ตอนที่ 1 — ย่างก้าวสู่วังร้างต้องสาป
ลมเย็นยะเยือกพัดเอื่อยๆ ลากใบไม้แห้งกรอบเกร็ดสีน้ำตาลแดงให้ลอยวนอยู่รอบเสาตะเกียงหินที่ซอมซ่อ เงามืดทาบทับอาคารที่ผุกร่อนจนแทบจะกลืนกินแสงตะวันสุดท้ายของวัน “วังเจริญรัตน์” ชื่อนี้ถูกกระซิบขานกันมาเนิ่นนานในแง่มุมที่สั่นประสาท ขับไล่ผู้คนให้อยู่ห่างไกล ราวกับคำสาปที่มองไม่เห็นถักทอตัวเองอยู่รอบกำแพงอิฐที่ร่วงกราว
"คุณแน่ใจเหรอคะ อาจารย์?" เสียงของอรวรรณ หญิงสาวผู้มีดวงตาคมกริบราวเหยี่ยว ราวกับจะตอกย้ำความลังเลของตนเองให้ดังชัดเจนขึ้น เธอเชิดหน้ามองอาคารเบื้องหน้า ซึ่งมีโครงสร้างโอ่อ่าอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต แต่บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังที่ถูกธรรมชาติยึดคืนไปเกือบทั้งหมด
อาจารย์พงษ์สวัสดิ์ ชายวัยกลางคนผู้มีเคราสีดอกเลาแซม นัยน์ตาฉายแววครุ่นคิด ยิ้มบางๆ "แน่นอนอรวรรณ วังแห่งนี้คือสมบัติทางประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม ถ้าเราไม่เข้ามาศึกษา คนอื่นก็อาจจะปล่อยให้มันพังทลายไปมากกว่านี้" ท่านกล่าวพร้อมกับก้าวเท้าขึ้นบันไดที่ผุพังไปทีละขั้น ท่ามกลางเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่าขนลุก
อรวรรณสูดลมหายใจลึก พยายามสลัดความรู้สึกอึดอัดที่เกาะกินหัวใจ ‘ผีสาง เทวดา นางฟ้า’ เป็นสิ่งมีอยู่จริงในจินตนาการของเธอเท่านั้น ในฐานะนักโบราณคดี เธอเชื่อในหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่เรื่องเล่าที่เกิดจากความกลัวหรือจินตนาการเพ้อเจ้อ “แต่ข่าวลือเกี่ยวกับวังแห่งนี้…มันค่อนข้างหนักหนาสาหัสเลยนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เมื่อก้าวตามอาจารย์เข้าไปภายในโถงใหญ่ที่เคยโอ่อ่า ปัจจุบันมีฝุ่นหนาลอยอวลเต็มอากาศ
“ข่าวลือก็คือข่าวลืออรวรรณ” อาจารย์พงษ์สวัสดิ์ตอบพลางปัดฝุ่นบนโต๊ะไม้เก่าแก่ “เมื่อร้อยปีก่อน ใครจะไปเชื่อว่าเราจะเดินทางไปถึงดวงจันทร์ได้? โลกเราเปลี่ยนแปลงได้เสมอ สิ่งที่คนสมัยก่อนกลัว อาจเป็นเพียงเรื่องธรรมดาสำหรับคนยุคเราก็ได้” ท่านชี้ไปยังผนังที่เคยประดับด้วยภาพวาดอันงดงาม บัดนี้เหลือเพียงรอยด่างดำและสีที่ซีดจางจนแทบมองไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร
“ถ้าอย่างนั้น เรามาเริ่มกันเลยนะคะ” อรวรรณตัดสินใจสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง เธอหยิบอุปกรณ์สำรวจที่เตรียมมา จัดแจงเปิดไฟฉายคาดศีรษะให้สว่างจ้า ลำแสงสีขาวสาดส่องไปทั่วบริเวณ เผยให้เห็นเฟอร์นิเจอร์โบราณที่วางระเกะระกะ ปกคลุมด้วยใยแมงมุมหนาทึบราวกับผ้าห่อศพ
“งานของเราคือการรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม วิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัยในอดีต และที่สำคัญคือ ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่อาจถูกหลงลืม” อาจารย์พงษ์สวัสดิ์อธิบาย “อรวรรณ เธอรับผิดชอบการสำรวจห้องต่างๆ โดยรอบส่วนกลางก่อน ฉันจะเริ่มดูโครงสร้างหลักของวัง”
“รับทราบค่ะ” อรวรรณรับคำ เธอค่อยๆ ก้าวเดินไปตามทางเดินที่มืดมิด ผนังหินเย็นเฉียบเสียดแทงปลายนิ้วที่แตะสัมผัส ทุกย่างก้าวของเธอสะท้อนเสียงก้องกังวานในความเงียบสงัด ราวกับเป็นเสียงเดียวที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในสถานที่แห่งนี้
ขณะที่เธอเดินสำรวจไปเรื่อยๆ สายตาของเธอพลันเหลือบไปเห็นบานประตูไม้ที่ดูแข็งแรงผิดจากบานอื่นๆ บานประตูนั้นสลักลวดลายวิจิตรบรรจงอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ลายกนกที่พลิ้วไหว ผสมผสานกับรูปสัตว์ในตำนาน ดูราวกับจะเคลื่อนไหวได้ “อาจารย์คะ ตรงนี้มีอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ” เธอตะโกนถาม
อาจารย์พงษ์สวัสดิ์เดินเข้ามาดู “อืม…น่าสนใจ” ท่านพยักหน้า “ประตูบานนี้ดูแข็งแรงกว่าบานอื่นจริงๆ และลวดลายสลักก็มีความประณีตมาก อาจเป็นห้องส่วนตัวของใครบางคนที่มีฐานะสูงส่ง หรืออาจเป็นห้องเก็บเอกสารสำคัญ”
อรวรรณลองออกแรงผลัก แต่บานประตูแน่นสนิท “เปิดไม่ได้ค่ะ”
“ลองใช้เครื่องมือขยายดูสิ” อาจารย์พงษ์สวัสดิ์แนะนำ
อรวรรณหยิบเครื่องมือสแกนแบบพกพาออกมา สแกนไปที่บานประตู ภาพกราฟิกปรากฏขึ้นบนหน้าจอ “มีกลไกบางอย่างอยู่ข้างในค่ะ”
“ต้องหาทางเปิดมันให้ได้” อาจารย์พงษ์สวัสดิ์กล่าวด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “นี่อาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาของวังแห่งนี้”
ทั้งสองช่วยกันสำรวจรอบๆ บานประตูอย่างละเอียด จนกระทั่งอรวรรณสังเกตเห็นร่องเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ลวดลายกนก “ตรงนี้ค่ะอาจารย์ เหมือนจะมีช่องเล็กๆ” เธอใช้นิ้วเคาะเบาๆ
อาจารย์พงษ์สวัสดิ์ก้มลงมอง “ถ้าอย่างนั้น…ลองหาอะไรบางอย่างที่พอจะสอดเข้าไปได้”
อรวรรณหยิบไขควงปากแบนที่เตรียมมา สอดเข้าไปในร่องเล็กๆ นั้นอย่างระมัดระวัง เธอหมุนไขควงเบาๆ ทันใดนั้น เสียง ‘คลิก’ ดังขึ้น บานประตูค่อยๆ แง้มออกช้าๆ เผยให้เห็นความมืดมิดที่อยู่ภายใน
กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสาบเก่าๆ โชยออกมาจากห้องนั้น ทำให้อรวรรณถึงกับผงะ “กลิ่นอะไรคะเนี่ย”
“ไม่ต้องกังวล” อาจารย์พงษ์สวัสดิ์ปลอบ “เข้าไปดูกัน”
อรวรรณสูดหายใจลึกอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเท้าตามอาจารย์เข้าไปในห้องนั้น แสงไฟฉายสาดส่องไปทั่ว เผยให้เห็นห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหรา แต่ถูกทิ้งร้างมานาน บนผนังยังมีภาพวาดสวยงามที่ยังคงสภาพสมบูรณ์กว่าส่วนอื่นของวังอย่างน่าประหลาดใจ ตรงกลางห้องมีโต๊ะทำงานตัวหนึ่งตั้งอยู่ บนนั้นมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มหนึ่งวางอยู่
“สมุดบันทึก!” อรวรรณอุทานเบาๆ เธอเดินตรงไปที่โต๊ะ และหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมาอย่างเบามือ สัมผัสของหนังที่แตกลายบ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผ่านไป “อาจารย์คะ นี่อาจเป็นสิ่งที่พวกเราตามหา”
เมื่อเธอเปิดสมุดบันทึกออก หน้าแรกมีตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมืออันอ่อนช้อย แต่ก็แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว
“‘บันทึกประจำวันของพระสนมบุปผา… ค่ำคืนนี้ แผ่นดินของข้าสั่นคลอน ราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ข้าสัมผัสได้ถึงความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา…’” อรวรรณอ่านข้อความในสมุดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“พระสนมบุปผา?” อาจารย์พงษ์สวัสดิ์ทวนคำ “ไม่เคยมีบันทึกเกี่ยวกับพระสนมพระองค์นี้ในประวัติศาสตร์เลย”
“ไม่เพียงเท่านั้นค่ะอาจารย์” อรวรรณพลิกหน้าต่อไป “ข้อความที่อยู่ถัดไป…มันดู…แปลกๆ”
เธออ่านต่อ “‘เงาบางอย่างกำลังเฝ้ามองข้าอยู่เสมอ…มันมาจากที่ไหนกัน? มันต้องการอะไรจากข้า?’…นี่มัน…เหมือนกับเรื่องเล่าลือของวังแห่งนี้เลยนะคะ”
ทันใดนั้นเอง อุณหภูมิภายในห้องพลันลดต่ำลงอย่างฮวบฮาบ อรวรรณรู้สึกถึงลมเย็นยะเยือกที่พัดผ่านต้นคอ ราวกับมีใครบางคนยืนอยู่ข้างหลังเธอ “อาจารย์คะ… รู้สึกเย็นแปลกๆ”
อาจารย์พงษ์สวัสดิ์หันขวับ “จริงด้วย… นี่มันผิดปกติเกินไป”
ขณะที่พวกเขากำลังประหลาดใจ เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นมาจากมุมห้องที่มืดมิดที่สุด “ออกไป… ที่นี่ไม่ใช่ที่ของพวกเจ้า…”
เสียงนั้นแหบพร่า ชวนขนลุก ราวกับมาจากโลกอื่น อรวรรณตัวสั่นสะท้าน เธอรีบหันไฟฉายไปทางต้นเสียง แต่ก็ไม่พบสิ่งใดนอกจากเงามืดที่ทอดตัวยาวอยู่บนพื้น
“นั่น… นั่นมันเสียงอะไรคะอาจารย์?” อรวรรณถามเสียงสั่นเครือ
“ไม่รู้สิ… แต่อย่าไปสนใจมันเลย” อาจารย์พงษ์สวัสดิ์รีบพูด “เราต้องออกจากที่นี่ก่อน”
ทั้งสองรีบก้าวถอยหลังออกจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว ทิ้งสมุดบันทึกของพระสนมบุปผาไว้บนโต๊ะ ทันทีที่พวกเขาออกมาจากห้องปิดตายนั้น อุณหภูมิภายในวังก็กลับมาเป็นปกติ แต่ความหนาวเย็นที่จับขั้วหัวใจนั้น ยังคงหลงเหลืออยู่ ราวกับจะเป็นลางบอกเหตุถึงสิ่งที่จะต้องเผชิญหน้าต่อไปในวังร้างแห่งนี้
5,537 ตัวอักษร