ตอนที่ 1 — รอยร้าวบนกลีบกุหลาบสีชมพู
แสงแดดยามบ่ายแก่ๆ สาดส่องผ่านม่านลูกไม้สีขาวบางเบาเข้ามาในห้องนอนชั้นบนของบ้านหลังเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมถนนสายรองของอำเภอ กัญญารัตน์ หรือ ‘แก้ม’ ในวัยสิบเจ็ดปี กำลังก้มหน้าก้มตาจัดยาชุดใหม่ที่คุณหมอเพิ่งจัดมาให้ข้างเตียงของบิดา ร่างของชายวัยกลางคนนอนหายใจรวยริน ดวงตาคู่ที่เคยแข็งแรงเต็มไปด้วยประกายชีวิต บัดนี้กลับหรี่ปรือ ราวกับใกล้จะดับแสงลงทุกขณะ ผิวหนังเหี่ยวย่นตามวัยที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ดูซีดเซียวและอ่อนแรงกว่าคนวัยเดียวกันทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
“พ่อคะ… กินยาหน่อยนะคะ” แก้มยื่นแก้วน้ำอุ่นและยาเม็ดเล็กๆ สีขาวให้บิดา พยายามใช้เสียงให้นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ภายในใจจะรู้สึกหนักอึ้งราวกับมีก้อนหินทับอยู่
บิดาพยายามยกมือขึ้นรับแก้วน้ำ แต่แรงนั้นกลับไม่พอที่จะประคองให้อยู่ในมือได้ จนแก้วน้ำเกือบจะหลุดร่วง แก้มรีบเอื้อมมือไปประคองไว้ทันที “เบาๆ ค่ะพ่อ เดี๋ยวแก้มป้อนให้” เธอบอก พร้อมกับป้อนยาเม็ดเล็กๆ เข้าปากบิดา และตามด้วยน้ำอุ่นเล็กน้อย
“แม่… แม่ไปไหน…” เสียงแหบพร่าของบิดาดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ดวงตาที่เคยหลับพริ้มค่อยๆ ลืมขึ้นมองเพดาน ราวกับกำลังมองหาใครบางคน
หัวใจของแก้มบีบรั้นอย่างแรงเมื่อได้ยินคำถามนั้น แม่ของเธอเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อนด้วยโรคร้ายที่ไม่มีใครคาดคิด ปล่อยให้เธอและพ่ออยู่กันตามลำพังตั้งแต่ตอนนั้น บิดาของเธอเป็นเสาหลักของครอบครัว เขาทำงานหนักเพื่อส่งเสียให้แก้มได้เรียนหนังสืออย่างดีที่สุด แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก เมื่อเขาเริ่มมีอาการป่วยมาได้ปีกว่าแล้ว อาการก็ค่อยๆ ทรุดลงจนแทบจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
“แม่… แม่คงไปซื้อของมาค่ะพ่อ เดี๋ยวแม่ก็กลับมา” แก้มตอบ พยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อล้น “พ่อไม่ต้องคิดมากนะคะ เดี๋ยวแก้มจะดูแลพ่อเอง”
“แก้ม… ลูกรัก… พ่อขอโทษนะ…” บิดากล่าวเสียงสะอื้น “พ่อ… พ่อไม่อยากเป็นภาระของแก้มเลย…”
“พ่อพูดอะไรแบบนั้นคะ” แก้มรีบพูดแทรก “พ่อไม่ใช่ภาระของแก้มเลยนะคะ พ่อคือทุกสิ่งทุกอย่างของแก้มนะ พ่อเลี้ยงแก้มมาคนเดียว พ่อเหนื่อยมามากแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาที่แก้มจะได้ดูแลพ่อบ้างแล้ว” เธอพูดพร้อมกับบีบมือพ่อเบาๆ มือที่เคยหยาบกร้านจากการตรากตรำทำงานหนัก บัดนี้กลับอ่อนปวกเปียกและเย็นเฉียบ
ก่อนหน้านี้ชีวิตของแก้มไม่ได้เป็นเช่นนี้ เธอเคยเป็นนักเรียนมัธยมปลายธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังจะเรียนจบ มีความฝันอยากเป็นนักออกแบบ เธอชอบวาดรูป ชอบใช้เวลาอยู่กับสมุดสเก็ตช์ของเธอ มองเห็นสิ่งสวยงามในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิต แต่แล้วเมื่อบิดาเริ่มป่วยหนัก ความฝันเหล่านั้นก็พลอยร่วงโรยไปตามกาลเวลา เธอต้องสละเวลาส่วนใหญ่ไปกับการดูแลพ่อ ออกไปรับจ้างทำงานเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ไหนจะค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายในบ้าน ไหนจะค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
“แก้ม… ครูที่โรงเรียนโทรมาหาพ่อเมื่อวาน” บิดากล่าวขึ้นอีกครั้ง “เขาถามว่าทำไมแก้มไม่มาเรียน… เขาบอกว่า… การสอบกลางภาคกำลังจะมาถึง… พ่อ… พ่อไม่อยากให้แก้มเสียโอกาส…”
แก้มเม้มปากแน่น เธอรู้ดีว่าการเรียนที่โรงเรียนมีความสำคัญเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอบกลางภาคที่กำลังจะมาถึง มันคือการวัดผลการเรียนของเธอ ถ้าสอบตก เธออาจจะต้องเรียนซ้ำชั้น หรืออาจจะจบหลักสูตรไม่ทันเพื่อนๆ แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้เลย
“แก้ม… แก้มจะพยายามไปนะคะพ่อ” เธอตอบเสียงอ่อย “ถ้าพรุ่งนี้พ่อพอจะดีขึ้น แก้มจะขอให้ป้าสมรมาช่วยดูพ่อสักครู่ แล้วแก้มจะรีบไปโรงเรียน”
ป้าสมรเป็นเพื่อนบ้านที่ใจดีของเธอ อาศัยอยู่บ้านถัดไป ป้าสมรมีความเอ็นดูแก้มมาตั้งแต่เด็ก และมักจะคอยช่วยเหลือเท่าที่กำลังของป้าจะเอื้ออำนวยได้
“ไม่ต้องห่วงพ่อหรอกลูก… พ่อไหว” บิดาบอก พยายามส่งยิ้มให้ลูกสาว “ถึงพ่อจะเป็นแบบนี้… แต่พ่อก็ภูมิใจในตัวแก้มนะ… ลูกคือความหวังของพ่อ…”
คำพูดของบิดาเหมือนน้ำเย็นที่ราดรดลงบนหัวใจที่กำลังร้อนรุ่มของแก้ม เธอรู้ว่าบิดากำลังพยายามเข้มแข็งเพื่อเธอ แต่เธอเองก็รู้สึกอ่อนแอเหลือเกิน เธออยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ อยากจะกรีดร้องให้ความทุกข์ที่แบกรับอยู่หายไป แต่เธอก็ทำไม่ได้ เพราะถ้าเธออ่อนแอ แล้วใครเล่าจะเข้มแข็งแทนบิดาของเธอ
“พ่อคะ… ตอนนี้พ่อพักผ่อนก่อนนะคะ” แก้มบอก “เดี๋ยวแก้มจะไปทำข้าวต้มให้ทานนะคะ”
เธอผละออกจากเตียงบิดา เดินออกมาจากห้องนอนอย่างช้าๆ แสงแดดยามบ่ายที่เคยดูอบอุ่น บัดนี้กลับดูสลัวลงในสายตาของเธอ ราวกับกำลังจะลับขอบฟ้าไปพร้อมกับความสุขในชีวิตของเธอ
เธอเดินเข้าไปในครัวเล็กๆ ที่มีข้าวของเครื่องใช้อยู่ไม่มากนัก เธอหยิบหม้อข้าวออกมาตั้ง เปิดเตาแก๊ส และเริ่มลงมือเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำข้าวต้ม ระหว่างที่รอลูกข้าวสุก เธอก็หยิบสมุดสเก็ตช์เล่มโปรดออกมาจากกระเป๋าที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอกลอบเปิดมันออกไปเรื่อยๆ จนเจอหน้าที่มีภาพวาดดอกกุหลาบสีชมพูอ่อนๆ ที่เธอวาดไว้อย่างตั้งใจเมื่อไม่นานมานี้ ภาพดอกกุหลาบที่ดูสวยงามและสมบูรณ์ แต่แล้ว เธอก็เห็นว่ามีรอยย่นเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนกลีบดอกไม้ที่วาดไว้ เหมือนกับชีวิตของเธอที่กำลังเจอเข้ากับรอยร้าวที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“แก้ม! แก้มอยู่รึเปล่า!” เสียงป้าสมรดังมาแต่ไกล
แก้มรีบปิดสมุดสเก็ตช์ทันที “อยู่ค่ะป้า! เดี๋ยวแก้มออกไปค่ะ!” เธอตะโกนตอบ พลางรีบเดินไปที่ประตูหน้าบ้าน
เมื่อเปิดประตูออก เธอก็พบกับป้าสมรยืนอยู่หน้าบ้าน ใบหน้าเปื้อนยิ้มตามประสาคนใจดี
“เป็นไงบ้างลูก วันนี้คุณลุงอาการเป็นไงบ้าง” ป้าสมรเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
“ก็ทรงๆ ค่ะป้า” แก้มตอบ “แต่แก้มก็พยายามดูแลเต็มที่ค่ะ”
“ดีแล้วลูก ดีแล้ว” ป้าสมรพยักหน้า “ป้ามาดูว่าแก้มจะไปโรงเรียนพรุ่งนี้ไหม ถ้าจะไป ป้าจะมาช่วยดูคุณลุงให้”
“จริงเหรอคะป้า! ขอบคุณมากเลยค่ะ!” แก้มกล่าวด้วยความดีใจ “ถ้าอย่างนั้น… พรุ่งนี้แก้มขอรบกวนป้าด้วยนะคะ”
“เรื่องเล็กน้อยลูก” ป้าสมรโบกมือ “เอาล่ะ ป้ามาดูว่าแก้มทำอะไรกินอยู่”
“ทำข้าวต้มค่ะป้า เดี๋ยวจะไปป้อนพ่อค่ะ” แก้มบอก
“ไปเถอะลูก ไปดูแลคุณลุง” ป้าสมรบอก “มีอะไรให้ป้าช่วยอีก ก็บอกนะ”
“ค่ะป้า” แก้มกล่าวขอบคุณอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในครัว ภาพดอกกุหลาบในสมุดสเก็ตช์ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของเธอ รอยร้าวเล็กๆ นั้น… มันจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่… เธอไม่รู้… แต่ที่รู้แน่ๆ คือ เธอต้องพยายามประคับประคองมันไว้ให้ดีที่สุด
4,923 ตัวอักษร