เมืองร้างใต้ผืนดินสาปส่ง

ตอนที่ 10 / 35

ตอนที่ 10 — ม่านดำกลืนกินทุกสิ่ง

"สิ่งนั้น…คือความว่างเปล่า" ธวัชพูดเสียงแหบพร่า เขาพยุงตัวเองขึ้นมายืนอย่างทุลักทุเล แม้จะดูอ่อนแรง แต่ดวงตาของเขายังคงฉายแววของความตื่นตระหนก "มันคือจุดจบของทุกสิ่ง…ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้" ภารดรพุ่งเข้าไปประคองธวัช "ธวัช! นายไม่เป็นไรนะ! เกิดอะไรขึ้นกับนาย" "ฉัน…ฉันเกือบจะถูกมันกลืนกินไปแล้ว" ธวัชหอบหายใจ "เมื่อแสงนั่นปรากฏขึ้น…มันเหมือนกับว่าทุกอย่างรอบตัวฉัน…ทุกความทรงจำ…ทุกตัวตนของฉัน…กำลังถูกดึงออกไป…ถูกทำให้ว่างเปล่า" "แล้วทำไมเราถึงไม่รู้สึกแบบนั้น" มานพถามอย่างสงสัย เขาชี้ไปยังแสงสีดำที่ยังคงสาดส่องออกมาจากรอยแยกบนแท่นบูชา "เพราะพวกเจ้า…ยังไม่ถูกมันเลือก" ธวัชตอบ "แต่พวกเจ้ากำลังจะ…พวกมันกำลังรอคอยเวลาที่เหมาะสม" พลอยใสตัวสั่นเทิ้ม "หมายความว่ายังไงคะพี่ธวัช" "หมายความว่า…แสงสีดำนี่มันไม่ใช่แค่พลังงานธรรมดา" ธวัชอธิบาย "มันคือพลังแห่งการลบล้าง…พลังแห่งความว่างเปล่า…ที่ถูกผนึกไว้ใต้ดินแห่งนี้มานานแสนนาน" "แล้วเราจะหยุดมันได้ยังไง" ภารดรหันไปมองแท่นบูชาด้วยความกังวล "หยุดไม่ได้" ธวัชส่ายหน้าช้าๆ "มีเพียงสิ่งเดียวที่พวกเจ้าทำได้…คือการหนี" "หนีไปไหน" มานพสวนกลับ "เราจะกลับไปทางไหน? ทางเข้ามันก็ถล่มไปหมดแล้ว" "ข้าไม่รู้" ธวัชยอมรับ "แต่ถ้าพวกเจ้ายังอยู่ที่นี่…พวกเจ้าจะถูกกลืนกินไปพร้อมกับเมืองนี้…ไปพร้อมกับวิญญาณพวกนั้น…ไปสู่ความว่างเปล่าอันเป็นนิรันดร์" ทันใดนั้น เสียงโหยหวนอันแหลมสูงก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังมาจากเหล่าวิญญาณที่เคยลอยวนเวียนอยู่ พวกมันกำลังถูกแสงสีดำดูดกลืนเข้าไปทีละน้อย ร่างกายโปร่งแสงของพวกมันค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงเสียงกรีดร้องอันน่าเวทนา "ดูสิ!" พลอยใสร้องเสียงหลง "พวกมัน…พวกมันกำลังจะหายไป" "พวกมันกำลังถูกทำลาย" ธวัชกล่าว "ถูกลบล้างออกจากความเป็นจริง…เหมือนที่ไม่เคยมีตัวตนอยู่เลย" แสงสีดำสาดส่องแรงขึ้น คราวนี้มันไม่ได้เพียงแค่ส่องแสง แต่มันเริ่มแผ่ขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว ผนังโถงวิหารที่เคยคงทน บัดนี้เริ่มมีรอยร้าวปรากฏขึ้น ราวกับจะถูกแรงกดดันอันมหาศาลบีบคั้น "เราต้องไปเดี๋ยวนี้!" ภารดรตัดสินใจ "ธวัช…นายพอจะเดินไหวไหม" "ข้า…ข้าจะพยายาม" ธวัชตอบ เขาใช้แขนข้างหนึ่งโอบไหล่ภารดรไว้แน่น "ไปทางไหนดี" มานพถาม พลางกวาดตามองไปรอบๆ เขาเห็นเพียงผนังหินที่ดูแข็งแรง และแสงสีดำที่กำลังคืบคลานเข้ามา "ทางนั้น!" พลอยใสชี้ไปที่มุมหนึ่งของโถง "ฉันเห็น…เหมือนมีช่องว่างเล็กๆ อยู่ตรงนั้น" ภารดรหันไปมองตามที่พลอยใสชี้ มันเป็นช่องแคบๆ ที่ซ่อนอยู่หลังแท่นบูชา ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกบดบังด้วยเงาของแท่นบูชา "ดูเหมือนจะเป็นทางเดียวที่เราจะไปได้" ภารดรกล่าว "มานพ…ระวังตัวด้วย" "รู้แล้วน่า" มานพตอบ เขาเดินนำหน้า ค่อยๆ ก้าวไปตามผนังอย่างระมัดระวัง ทั้งสี่คนค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามผนังโถงวิหาร โดยมีภารดรคอยพยุงธวัชที่อ่อนแรงอยู่ตลอดเวลา พวกเขาพยายามเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แสงสีดำกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เรื่อยๆ มันบดบังทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า เสียงโหยหวนของเหล่าวิญญาณที่กำลังถูกลบล้าง ยิ่งเพิ่มความกดดันให้กับพวกเขา "เราจะหนีไปถึงไหน" มานพพึมพำ "ถ้าข้างนอกก็ถล่ม ข้างในก็กำลังจะถูกกลืนกิน" "เราต้องเชื่อมั่น" ภารดรกล่าว "เราต้องเชื่อว่าจะมีทางออก" พวกเขาเดินมาถึงปากทางเข้าช่องแคบที่พลอยใสเห็น มันเป็นช่องทางเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะนำไปสู่ที่อื่น "เข้าไปเร็ว!" ภารดรเร่ง "แสงนั่นใกล้เข้ามาแล้ว!" พวกเขาค่อยๆ หย่อนตัวลงไปในช่องแคบนั้นทีละคน ธวัชที่อ่อนแรงเป็นคนสุดท้ายที่ถูกดึงลงมา เมื่อทั้งสี่คนเข้าไปอยู่ในช่องแคบจนครบ เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นตามมา "วูบ!" แสงสีดำได้ทะลวงเข้ามาถึงบริเวณที่พวกเขาเคยยืนอยู่ มันแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า "แท่นบูชา…ผนัง…ทุกอย่างหายไปหมดแล้ว!" มานพตะโกน "มัน…มันไปแล้วจริงๆ" พลอยใสกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ไม่…มันยังไม่ไป" ธวัชกระซิบ "มันกำลังรอคอย…รอคอยให้พวกเจ้าก้าวเดินต่อไป…สู่ความว่างเปล่าที่แท้จริง" ความมืดมิดที่ปกคลุมช่องแคบนั้นดูหนาทึบยิ่งกว่าเดิม แสงสีดำจากภายนอกไม่สามารถส่องเข้ามาได้อีกต่อไป มีเพียงเสียงหอบหายใจของพวกเขาเท่านั้นที่ดังระงมอยู่ในความเงียบอันน่าขนลุก

3,413 ตัวอักษร