ตอนที่ 18 — เสียงเพรียกจากท้องพระโรง
ความมืดมิดของอุโมงค์ระบายน้ำดูเหมือนจะยาวนานและไร้ที่สิ้นสุด กลิ่นเหม็นอับของน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ชวนให้รู้สึกคลื่นไส้ แต่คาลิล ฟาริส และเงาทมิฬ ก็ยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ
"เรามาถึงจุดที่ต้องแยกทางแล้ว" อาลิกล่าวเสียงแหบพร่าขณะที่พวกเขาหยุดอยู่ที่ทางแยกของท่อระบายน้ำ "พวกเจ้าต้องไปทางซ้าย ส่วนข้าจะกลับไปเตรียมกำลังพลที่เหลือ"
"ขอบคุณท่านอาลี" คาลิลกล่าว "ท่านได้ช่วยเราไว้มาก"
"การต่อสู้ยังไม่จบ" อาลิตอบ "จงระวังตัวให้ดี"
เขากล่าวลาพร้อมผายมือไปยังทางเดินด้านขวาที่พวกเขากำลังจะจากไป จากนั้นก็หันหลังกลับ และหายตัวไปในความมืดของอุโมงค์
"เราไปกันต่อเถอะ" เงาทมิฬกล่าว เขานำทางคาลิลและฟาริสเข้าไปในท่อระบายน้ำด้านซ้าย
"ท่านเงาทมิฬ ท่านแน่ใจนะว่าเส้นทางนี้จะพาเราไปยังท้องพระโรง?" ฟาริสถามด้วยน้ำเสียงที่ยังคงมีความกังวล
"แน่นอน" เงาทมิฬตอบ "นี่คือเส้นทางที่ซาอิดได้ทำเครื่องหมายไว้ในแผนที่ มันจะพาเราไปยังจุดที่ใกล้ที่สุด"
พวกเขาเดินต่อไปอีกพักใหญ่ ท่ามกลางเสียงน้ำไหลที่ดังเป็นระยะๆ คาลิลรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่พื้นอุโมงค์ เขาเงยหน้าขึ้นมอง "เกิดอะไรขึ้น?"
"นั่นคือเสียงการเคลื่อนไหวของทหารในเมือง" เงาทมิฬอธิบาย "พวกมันกำลังลาดตระเวนอยู่ด้านบน"
"เราต้องระวังให้มากกว่านี้" คาลิลกล่าว "หากพวกมันรู้ว่าเราอยู่ที่นี่..."
"คงไม่มีใครรู้" เงาทมิฬขัดจังหวะ "อุโมงค์นี้ถูกปิดผนึกมานานหลายปี มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่รู้ทางเข้า"
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงทางตันของท่อระบายน้ำ ตรงหน้าเป็นผนังหินทึบ
"เรามาถึงแล้ว" เงาทมิฬกล่าว "ตรงนี้คือจุดที่จะเชื่อมต่อไปยังห้องลับใต้ท้องพระโรง"
เขาหยิบเครื่องมือบางอย่างออกมา และเริ่มงัดแงะผนังหินนั้นอย่างชำนาญ เสียงเสียดสีของโลหะกับหินดังครืดคราดไปทั่วบริเวณ
"มันยากกว่าที่คิด" เงาทมิฬพึมพำ
"ให้ข้าช่วย" คาลิลเสนอตัว เขาเข้าไปช่วยออกแรงงัดแงะผนังหินกับเงาทมิฬ
หลังจากใช้เวลาอยู่พักใหญ่ ผนังหินก็เริ่มปริออก เผยให้เห็นช่องว่างเล็กๆ ที่พอจะลอดตัวเข้าไปได้
"ข้าจะเข้าไปดูก่อน" เงาทมิฬกล่าว เขาลอดตัวเข้าไปในช่องว่างนั้นอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก เสียงของเงาทมิฬก็ดังลอดออกมา "สำเร็จ! ข้ามาถึงแล้ว"
คาลิลและฟาริสรีบเข้าไปต่อทันที เมื่อทั้งสามคนมาถึงอีกฝั่งหนึ่ง พวกเขาก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องโถงใต้ดินที่กว้างขวางกว่าอุโมงค์ระบายน้ำมาก แสงไฟสลัวๆ ส่องมาจากตะเกียงที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ
"นี่คือห้องเก็บของใต้ท้องพระโรง" เงาทมิฬอธิบาย "และนั่นคือทางขึ้นสู่เบื้องบน" เขากล่าวพลางชี้ไปยังบันไดหินที่ทอดขึ้นไป
"มีใครอยู่ไหม?" คาลิลถาม
"ยังไม่มีใคร" เงาทมิฬตอบ "หน่วยพิเศษของเรากำลังรออยู่ด้านบน"
พวกเขารีบขึ้นบันไดไป เมื่อไปถึงด้านบน พวกเขาก็พบกับกลุ่มคนประมาณห้าคน สวมชุดคลุมสีเข้ม ยืนรออยู่ท่ามกลางความมืดของท้องพระโรง
"ท่านเงาทมิฬ" ชายคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม กล่าวขึ้น "เราได้เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว"
"ดีมาก" เงาทมิฬกล่าว "นี่คือคาลิล ผู้นำการปฏิวัติ"
ชายคนนั้นหันมามองคาลิลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง "ยินดีที่ได้พบท่านคาลิล ข้าคือไรอัน ผู้นำหน่วยพิเศษ"
"เรามีเวลาไม่มาก" คาลิลกล่าว "ท่านได้นำยันต์มาแล้วใช่หรือไม่?"
"แน่นอนขอรับ" ไรอันตอบ "มันถูกซ่อนไว้อย่างปลอดภัย"
ไรอันผายมือไปยังแท่นบูชาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางท้องพระโรง ใต้แท่นบูชานั้น มีวัตถุบางอย่างถูกคลุมไว้ด้วยผ้าสีดำ
"ยันต์โบราณอยู่ใต้ผ้านั้น" ไรอันกล่าว "แต่เราไม่สามารถนำมันออกมาได้ จนกว่าจะได้รับสัญญาณจากท่าน"
"สัญญาณ?" คาลิลถาม
"ท่านต้องบีบลูกแก้ว 'ดวงตาแห่งความหวัง' ที่ท่านเงาทมิฬถืออยู่" ไรอันอธิบาย "เมื่อท่านบีบมัน ยันต์จะเริ่มทำงาน และเสียงของมันจะปลุกผู้คนในเมือง"
คาลิลพยักหน้า เขาหันไปมองเงาทมิฬ "ข้าพร้อมแล้ว"
เงาทมิฬเดินไปที่แท่นบูชา และหยิบลูกแก้วสีฟ้าใสออกมาจากกระเป๋า เขาค่อยๆ บีบมันในมือ
ทันใดนั้น เสียงอันทรงพลังและก้องกังวานก็ดังสะท้อนไปทั่วท้องพระโรง มันไม่ใช่เสียงดนตรี แต่เป็นเสียงที่ราวกับมาจากส่วนลึกที่สุดของจิตวิญญาณ เสียงที่ปลุกเร้าความรู้สึกบางอย่างที่หลับใหลมานาน
"นี่คือเสียงของยันต์!" ไรอันกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "มันกำลังส่งไปถึงทุกคน!"
ทันทีที่เสียงยันต์ดังขึ้น เสียงฝีเท้าของทหารก็ดังมาจากด้านนอกของท้องพระโรง
"แย่แล้ว!" ไรอันร้อง "พวกมันรู้แล้ว!"
"พวกมันเข้ามาแล้ว!" ฟาริสตะโกน
ทหารองครักษ์ของรามาสจำนวนมากบุกเข้ามาในท้องพระโรง พวกมันสวมชุดเกราะสีดำ สังเกตได้ว่าเป็นทหารชั้นยอดของรามาส
"ปกป้องยันต์!" ไรอันตะโกนสั่งหน่วยของเขา "อย่าให้พวกมันเข้าถึงได้!"
การต่อสู้ที่ดุเดือดก็เริ่มขึ้นกลางท้องพระโรง เสียงดาบกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว คาลิลคว้าดาบของตนออกมา และเข้าต่อสู้กับทหารองครักษ์อย่างเต็มกำลัง
"เราต้องยึดท้องพระโรงนี้ให้ได้!" คาลิลตะโกน "เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติ!"
ฟาริสก็เข้าต่อสู้เคียงข้างคาลิล แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีทักษะการต่อสู้เทียบเท่าคาลิลหรือเงาทมิฬ แต่ความมุ่งมั่นของเขาก็ไม่เป็นรองใคร
เงาทมิฬต่อสู้กับทหารองครักษ์ด้วยความเร็วและความแม่นยำอันน่าทึ่ง ดาบของเขาฟาดฟันไปมาอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับศัตรู
เสียงยันต์ยังคงดังต่อเนื่อง เป็นเหมือนเสียงปลุกขวัญกำลังใจให้กับฝ่ายต่อต้าน และเป็นเหมือนเสียงแห่งความหวังให้กับประชาชนที่ได้ยินมัน
"พวกมันมามากเกินไป!" ไรอันร้อง ขณะที่เขากำลังต่อสู้กับทหารหลายนายพร้อมกัน
คาลิลมองไปรอบๆ เขาเห็นว่าถึงแม้พวกตนจะเก่งกาจเพียงใด แต่จำนวนของทหารองครักษ์ก็มีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
"เราไม่สามารถยื้อยุดที่นี่ได้นาน!" คาลิลกล่าว "เราต้องหาทางออก!"
"ข้ามีทางออก!" ไรอันตะโกน "มีอุโมงค์ลับอีกเส้นทางหนึ่งที่เชื่อมต่อไปยังนอกเมือง! แต่มันอยู่ลึกเข้าไปข้างใน!"
"พาพวกเราไป!" คาลิลกล่าว
ไรอันนำทางพวกเขาฝ่าวงล้อมของทหารไปยังอีกด้านหนึ่งของท้องพระโรง ที่นั่นมีประตูบานหนึ่งซ่อนอยู่หลังพรมผืนใหญ่
"ที่นี่คือทางออก!" ไรอันกล่าว "แต่พวกเราต้องสู้เพื่อเปิดทาง!"
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด ท่ามกลางเสียงกึกก้องของยันต์โบราณที่ยังคงดังอยู่เป็นระยะๆ คาลิลรู้ดีว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ การต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของนครหลวง.
5,004 ตัวอักษร