ตอนที่ 11 — ปีกตะวันตกและปริศนาที่ถูกลืม
ปีกตะวันตกของคฤหาสน์บุปผา ถูกปกคลุมไปด้วยเงามืดและฝุ่นละอองหนาทึบ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของอดีตที่ถูกลืมเลือนอย่างสิ้นเชิง อากาศในบริเวณนี้เย็นยะเยือกกว่าส่วนอื่นๆ ของคฤหาสน์อย่างเห็นได้ชัด แม้จะเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ ก็ตาม เสียงฝีเท้าของกลุ่มเพื่อนที่ย่ำไปบนพื้นไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะๆ ยิ่งเพิ่มบรรยากาศวังเวงให้ทวีคูณ
“นี่มัน… น่าขนลุกจริงๆ” พิมรดาเอ่ยเสียงสั่น เธอเกาะแขนของกวินทร์แน่น “ทำไมต้องปิดตายห้องตรงนี้ด้วยนะ”
“ป้าสมศรีบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ” กวินทร์ตอบ พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ โถงทางเดินที่ดูรกร้าง “แต่การปิดตายมัน… อาจจะมีความหมายมากกว่านั้น”
“หมายความว่าไง?” อธิปัตย์ถาม
“ก็… ถ้าเป็นอุบัติเหตุจริงๆ ทำไมต้องปิดตายห้องไปเลยล่ะ?” กวินทร์วิเคราะห์ “มันอาจจะมีความลับบางอย่างที่พวกเขาต้องการปกปิด”
มัทนาเดินนำหน้าไปเรื่อยๆ สายตาของเธอสำรวจผนังแต่ละด้าน มองหาห้องที่น่าจะเป็นเป้าหมาย “ป้าสมศรีบอกว่าอยู่ตรงนี้… น่าจะเป็นห้องที่มีหน้าต่างบานใหญ่นั่น” เธอชี้ไปยังประตูบานหนึ่งที่ดูเก่าแก่และแข็งแรงกว่าบานอื่นๆ มีร่องรอยของการถูกล็อคจากด้านนอกหลายครั้ง
“มีกุญแจให้ลองไหม?” ธีร์ถาม มัทนาหยิบสร้อยคอที่มีจี้รูปกุญแจออกมาอย่างระมัดระวัง เธอค่อยๆ นำจี้กุญแจไปทาบกับแม่กุญแจโบราณที่ติดอยู่บนประตู
“มัน… เหมือนจะพอดี” เธอพูดอย่างมีความหวัง
เมื่อลองหมุนจี้กุญแจไปตามเข็มนาฬิกา เกิดเสียง “คลิ๊ก” ดังเบาๆ แม่กุญแจเก่าแก่ปลดล็อคออกอย่างง่ายดาย
“ไม่น่าเชื่อ!” อธิปัตย์อุทาน “มันใช้ได้จริงๆ”
ธีร์ค่อยๆ ดันประตูที่หนักอึ้งให้เปิดออก กลิ่นอับชื้นและกลิ่นฝุ่นคละคลุ้งออกมาทันที เผยให้เห็นห้องนอนที่เต็มไปด้วยความมืดมิดและเงียบสงัด
“ว้าว…” พิมรดาพึมพำ “เหมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งเลย”
แสงสลัวๆ จากโถงทางเดินส่องเข้ามา ทำให้เห็นเค้าโครงของเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาว ม่านสีซีดจางยังคงปิดหน้าต่างบานใหญ่อยู่สนิท
“ตรงนี้คือห้องที่คุณหนูอรทัยเคยอยู่สินะ” มัทนากล่าว เธอค่อยๆ เดินเข้าไปสำรวจภายในห้องอย่างระมัดระวัง “ทุกอย่างยังคงอยู่ที่เดิมเลย”
“ลองเปิดม่านดูสิ” กวินทร์บอก
มัทนาเดินไปยังหน้าต่าง บังคับมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ดึงม่านที่หนักอึ้งให้เปิดออก แสงแดดที่ส่องเข้ามาทำให้ฝุ่นละอองลอยฟุ้งในอากาศ เผยให้เห็นทิวทัศน์ภายนอกที่สวยงาม แต่สำหรับพวกเขา มันกลับดูน่ากลัว
“อุบัติเหตุ… พลัดตกจากหน้าต่าง” ธีร์ทวนคำ “แต่จากความสูงขนาดนี้… ถ้าพลัดจริง… ไม่น่าจะรอด”
“และหน้าต่างก็ดูแข็งแรงมาก” อธิปัตย์เสริม “ยากที่จะพลัดตกลงไปโดยบังเอิญ”
พวกเขาเริ่มสำรวจภายในห้องอย่างละเอียด บนเตียงมีรูปถ่ายใบหนึ่งวางอยู่ เป็นรูปของคุณหนูอรทัยในชุดสวยงาม เธอส่งยิ้มหวานให้กับกล้อง
“ผู้หญิงคนนี้… เธอต้องมีความสำคัญกับเรื่องราวทั้งหมดแน่ๆ” พิมรดากล่าว “ทำไมเธอถึงมาจบชีวิตลงที่นี่?”
กวินทร์เดินสำรวจไปรอบๆ ห้อง สังเกตเห็นตู้เสื้อผ้าบานใหญ่ที่ดูเหมือนจะถูกปิดตายเช่นกัน “ตรงนี้ก็ล็อคอยู่” เขาพูด
มัทนาหยิบสร้อยคอออกมาอีกครั้ง “น่าจะมีอะไรซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้านี่แน่ๆ”
แต่ครั้งนี้ จี้รูปกุญแจกลับไม่สามารถใช้ไขแม่กุญแจของตู้เสื้อผ้าได้
“ใช้ไม่ได้แฮะ” กวินทร์กล่าว “ดูเหมือนกุญแจดอกนี้ จะมีไว้สำหรับไขประตูห้องนี้เท่านั้น”
“แล้วถ้าอย่างนั้น… เราจะเปิดตู้ได้ยังไง?” อธิปัตย์ถาม
ธีร์เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งเก่าแก่ ซึ่งมีกระจกบานใหญ่วางอยู่ “ลองดูที่นี่สิ” เขาบอก “อาจจะมีอะไรซ่อนอยู่”
เมื่อพิจารณาใกล้ๆ พวกเขาเห็นว่ากระจกบานนั้นมีร่องรอยของการถูกถอดออกได้
“เหมือนมันจะแง้มๆ อยู่นะ” กวินทร์สังเกต “ตรงมุมด้านล่าง”
พวกเขาร่วมกันออกแรงงัดกระจกบานนั้นออกมาอย่างเบามือ เมื่อยกมันขึ้นได้ทั้งหมด ก็พบกับช่องลับเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ด้านหลังกระจก
“เจอแล้ว!” มัทนาอุทาน “มีกล่องไม้เล็กๆ อยู่ข้างใน!”
เธอหยิบกล่องไม้ออกมา เปิดมันอย่างรวดเร็ว ข้างในมีจดหมายที่ซองถูกผนึกอย่างแน่นหนา และมีพู่กันกับหมึกแห้งก้อนหนึ่งวางอยู่
“จดหมายของใคร?” ธีร์ถาม
มัทนาพลิกซองดู “ไม่มีชื่อผู้รับ… แต่มีลายเซ็น… เป็นลายเซ็นของ… ชานนท์!”
“ชานนท์!” ทุกคนอุทานพร้อมกัน
“นี่มัน… เป็นจดหมายที่เขาเขียนถึงใคร?” กวินทร์สงสัย
มัทนาค่อยๆ แกะผนึกซองออกอย่างระมัดระวัง เธอหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาอ่าน
“‘ถึงผู้ที่จะพบจดหมายฉบับนี้,’” มัทนาเริ่มอ่าน “‘หากท่านกำลังอ่านสิ่งนี้อยู่… แสดงว่าท่านได้เข้ามาล่วงรู้ความลับที่ถูกฝังกลบมานาน… ความลับของครอบครัวเรา’”
“ความลับอะไร?” พิมรดาถามอย่างใจจดใจจ่อ
“‘พ่อของข้า… สุรเชษฐ์… ได้ก่อตั้งสมาคมนักสะสมวัตถุโบราณขึ้นมา… ไม่ใช่เพียงเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์… แต่เพื่อปกป้องบางสิ่ง… บางสิ่งที่มีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ… ที่เขาค้นพบในที่แห่งนี้’” มัทนาอ่านต่อไป “‘สมบัติชิ้นนั้น… ไม่ใช่วัตถุโบราณธรรมดา… มันคือ ‘แก่นแท้แห่งกาลเวลา’… ที่สามารถบิดเบือนความจริง… และควบคุมโชคชะตาได้’”
“แก่นแท้แห่งกาลเวลา?” อธิปัตย์ทวนคำ “ฟังดูเหมือนในนิยาย”
“‘แต่… มีบางสิ่งผิดพลาดไป,’” มัทนาอ่านต่อ “‘เมื่อมีสมาชิกบางคน… ที่หวังครอบครองสมบัติชิ้นนี้… เพื่อประโยชน์ส่วนตน… นำมาซึ่งความขัดแย้ง… และการสูญเสีย… คุณหนูอรทัย… คนที่ข้ารัก… คือเหยื่อของความโลภครั้งนั้น… เธอไม่ได้พลัดตกจากหน้าต่าง… แต่ถูกผลัก… โดยคนที่คิดว่าไว้ใจที่สุด… เพื่อให้ข้า… และพ่อของข้า… กลัว… และยอมมอบสมบัติชิ้นนั้นให้’”
“อรทัยถูกฆาตกรรม!” กวินทร์อุทานอย่างตกใจ “ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ!”
“‘พ่อของข้า… เสียใจมาก… เขาตัดสินใจซ่อน ‘แก่นแท้แห่งกาลเวลา’ ไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด… ที่ที่เชื่อมโยงกับสายเลือด… และสัญลักษณ์ของสมาคม… เพื่อไม่ให้ใครหาเจอ… เขาเชื่อว่า… หากใครก็ตามที่ครอบครองมัน… จะนำมาซึ่งหายนะ… เขาได้สร้างรหัสลับ… และแผนผัง… เพื่อให้ผู้ที่สมควรเท่านั้น… ที่จะค้นพบมัน… และหากผู้ที่คิดไม่ซื่อ… ได้ครอบครอง… เขาได้ใส่คำสาป… เพื่อปกป้องมัน…’ ”
“คำสาป?” พิมรดาหน้าซีด “คำสาปอะไร?”
“‘แต่… ข้า… ชานนท์… ไม่สามารถทำตามเจตนารมณ์ของพ่อได้’… ” มัทนาอ่านต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือขึ้น “‘ข้า… ได้พบกับ ‘แก่นแท้แห่งกาลเวลา’… โดยบังเอิญ… และความโลภ… ก็เข้าครอบงำข้าเช่นกัน… ข้า… ต้องการใช้พลังของมัน… เพื่อย้อนเวลา… เพื่อแก้ไขอดีต… เพื่อพาอรทัยกลับมา… แต่… พลังนั้น… มันอันตรายเกินกว่าที่ข้าจะควบคุมได้… มัน… มันกำลังจะกลืนกินข้า… และทำให้ทุกอย่างที่ข้าต้องการ… พังทลายลง…’”
“แล้ว… สร้อยคอที่จี้เป็นรูปกุญแจ… คือกุญแจไปเปิด ‘แก่นแท้แห่งกาลเวลา’ เหรอ?” ธีร์ถาม
“‘หากท่านพบจดหมายฉบับนี้… โปรด… ช่วยข้าด้วย… โปรด… นำ ‘แก่นแท้แห่งกาลเวลา’ ไปทำลายเสีย… ก่อนที่มันจะ… สายเกินไป… ’” มัทนาอ่านประโยคสุดท้ายของจดหมาย “‘… สัญลักษณ์ที่ท่านพบ… คือคำเตือน… และกุญแจ… คือสิ่งที่ท่านต้องใช้… เพื่อหยุดยั้ง… ความวิบัติ…’”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนอนเก่าแก่แห่งนั้น มีเพียงเสียงลมหายใจที่ดังระรัวของทุกคน
“ชานนท์… เขาไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ… เขาตายเพราะ ‘แก่นแท้แห่งกาลเวลา’… หรือเพราะคนที่ต้องการจะแย่งชิงมันไป?” กวินทร์กล่าวอย่างช้าๆ
“แล้วใครล่ะ… คือคนที่ฆ่าอรทัย?” อธิปัตย์ถาม “และใครคือคนที่ชานนท์กลัว?”
“คนที่คิดว่าไว้ใจที่สุด… และหวังครอบครองสมบัติ” มัทนาทวนคำ “คนคนนั้น… อาจจะยังอยู่ที่นี่… และอาจจะกำลังจับตาดูเราอยู่”
“แล้ว ‘แก่นแท้แห่งกาลเวลา’… มันอยู่ที่ไหน?” พิมรดาถามเสียงสั่น
“ไม่แน่ใจ” มัทนาตอบ “แต่จากจดหมาย… ดูเหมือนว่าการพบจดหมายฉบับนี้… และการใช้กุญแจดอกนี้… คือส่วนหนึ่งของขั้นตอน… ที่จะนำไปสู่การค้นพบ ‘แก่นแท้แห่งกาลเวลา’… และการทำลายมัน”
“นี่มัน… ยิ่งกว่าการสืบสวนคดีฆาตกรรมธรรมดาแล้ว” ธีร์กล่าว “นี่มันกำลังจะกลายเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ”
“เราต้องหาให้เจอ… ว่าใครคือคนที่น่าสงสัยที่สุด” กวินทร์กล่าว “และเราต้องหา ‘แก่นแท้แห่งกาลเวลา’ ให้เจอ… ก่อนที่มันจะตกไปอยู่ในมือของใครบางคน… หรือก่อนที่มันจะทำลายทุกอย่างไปเสียก่อน”
6,235 ตัวอักษร