราบรื่น ธนาวัฒน์เล่าถึงความสำเร็จของธุรกิจเขา และแสดงความสนใจในธุรกิจของวิชัย เขาพูดถึงโอกาสในการร่วมทุน และความเป็นไปได้ในการขยายตลาด
“ผมทราบดีว่าตอนนี้ธุรกิจของคุณวิชัยกำลังประสบปัญหา” ธนาวัฒน์กล่าว “ผมเองก็อยากจะช่วยเหลือ”
“ขอบคุณมากค่ะ” สุมาลีตอบ “คุณพ่อท่านกำลังพยายามหาทางออกอยู่ค่ะ”
“ผมมีข้อเสนอที่อาจจะช่วยได้” ธนาวัฒน์โน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย “ผมพร้อมที่จะลงทุนในธุรกิจของคุณวิชัยเป็นจำนวนเงินก้อนใหญ่ แต่… ผมก็มีข้อแลกเปลี่ยนบางอย่าง”
สุมาลีกับสุชาดาหันมามองหน้ากัน
“ข้อแลกเปลี่ยนอะไรคะ” สุมาลีถาม
“ผมอยากจะ… สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับครอบครัววิสุทธิกุลให้มากขึ้น” ธนาวัฒน์กล่าว “และผมก็เห็นว่าคุณสุชาดาเป็นเด็กสาวที่น่ารัก สดใส ผม… ผมอยากจะขอแต่งงานกับเธอครับ”
สุชาดาหน้าแดงก่ำจนแทบจะพูดอะไรไม่ออก เธอหันไปมองพี่สาวด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ
สุมาลีตกใจจนพูดอะไรไม่ออก นี่มันไม่ใช่แค่ข้อเสนอทางธุรกิจแล้ว แต่มันคือการคลุมถุงชนชัดๆ
“คุณธนาวัฒน์คะ” สุมาลีพยายามรวบรวมสติ “เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ค่ะ หนูต้องขอปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ก่อน”
“แน่นอนครับ” ธนาวัฒน์ยิ้ม “ผมให้เวลาคุณเต็มที่ ผมหวังว่าคุณจะพิจารณาข้อเสนอของผมอย่างจริงจัง เพราะมันเป็นโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณวิชัยในเวลานี้”
หลังจากนั้นบทสนทนาก็เป็นไปอย่างอึดอัด สุมาลีแทบจะไม่ได้ยินอะไรเลย เธอคิดแต่เพียงว่านี่คือทางออกที่พ่อแม่ของเธอกำลังมองหาอยู่จริงๆ หรือ
เมื่อกลับถึงบ้าน สุมาลีรีบนำเรื่องนี้ไปปรึกษาคุณหญิงมณีและวิชัย
“แต่งงาน!” วิชัยอุทานเสียงดัง “คุณจะให้สุชาดาไปแต่งงานกับคนที่ไม่เคยรู้จักดีได้อย่างไร”
“แต่นี่คือทางเดียวที่เราจะรอดนะวิชัย” คุณหญิงมณีกล่าว “เงินจำนวนนั้นจะช่วยให้ธุรกิจของคุณกลับมาได้ และเราก็ไม่ต้องขายบ้าน”
“แต่สุชาดา… ลูกยังเด็กนัก” วิชัยหน้าเสีย
“หนูไม่เป็นไรค่ะคุณพ่อ” สุชาดาแทรกขึ้นอย่างกล้าหาญ “ถ้าการแต่งงานครั้งนี้จะช่วยครอบครัวได้ หนูยอมค่ะ”
“สุชาดา!” สุมาลีร้องเสียงหลง “อย่าพูดแบบนี้สิ”
“พี่สุมาลีคะ หนูรู้ว่ามันอาจจะดูน่ากลัว” สุชาดาพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “แต่หนูไม่อยากเห็นทุกคนต้องทุกข์ทรมานแบบนี้อีกแล้ว”
วิชัยกุมขมับ เขาเดินไปเดินมาในห้องอย่างกระวนกระวาย “แต่… เรื่องความสุขของลูกล่ะ”
“ความสุขของหนูคือการเห็นครอบครัวของเรามีความสุขค่ะคุณพ่อ” สุชาดาตอบ
สุมาลีมองไปที่น้องสาวของเธอ เธอเห็นความเด็ดเดี่ยวและความเสียสละอยู่ในแววตาของสุชาดา ภาพของน้องสาวที่เธอเคยเลี้ยงดูมา กำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมจะเสียสละเพื่อครอบครัว
“ถ้าสุชาดาตัดสินใจแบบนั้น เราก็ควรจะสนับสนุนเธอ” สุมาลีกล่าวเสียงหนักแน่น “แต่เราต้องทำให้แน่ใจว่าคุณธนาวัฒน์จะดูแลเธออย่างดีจริงๆ”
คุณหญิงมณีพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ เราต้องวางแผนเรื่องสินสอด และการแต่งงานให้สมเกียรติที่สุด”
วิชัยถอนหายใจยาว เขาเดินไปหาลูกสาวทั้งสองคน แล้วกอดพวกเธอไว้แน่น
“พ่อขอโทษนะลูก” วิชัยพูดเสียงเครือ “พ่อมันไม่เอาไหน”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณพ่อ” สุมาลีปลอบ “เราจะผ่านมันไปด้วยกัน”
คืนนั้น สุมาลีหลับตาลง เธอรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่สะสมมานาน แต่ก็มีความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่ความสิ้นหวัง แต่เป็นความรู้สึกของการต่อสู้
เธอรู้ว่าเส้นทางข้างหน้ายังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และอาจจะมีบททดสอบที่ยากลำบากรออยู่ แต่ในค่ำคืนนี้ ภายใต้แสงเทียนที่ริบหรี่ในห้องนอนของเธอ เธอรู้สึกเหมือนได้พบเจอแสงสว่างเล็กๆ ในความมืดมิด และแสงสว่างนั้นก็คือความรักและความเสียสละของครอบครัวที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งไปด้วยกัน
4,305 ตัวอักษร