ตอนที่ 5 — การค้นพบหลักฐานชิ้นใหม่
อรวรรณสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยหัวใจที่เต้นรัว เหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วร่าง ภาพฝันเมื่อคืนยังคงติดตาตรึงใจ ราวกับว่าเธอได้เข้าไปสัมผัสกับโลกอีกใบหนึ่งอย่างแท้จริง ความรู้สึกหวาดกลัวยังคงเกาะกุมจิตใจ แต่ก็มีประกายแห่งความมุ่งมั่นผุดขึ้นมาแทนที่ เธอรู้ดีว่าสิ่งที่เธอประสบพบเจอไม่ใช่เรื่องธรรมดา และเธอไม่สามารถปล่อยวางมันได้อีกต่อไป
ไม่นานหลังจากนั้น อาจารย์พงษ์สวัสดิ์ก็เดินทางมาถึงบ้านของอรวรรณด้วยสีหน้าเป็นห่วง เขาเห็นสภาพของลูกศิษย์แล้วก็ยิ่งหนักใจ "อรวรรณ เป็นยังไงบ้างเมื่อคืน?" ท่านถามด้วยความเป็นห่วง
"ก็… ก็ยังไม่ค่อยดีค่ะอาจารย์" อรวรรณตอบเสียงแหบพร่า "หนูฝันร้ายอีกแล้วค่ะ ฝันเหมือนเมื่อคืนเลย"
อาจารย์พงษ์สวัสดิ์นั่งลงข้างๆ เธอ "ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะคอยอยู่เป็นเพื่อนเธอเอง" ท่านพยายามปลอบประโลม "บางที เราอาจจะต้องกลับไปที่นั่นอีกครั้ง"
อรวรรณตาเบิกกว้าง "กลับไปที่วังเจริญรัตน์เหรอคะอาจารย์? หนู… หนูไม่แน่ใจว่าหนูจะทำใจได้"
"ฉันรู้ว่ามันยาก" อาจารย์พงษ์สวัสดิ์กล่าว "แต่ถ้าเราจะหาคำตอบ เราก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน" ท่านหยิบสมุดบันทึกของพระสนมบุปผาขึ้นมา "ฉันได้ลองค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ 'ท่านอัครมหาดเล็ก' ที่เธอพูดถึงในสมุดบันทึก แต่ก็ยังไม่พบข้อมูลใดๆ ที่ตรงกันเลยในประวัติศาสตร์"
"แล้ว… แล้วพลังงานชั่วร้ายล่ะคะ" อรวรรณถาม
"นั่นคือสิ่งที่ฉันกำลังสงสัย" อาจารย์พงษ์สวัสดิ์ถอนหายใจ "บางที… อาจจะมีบันทึกอื่น ที่ไม่ได้ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ"
ทั้งสองใช้เวลาช่วงเช้าพูดคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจารย์พงษ์สวัสดิ์เชื่อว่าสิ่งที่อรวรรณเห็น ไม่ใช่เพียงภาพหลอน แต่เป็นสัญญาณบางอย่างที่เชื่อมโยงกับความลับของวังเจริญรัตน์ "เราต้องกลับไปที่นั่นอรวรรณ" ท่านยืนกราน "เราต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม"
"แต่เราจะไปหาอะไรคะอาจารย์?" อรวรรณถามอย่างกังวล
"เราจะไปหาที่มาของเสียงกระซิบที่เราได้ยิน ที่มาของภาพหลอนที่เธอเห็น และที่มาของความกลัวที่คุกคามในสมุดบันทึกเล่มนั้น" อาจารย์พงษ์สวัสดิ์กล่าว "ฉันจะลองหาข้อมูลเกี่ยวกับตำนานหรือเรื่องเล่าพื้นบ้านที่อาจเกี่ยวข้องกับวังแห่งนี้ดู"
บ่ายวันนั้น อรวรรณและอาจารย์พงษ์สวัสดิ์เดินทางกลับไปยังวังเจริญรัตน์อีกครั้ง คราวนี้พวกเขามาพร้อมกับอุปกรณ์ที่ครบครันยิ่งกว่าเดิม ทั้งเครื่องตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่องบันทึกเสียงความไวสูง และกล้องอินฟราเรด
บรรยากาศภายในวังยังคงวังเวงและเงียบสงัด กลิ่นอับชื้นยังคงคละคลุ้ง แต่คราวนี้ ความรู้สึกหวาดกลัวของอรวรรณดูเหมือนจะลดลงไปบ้าง แทนที่ด้วยความสงสัยใคร่รู้
"เราจะเริ่มจากห้องลับอีกครั้ง" อาจารย์พงษ์สวัสดิ์กล่าว "ตรงนั้นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด"
ทั้งสองเดินเข้าไปในห้องลับอีกครั้ง อรวรรณหยิบสมุดบันทึกของพระสนมบุปผาขึ้นมาเปิดอ่านอีกครั้ง เธอจ้องมองไปที่ข้อความเหล่านั้นราวกับพยายามจะค้นหาความหมายที่ซ่อนเร้น
"หากข้าไม่สามารถหยุดยั้งแผนการของเขาได้… ทุกคนจะต้องรับรู้ถึงความจริงที่ถูกซ่อนเร้น…"
"ความจริงที่ถูกซ่อนเร้น…" อรวรรณพึมพำ "อาจารย์คะ… คำว่า 'ซ่อนเร้น' นี่… มันอาจจะหมายถึงว่ามีอะไรบางอย่างที่ถูกฝังอยู่ หรือถูกปิดบังไว้จริงๆ ก็ได้นะคะ"
อาจารย์พงษ์สวัสดิ์พยักหน้าเห็นด้วย "เป็นความคิดที่ดี" ท่านกล่าว "เราลองสำรวจผนังหรือพื้นบริเวณนี้ดู"
ทั้งสองเริ่มใช้เครื่องมือสำรวจตรวจสอบผนังและพื้นห้องอย่างละเอียด เครื่องตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเริ่มส่งเสียงร้องเมื่ออาจารย์พงษ์สวัสดิ์นำไปจ่อที่ผนังด้านหนึ่งของห้อง "ตรงนี้มีอะไรบางอย่าง" ท่านกล่าว "มีความหนาแน่นของวัสดุมากกว่าบริเวณอื่น"
อรวรรณรีบก้าวเข้าไปดู "ตรงไหนคะอาจารย์?"
"ตรงนี้" อาจารย์พงษ์สวัสดิ์ชี้ไปที่แผ่นหินบนผนัง "ดูเหมือนว่ามันจะถูกปิดทับไว้"
ทั้งสองช่วยกันออกแรงงัดแผ่นหินนั้นออกอย่างทุลักทุเล เมื่อแผ่นหินถูกยกออกไป เผยให้เห็นช่องว่างเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
"มีกล่องไม้โบราณอยู่ข้างใน!" อรวรรณอุทานด้วยความตื่นเต้น
อาจารย์พงษ์สวัสดิ์ค่อยๆ หยิบกล่องไม้ใบนั้นออกมาอย่างระมัดระวัง กล่องมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก สลักลวดลายวิจิตรบรรจงที่เริ่มเลือนรางตามกาลเวลา "นี่อาจจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ" ท่านกล่าว
ทั้งสองนำกล่องไม้ใบนั้นกลับไปที่ห้องโถงหลัก เพื่อเปิดดูอย่างละเอียด ภายใต้แสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ พวกเขาค่อยๆ เปิดฝากล่องออก
ภายในกล่องนั้น บรรจุด้วยเอกสารเก่าแก่จำนวนหนึ่งที่ถูกมัดรวมกันด้วยเชือกป่านที่เปื่อยยุ่ย และยังมีวัตถุบางอย่างที่ห่อหุ้มด้วยผ้ากำมะหยี่สีซีด
"นี่มัน…" อรวรรณเอ่ยอย่างตกตะลึง
อาจารย์พงษ์สวัสดิ์ค่อยๆ หยิบเอกสารแผ่นแรกขึ้นมาอ่าน "บันทึกการจัดซื้อ… หยก… พลอย… ทองคำ… จำนวนมหาศาล…" ท่านอ่านไปพลางขมวดคิ้ว "นี่มันบัญชีรายรับรายจ่ายของวังชัดๆ"
"แต่… มันทำไมถึงถูกเก็บซ่อนไว้แบบนี้ล่ะคะ?" อรวรรณถาม
"และดูนี่สิ" อาจารย์พงษ์สวัสดิ์ค่อยๆ แกะผ้ากำมะหยี่สีซีดออก เผยให้เห็นวัตถุที่อยู่ภายใน มันคือรูปเหมือนขนาดเล็กของสตรีสูงศักดิ์ สลักเสลาจากงาช้างสีเหลืองนวล ใบหน้าของสตรีในรูปนั้นดูเศร้าสร้อย ดวงตาของเธอจ้องมองมายังผู้ที่ถือรูปนี้อย่างตัดพ้อ
"นี่… นี่คือพระสนมบุปผา!" อรวรรณร้องอุทาน "หนูจำได้! หน้าตาเธอเป็นแบบนี้เอง!"
"น่าจะเป็นเช่นนั้น" อาจารย์พงษ์สวัสดิ์กล่าว "แต่ทำไมถึงมีรูปของเธออยู่ในกล่องนี้… และทำไมถึงถูกซ่อนไว้"
อรวรรณหยิบเอกสารอีกแผ่นขึ้นมาอ่าน "บันทึกส่วนตัว… วันที่… ข้าได้ยินเสียงกระซิบของท่านอัครมหาดเล็กอีกครั้ง… เขาพูดถึงการทรยศ… การช่วงชิงอำนาจ… ข้าต้องรีบ… ข้าต้องปกป้อง…"
"เสียงกระซิบ… การทรยศ… การช่วงชิงอำนาจ…" อาจารย์พงษ์สวัสดิ์ทวนคำ "ดูเหมือนว่าเรื่องราวในสมุดบันทึกของพระสนมบุปผาจะเชื่อมโยงกับเอกสารเหล่านี้จริงๆ"
"แล้ว… รูปเหมือนนี่ล่ะคะ?" อรวรรณชี้ไปที่รูปสลักงาช้าง
"ฉันไม่แน่ใจ" อาจารย์พงษ์สวัสดิ์กล่าว "แต่บางที… มันอาจจะเป็นสิ่งที่พระสนมบุปผาต้องการจะปกป้อง หรืออาจจะเป็นสิ่งที่มีความหมายสำคัญกับเธอมากๆ"
ขณะที่ทั้งสองกำลังพิจารณาหลักฐานชิ้นใหม่นี้อยู่นั้น ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ จากด้านนอกห้องโถง "มีใครอยู่ไหมครับ?"
อรวรรณและอาจารย์พงษ์สวัสดิ์มองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ "เราคิดว่าเราล็อคประตูแล้วนี่" อรวรรณกระซิบ
"ผมเป็นคนสวนครับ" เสียงจากภายนอกดังขึ้นอีกครั้ง "เห็นว่าประตูเปิดอยู่ เลยเข้ามาดูเผื่อมีใครต้องการความช่วยเหลือ"
อรวรรณและอาจารย์พงษ์สวัสดิ์รีบเก็บเอกสารและรูปเหมือนงาช้างใส่กลับเข้าไปในกล่องไม้ แล้วรีบไปที่ประตู
5,169 ตัวอักษร