ตอนที่ 1 — แสงดาวในห้องเช่าเก่า
แสงไฟนีออนสีส้มจากป้ายร้านคาร์แคร์ที่อยู่ตรงข้าม สาดส่องเข้ามาในห้องเช่าเล็กๆ บนชั้นสามของตึกเก่าแคบๆ หลังมหาวิทยาลัย แสงนั้นกระพริบเป็นจังหวะ บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าของวันอันยาวนาน อนงค์ สาวน้อยวัยยี่สิบเอ็ดปี นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สั่นคลอนที่ตั้งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งเก่าคร่ำคร่า กระจกเงาบานใหญ่ที่ติดอยู่บนโต๊ะ เผยให้เห็นใบหน้าหวานที่เริ่มมีร่องรอยความอ่อนล้า ดวงตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยประกายฝัน บัดนี้ฉายแววเหนื่อยหน่าย แต่ก็ยังมีความมุ่งมั่นบางอย่างซ่อนอยู่ ผมยาวสลวยสีดำขลับถูกมัดรววไว้หลวมๆ ปล่อยปอยผมบางส่วนลงมาปรกใบหน้า เส้นผมนั้นตัดกับผิวขาวผ่องของเธออย่างชัดเจน มือเรียวขาวกำลังบรรจงแต่งหน้าอย่างเบามือ เครื่องสำอางที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นของที่ได้รับมาจากแบรนด์สปอนเซอร์ที่เธอเป็นนางแบบจำเป็นให้กับร้านค้าเล็กๆ ย่านมหาวิทยาลัย เสียงดนตรีเบาๆ จากวิทยุเก่าคลอเคลียไปกับเสียงรถราที่วิ่งผ่านถนนเบื้องล่าง สร้างบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความสุขุมและความวุ่นวายในเมืองกรุง
“อีกแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว” เธอพึมพำกับตัวเอง พลางปัดแป้งฝุ่นบางเบาลงบนใบหน้า “อีกนิดเดียวก็จะได้ไปหาที่สบายใจ”
ความฝันของอนงค์ ไม่ใช่การมีบ้านหลังใหญ่ มีรถสปอร์ตหรู หรือมีเสื้อผ้าแบรนด์เนมราคาแพง ความฝันของเธอคือการได้เป็นสถาปนิก ออกแบบอาคารสวยๆ ที่สะท้อนเรื่องราวและวัฒนธรรมของไทยให้โลกได้เห็น เธอรักในเส้นสาย รูปทรง และการผสมผสานระหว่างศิลปะกับฟังก์ชัน การได้เห็นแบบร่างที่อยู่ในหัวกลายเป็นรูปเป็นร่างบนกระดาษ คือความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเธอ แต่ความฝันนั้นดูห่างไกลเหลือเกิน เมื่อครอบครัวของเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ วาดภาพอนาคตให้เธอไว้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
“อนงค์! ทานข้าวยังลูก” เสียงแหลมสูงดังลอดมาจากนอกประตูห้อง มือเรียวหยุดนิ่งบนแปรงปัดแก้ม เธอถอนหายใจเบาๆ รู้ดีว่าใครกำลังเรียก
“กำลังจะลงไปค่ะแม่” เธอตอบเสียงอ่อย เดินไปเปิดประตูเผชิญหน้ากับมารดาที่ยืนกอดอกอยู่ตรงหน้า
คุณนายสมศรี หญิงวัยห้าสิบต้นๆ รูปร่างท้วม แต่งกายด้วยชุดเดรสผ้าไหมสีเข้ม ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความกังวลประดับด้วยเครื่องประดับทองคำระยิบระยับ เธอมองลูกสาวด้วยสายตาที่ผสมผสานระหว่างความรักและความไม่พอใจ
“ลงมาทำไมแต่งหน้าแต่งตา จะไปไหนอีก” คุณนายสมศรีถามเสียงเข้ม “แม่บอกแล้วไงว่าให้รีบกลับบ้านไปช่วยงานที่ร้าน”
“หนูมีนัดค่ะแม่” อนงค์ตอบ พยายามระงับอารมณ์ “เป็นงานเล็กๆ น้อยๆ พอให้มีรายได้เสริม”
“รายได้เสริมอะไรกัน! แม่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมลูกถึงต้องดิ้นรนขนาดนี้” คุณนายสมศรีเดินเข้ามาในห้อง ทอดสายตามองไปรอบๆ ห้องเช่าเล็กๆ ด้วยความรู้สึกสมเพช “บ้านเรามีทุกอย่างพร้อม ลูกไม่จำเป็นต้องมาลำบากอยู่แบบนี้เลยนะ”
“หนูไม่ได้ลำบากค่ะแม่” อนงค์เถียงเสียงเบา “หนูแค่ต้องการพิสูจน์ตัวเอง”
“พิสูจน์อะไร! พิสูจน์ว่าลูกไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเองเหรอ” น้ำเสียงของคุณนายสมศรีเริ่มดังขึ้น “เรียนจบแล้วก็ควรจะหางานทำดีๆ ที่มั่นคง จะได้รีบแต่งงานมีครอบครัว ไม่ใช่ไปรับจ้างถ่ายรูป หรือเป็นนางแบบตามร้านค้าแบบนี้ มันไม่ใช่วิถีลูกผู้ดีมีสกุล”
อนงค์ก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาแม่ เธอรู้ดีว่าความคิดของแม่กับเธอต่างกันราวฟ้ากับเหว แม่ของเธอเป็นคนหัวโบราณ เชื่อในขนบธรรมเนียมประเพณี ต้องการให้ลูกสาวมีชีวิตที่มั่นคงตามแบบแผนที่สังคมคาดหวัง ส่วนเธอเอง มองโลกกว้างกว่านั้น อยากมีอิสระในการเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง
“แม่คะ หนูขอร้องนะคะ อย่าเพิ่งบังคับหนูเลย” เธออ้อนวอน “ขอเวลาหนูอีกสักหน่อย ให้หนูได้ลองทำตามความฝันของหนูก่อน”
“ความฝัน! ความฝันของลูกมันจะไปกินไปใช้ได้ยังไง” คุณนายสมศรีตวาด “แม่กับพ่อทำงานหนักมาทั้งชีวิตก็เพื่ออะไร เพื่อให้ลูกสบาย ไม่ต้องมาลำบากเหมือนที่พวกเราเคยเป็น ทำไมลูกถึงไม่เข้าใจ”
“หนูเข้าใจค่ะแม่ แต่ความสุขของหนู ไม่ใช่การมีเงินเยอะๆ หรือมีชีวิตที่สบายๆ แต่คือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก” น้ำเสียงของอนงค์เริ่มสั่นเครือ “หนูอยากเป็นสถาปนิก หนูอยากออกแบบบ้านสวยๆ”
“สถาปนิกอะไรกัน! ผู้หญิงจะไปทำอะไรกับพวกก่อสร้างเยอะแยะ” คุณนายสมศรียักไหล่ “ฟังแม่นะ ลูก แม่จะจับคู่ให้ลูกกับลูกชายเพื่อนพ่อ เขาเป็นเจ้าของบริษัทใหญ่โต รับรองว่าลูกจะได้สบายไปทั้งชาติ ไม่ต้องมานั่งลำบากรับจ้างใคร”
หัวใจของอนงค์หล่นวูบ เธอรู้ดีว่าเรื่องนี้ต้องมาถึง เธอมักจะปฏิเสธเรื่องการแต่งงานอยู่เสมอ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนแม่จะจริงจังเป็นพิเศษ
“แม่คะ หนูไม่อยากแต่งงานค่ะ” เธอปฏิเสธทันที “หนูยังไม่อยากมีครอบครัว”
“ไม่แต่งงานแล้วจะให้เป็นอะไร! ขึ้นคานไปตลอดชีวิตเหรอ” คุณนายสมศรีตาขวาง “คิดถึงอนาคตตัวเองบ้างสิลูก”
“หนูคิดถึงอนาคตของหนูแล้วค่ะแม่” อนงค์พยายามอธิบาย “อนาคตที่หนูเลือกเอง”
“นี่ลูกเถียงแม่เหรอ!” คุณนายสมศรีเสียงดังขึ้นอีก “ถ้าลูกไม่ยอมทำตามที่แม่บอก แม่จะตัดเงินเดือนที่แม่ส่งให้ลูกทันที แล้วลูกจะอยู่อย่างไร”
น้ำตาของอนงค์เริ่มคลอหน่วย เธอรู้สึกเหมือนถูกบีบคั้น จนแทบจะหายใจไม่ออก ความฝันที่เธอพยายามไขว่คว้ามาตลอด กำลังจะถูกพรากไป ด้วยน้ำมือของคนที่เธอรักที่สุด
“ถ้าแม่จะทำอย่างนั้นจริงๆ หนูคงไม่มีทางเลือกอื่น” เธอตอบเสียงเบาหวิว “แต่หนูจะไม่ยอมให้ใครมาบังคับชีวิตของหนูเด็ดขาด”
พูดจบ อนงค์ก็รีบปิดประตูห้องลงกลอนจากด้านใน เธอทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้อง ท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุม เสียงหัวใจเต้นระรัวอยู่ภายในอก เธอรู้ดีว่า การต่อสู้ครั้งนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
4,353 ตัวอักษร