เงาของอดีตในคฤหาสน์หลังเขา

ตอนที่ 8 / 40

ตอนที่ 8 — เงาสะท้อนในกระจกบานเก่า

เสียงฝีเท้าที่ย่ำไปบนพื้นไม้ขัดมันในโถงทางเดินใหญ่ของคฤหาสน์บุปผา สะท้อนก้องเป็นจังหวะเนิบนาบยามเช้าตรู่ ม่านหมอกที่เคยปกคลุมเมื่อวานเริ่มจางหายไป เผยให้เห็นความงามสง่าอันแฝงด้วยความเก่าแก่ของตัวคฤหาสน์อีกครั้ง แต่สำหรับ ดร. มัทนา และกลุ่มเพื่อน ความสงบสุขเหล่านั้นเป็นเพียงภาพลวงตา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของพวกเขา กล่องปริศนา หวีงาช้าง และใบหน้าหญิงสาวในรูปถ่าย “ฉันยังคงคิดถึงผู้หญิงในรูปถ่ายนั้น” มัทนาเอ่ยขึ้นขณะนั่งจิบชาอยู่กับอธิปัตย์ในห้องรับประทานอาหารเช้า “เธอดูเหมือนจะมีความสำคัญกับชานนท์มาก แต่ทำไมเราถึงไม่เคยรู้จักเธอเลย?” “อาจจะเป็นคนรักเก่า หรือคนในครอบครัวที่ห่างเหินไปแล้ว” อธิปัตย์ตอบ “แต่ถ้าเขาอยากเก็บเธอไว้เป็นความลับขนาดนั้น… ก็คงมีเหตุผล” “แล้วหวีงาช้างนั่นล่ะ?” กวินทร์ที่เดินเข้ามาสมทบถาม “มันดูมีราคาและเก่ามาก ฉันไม่คิดว่ามันจะหล่นหายไปเฉยๆ” “ฉันว่ามันถูกวางไว้ที่นั่น” ธีร์กล่าวเสริม พลางวางรูปถ่ายใบหนึ่งที่หยิบมาจากกล่องลงบนโต๊ะ “เพื่อที่เราจะเจอ” “เพื่ออะไร?” พิมรดาที่เดินเข้ามาพอดีถาม “เพื่อจะทำให้เราสับสนมากขึ้น?” “อาจจะเพื่อจะบอกใบ้อะไรบางอย่าง” มัทนาตอบ “ฉันรู้สึกว่าทุกอย่างที่เจอมา มันมีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน” หลังจากอาหารเช้า พวกเขาตัดสินใจที่จะแยกย้ายกันเพื่อสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมภายในคฤหาสน์ โดยมัทนาและธีร์จะไปสอบถามข้อมูลจากคนรับใช้เก่าแก่ที่น่าจะรู้เรื่องราวในอดีตของครอบครัวเจ้าของคฤหาสน์ ส่วนกวินทร์ อธิปัตย์ และพิมรดา จะไปสำรวจบริเวณอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด โดยเฉพาะห้องทำงานของเจ้าของคฤหาสน์ที่เคยเป็นของ ชานนท์ มัทนาและธีร์เดินไปยังห้องครัวเก่าแก่ที่ปัจจุบันมีแม่บ้านสูงวัยคนหนึ่งดูแลอยู่ เธอมีนามว่า ป้าสมศรี เป็นคนเก่าแก่ที่ทำงานรับใช้ที่นี่มานานหลายสิบปี “ป้าสมศรีคะ” มัทนาเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ “พวกเรามีเรื่องอยากจะสอบถามเกี่ยวกับประวัติของคฤหาสน์แห่งนี้ค่ะ” ป้าสมศรีวางถาดที่กำลังเช็ดอยู่ลง “ถามมาได้เลยค่ะ หนูอยากรู้อะไร” “คือ… พวกเราเจอรูปถ่ายเก่าๆ ใบหนึ่งค่ะ เป็นรูปผู้หญิงที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” มัทนาอธิบาย “ป้าพอจะรู้จักท่านไหมคะ?” ป้าสมศรียื่นมือมารับรูปถ่ายนั้นไปพิจารณา ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา “อ้อ… นี่รูปของคุณหนูอรทัย นี่เอง” “คุณหนูอรทัย?” ธีร์ทวนคำ “เธอเป็นใครคะ?” “เธอเป็นลูกสาวของท่านเจ้าสัว สมัยก่อนท่านเจ้าสัวยังอยู่ ท่านรักคุณหนูอรทัยมากนะคะ รักยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจเสียอีก” ป้าสมศรีเล่า “แต่พอคุณหนูอรทัยโตขึ้น ท่านเจ้าสัวก็ออกจะหวงแหนมาก ไม่ค่อยให้ใครเห็นหน้าค่าตาเท่าไหร่” “แล้วทำไมรูปของเธอถึงไปอยู่ในกล่องที่ฝังไว้กับรูปของชานนท์ล่ะคะ?” มัทนาถาม “เรื่องนั้น… ฉันก็ไม่ทราบแน่ชัดหรอกค่ะ” ป้าสมศรีส่ายหน้า “แต่จำได้ว่าคุณหนูอรทัยหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อหลายปีก่อน หลังงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของท่านเจ้าสัวได้ไม่นาน” “หายตัวไป?” ธีร์อุทาน “แล้ว… หาตัวไม่เจอเลยเหรอคะ?” “ค่ะ หายไปเฉยๆ ไม่มีร่องรอย ไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ที่ไหน ท่านเจ้าสัวเสียใจมากจนล้มป่วยและเสียชีวิตในอีกไม่นานหลังจากนั้น” ป้าสมศรีเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “เรื่องนี้ก็เงียบหายไปตามกาลเวลา” มัทนากับธีร์มองหน้ากันอย่างครุ่นคิด เรื่องราวของคุณหนูอรทัยที่หายตัวไปอย่างลึกลับ คือปริศนาชิ้นใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ในขณะเดียวกัน กวินทร์ อธิปัตย์ และพิมรดา ก็กำลังสำรวจห้องทำงานของ ชานนท์ อีกครั้ง พวกเขาเดินไปรอบๆ ห้องที่เคยถูกปิดตายมานาน สัมผัสได้ถึงบรรยากาศอึมครึมที่ยังคงอบอวลอยู่ “ฉันยังรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างที่เรามองข้ามไปในห้องนี้” กวินทร์กล่าว พลางกวาดสายตาไปทั่ว “ทั้งๆ ที่เราก็สำรวจมาหลายรอบแล้ว” “ลองดูที่ตู้หนังสืออีกทีสิ” อธิปัตย์แนะนำ “บางทีอาจจะมีหนังสือเล่มไหนที่มันดูผิดปกติ” พวกเขาเดินเข้าไปสำรวจตู้หนังสือขนาดใหญ่ที่มีหนังสือวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด หนังสือส่วนใหญ่เป็นตำราเกี่ยวกับจิตวิทยา ประวัติศาสตร์ และปรัชญา “เล่มนี้… มันดูแตกต่างจากเล่มอื่นนะ” พิมรดาชี้ไปยังหนังสือเล่มหนึ่งที่มีปกสีดำสนิทและดูใหม่กว่าเล่มอื่นๆ เล็กน้อย “ไม่มีชื่อเรื่องเขียนไว้เลย” กวินทร์หยิบหนังสือเล่มนั้นออกมาเปิดดู หน้ากระดาษด้านในว่างเปล่า มีเพียงรอยเปื้อนบางๆ เหมือนหมึกที่เคยอยู่บนนั้นจางหายไป “นี่มันอะไรกัน?” เขาสงสัย “อาจจะเป็นสมุดบันทึกที่ถูกลบข้อมูลไปแล้ว” อธิปัตย์เดา “หรืออาจจะเป็นหนังสือที่ถูกดัดแปลง” ทันใดนั้น พิมรดาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่กระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงทันที “พวก… พวกนายเห็นนั่นไหม?” เธอชี้ไปยังกระจก กวินทร์และอธิปัตย์หันไปมองตามที่พิมรดาชี้ ในเงาสะท้อนบนกระจกบานเก่าที่ฝ้าฟางนั้น พวกเขาเห็นภาพของร่างเงาตะคุ่มๆ ร่างหนึ่ง ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ พิมรดา ราวกับกำลังจ้องมองเธออยู่ “ใครน่ะ?” กวินทร์ถามเสียงแข็ง พลางหันกลับไปมองด้านหลัง แต่ก็ไม่พบสิ่งใด “ฉัน… ฉันไม่เห็นอะไรเลย” อธิปัตย์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “มีแต่พวกเราสามคน” “แต่ฉันเห็นนะ! ฉันเห็นเงาคนยืนอยู่ตรงนั้น!” พิมรดาตะโกนเสียงหลง “มันเป็นเงาของผู้ชาย… เขาใส่หมวกปีกกว้าง… แล้วเขาก็กำลังมองมาที่ฉัน!” ความหวาดกลัวเข้าครอบงำทุกคน กลิ่นอายของความอันตรายที่พวกเขารู้สึกได้ในสวนเมื่อคืนก่อน กลับมาปรากฏอีกครั้งในห้องทำงานที่ดูเหมือนจะปลอดภัยนี้ “ใจเย็นๆ พิมรดา” กวินทร์พยายามปลอบ “มันอาจจะเป็นแค่ภาพหลอน หรือเงาที่เราเห็นจากมุมกล้อง” “แต่มันไม่ใช่!” พิมดาร้องไห้ “ฉันเห็นเขาจริงๆ!” ทันใดนั้นเอง หนังสือปกดำที่กวินทร์ถืออยู่ก็ร่วงหล่นจากมือ เสียงดังปึง! ลงบนพื้นไม้ เมื่อก้มลงไปเก็บ กวินทร์ก็สังเกตเห็นว่ามีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ใต้หนังสือเล่มนั้น มันคือแผ่นโลหะบางๆ ที่ถูกซ่อนไว้ “นี่มัน… แผ่นอะไร?” เขาหยิบขึ้นมาดู มันมีลักษณะคล้ายกระจกเล็กๆ แต่ไม่สะท้อนภาพอะไรเลย มีเพียงสัญลักษณ์บางอย่างที่สลักอยู่บนนั้น “สัญลักษณ์นี้… ฉันเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง” มัทนาที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับธีร์อุทานขึ้นมา เมื่อเห็นสัญลักษณ์ดังกล่าว “ใช่… มันคือสัญลักษณ์เดียวกับที่อยู่บนหวีงาช้างที่เราเจอเมื่อคืน!” ธีร์เสริม ทั้งห้าคนมองหน้ากัน สัญลักษณ์เดียวกันบนแผ่นโลหะและหวีงาช้าง ความเชื่อมโยงที่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แต่คำถามที่ว่าสิ่งเหล่านี้มีความหมายอย่างไร และใครคือผู้ที่ซ่อนมันไว้ ยังคงเป็นปริศนาที่รอการคลี่คลาย

5,115 ตัวอักษร