ตอนที่ 1 — รอยยิ้มที่แสนเศร้าในวันวาน
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านม่านโปร่งบางเข้ามากระทบใบหน้าของแก้วตา เธอกำลังยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้องนอนที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เก้าอี้ตัวโปรดที่สามีเคยใช้นั่งอ่านหนังสือ โต๊ะเครื่องแป้งที่เธอเคยใช้แต่งหน้าก่อนไปทำงาน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ที่สามีเคยซื้อมาให้ยังคงติดจางๆ อยู่ในอากาศ แต่คนที่เคยเติมเต็มทุกอย่างให้สมบูรณ์กลับหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่กัดกินหัวใจของเธอวันแล้ววันเล่า แก้วตาปาดน้ำตาที่ไหลรินอย่างเงียบเชียบ มือเรียวสบัดผมสีดำยาวที่ยาวลงมาถึงกลางหลังออกไป ดวงตาคู่สวยที่เคยเปล่งประกายระยับ บัดนี้มีแต่ความหมองเศร้าฉายชัดจนแทบจะมองเห็นรอยร้าวที่บาดลึกไปถึงแก่นวิญญาณ
“แก้วตา! ลงมาทานข้าวได้แล้วลูก” เสียงเรียกของแม่ดังมาจากชั้นล่าง เรียกให้แก้วตาหลุดจากภวังค์แห่งความหลัง เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามบังคับใบหน้าให้ปราศจากคราบน้ำตา “ค่ะแม่ เดี๋ยวลงไปค่ะ” เธอตอบเสียงแผ่วเบา แล้วหันกลับไปมองเงาสะท้อนในกระจกอีกครั้ง ภาพหญิงสาวตรงหน้าดูซีดเซียว ผอมบางลงกว่าเดิมมาก ร่างกายที่เคยเต็มไปด้วยพลังและความสดใส บัดนี้ดูเหี่ยวเฉาเหมือนดอกไม้ที่ขาดน้ำ
แก้วตาเดินออกจากห้องนอนอย่างเชื่องช้า ทุกก้าวที่เหยียบลงบนพื้นไม้ขัดมัน ดูเหมือนจะดังก้องสะท้อนความเงียบในบ้านหลังนี้ เสียงจานชามกระทบกันดังมาจากห้องครัว แม่ของเธอ พรพรรณ หญิงวัยห้าสิบกว่าๆ ที่ยังคงดูแข็งแรง แม้จะมีความกังวลฉายชัดอยู่บนใบหน้า ยืนจัดเตรียมอาหารอยู่หน้าเตา
“แม่” แก้วตาเอ่ยเรียกเมื่อเดินเข้าไปใกล้ พรพรรณหันมามองลูกสาวด้วยสีหน้าอ่อนลง “มาแล้วเหรอจ๊ะ ทานข้าวก่อนนะ วันนี้แม่ทำแกงเขียวหวานที่ฟ้าชอบ” ชื่อของ “ฟ้า” หรือ ธนัช ลูกชายคนเดียวของแก้วตา และสามีของเธอ ธนากร ที่จากไปอย่างกะทันหัน ทำเอาแก้วตาชะงักเล็กน้อย
“ค่ะแม่” แก้วตาเดินไปนั่งลงที่โต๊ะอาหาร ใบหน้าของเธอยังคงเรียบเฉย ราวกับว่าคำว่า ‘ฟ้า’ นั้นไม่ใช่ชื่อของลูกชายที่เธอเคยอุ้มท้องและเลี้ยงดูมากับมือ แต่เป็นเพียงเสียงที่ลอยผ่านมาแล้วผ่านไป
“ทานสิลูก ไม่ทานได้ยังไง” พรพรรณวางจานแกงเขียวหวานลงตรงหน้าแก้วตา “นี่ก็อีกคน ทำตัวเหมือนไม่มีแรงจะขยับ” เธอเอ่ยตัดพ้อ
“หนูทานค่ะแม่” แก้วตาหยิบช้อนขึ้นมาตักแกงเข้าปาก รสชาติเข้มข้นของกะทิและพริกแกง ยังคงคุ้นเคย แต่ความรู้สึกที่เคยมีเมื่อทานอาหารฝีมือแม่กลับหายไป เธอทานไปโดยปริยาย ไม่ได้รู้สึกถึงรสชาติใดๆ ในปาก
“แม่เห็นว่าแก้วตาไม่ค่อยทานอะไรเลยช่วงนี้ เป็นห่วงนะ” พรพรรณมองลูกสาวด้วยความเป็นห่วง “ฟ้าเป็นเด็กดีนะลูก ไม่ชอบให้ใครเป็นทุกข์”
“หนูรู้ค่ะแม่” แก้วตาตอบเสียงเบา “แต่หนู… หนูไม่รู้จะทำยังไงดี”
“ก็แค่พยายามใช้ชีวิตต่อไปไงลูก” พรพรรณพูดอย่างใจเย็น “ฟ้าเขาอยากให้แก้วตาอยู่ได้นะ”
“หนูพยายามแล้วค่ะแม่” น้ำตาเริ่มคลอหน่วยอีกครั้ง “แต่มันยากเหลือเกิน ทุกอย่างมันมีแต่ความทรงจำ มีแต่ภาพของเขาอยู่เต็มไปหมด” แก้วตาปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจสะกดกลั้นได้อีกต่อไป “หนูมองไปทางไหนก็เห็นแต่หน้าพี่ธนากร เห็นรอยยิ้มของฟ้า มันเจ็บปวดเหลือเกินค่ะแม่”
พรพรรณลุกขึ้นเดินไปโอบกอดลูกสาวอย่างปลอบประโลม “แม่รู้ว่ามันยาก แต่ลูกต้องเข้มแข็งนะ แม่ก็เสียเขาไปเหมือนกัน แต่แม่ก็ต้องอยู่ให้ได้เพื่อลูกนะ”
“แม่ก็คิดถึงพี่ธนากรมากเหมือนกันใช่ไหมคะ” แก้วตาเงยหน้ามองแม่ด้วยดวงตาแดงก่ำ
“แน่นอนสิลูก เขาก็เป็นเหมือนลูกชายคนหนึ่งของแม่” พรพรรณตอบ “แต่เราต้องผ่านมันไปให้ได้นะลูก”
“แล้วหนูจะผ่านไปได้เมื่อไหร่คะแม่” แก้วตาถามอย่างสิ้นหวัง “หนูรู้สึกเหมือนหัวใจมันแตกสลายไปหมดแล้ว”
“ไม่รู้สิลูก” พรพรรณถอนหายใจ “แต่แม่เชื่อว่าสักวันหนึ่ง แก้วตาจะกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง”
แก้วตายังคงซบหน้าลงกับอกของแม่ พยายามสูดกลิ่นไอความอบอุ่นที่ยังพอมีหลงเหลืออยู่ แม้ว่าความอบอุ่นนั้นจะถูกบดบังด้วยม่านแห่งความเศร้าโศกก็ตาม ภาพของสามีและลูกชายที่จากไปอย่างกะทันหันยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่ไปไหน ราวกับว่าเป็นเงาที่ผูกติดเธอไปทุกหนทุกแห่ง
“พี่ธนากรคะ… ฟ้าจ๋า…” แก้วตาพึมพำชื่อทั้งสองออกมาอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกผิดและความเสียใจถาโถมเข้ามาอีกครั้ง เธอควรจะดูแลพวกเขาให้ดีกว่านี้ เธอควรจะอยู่กับพวกเขาให้มากกว่านี้ เหตุการณ์ครั้งนั้นยังคงฉายชัดในหัวของเธอ ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้
“จำได้ไหมคะแม่ วันนั้นที่เราไปเที่ยวทะเลกัน… พี่ธนากรบอกว่าอยากให้เรามาที่นี่บ่อยๆ…” แก้วตาเล่าต่อเสียงสั่นเครือ “ฟ้าวิ่งเล่นอยู่ริมหาดอย่างมีความสุข… แล้ว… แล้ว…” คำพูดติดอยู่ในลำคอ เธอไม่สามารถเล่าต่อไปได้อีก
พรพรรณบีบไหล่ลูกสาวเบาๆ “ไม่เป็นไรนะลูก ไม่ต้องคิดถึงมันแล้วนะ”
“หนู… หนูอยากกลับไปแก้ไขมันเหลือเกินค่ะแม่” แก้วตากล่าว “อยากย้อนเวลากลับไป… บอกให้พี่ธนากร… บอกให้ฟ้า… อยู่กับหนู…”
“มันย้อนไม่ได้แล้วลูก” พรพรรณพูดอย่างอ่อนโยน “เราทำได้แค่ยอมรับ และเดินหน้าต่อไป”
แก้วตาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง พยายามข่มน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาอีก เธอรู้ดีว่าแม่ของเธอพูดถูก แต่การยอมรับความเป็นจริงนั้น มันยากเหลือเกินสำหรับหัวใจที่บอบช้ำของเธอ
“ฟ้า… ถ้าฟ้าได้ยินอยู่… ฟ้าอยากให้แม่เป็นยังไงคะ” แก้วตาพูดกับอากาศธาตุ ราวกับว่าลูกชายของเธอยังคงอยู่ตรงนี้ “ฟ้าอยากให้แม่ยิ้มได้อีกครั้งไหมคะ…”
เธอปล่อยเสียงสะอื้นออกมาอีกครั้งอย่างสุดจะกลั้น ปล่อยให้ความเสียใจและความเจ็บปวดระบายออกมาจนหมดสิ้น ในอ้อมกอดของแม่ เธอยังคงเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ต้องการที่พึ่งเสมอ แม้ว่าอายุของเธอจะเลยวัยที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นไปนานแล้วก็ตาม
4,415 ตัวอักษร